ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ถูกจับตามองตั้งแต่ช่วงตั้ง “รัฐบาลเศรษฐา” ใหม่ๆ สำหรับความเห็นที่ดูจะไม่ตรงกันในหลายประเด็นของ “นายกฯ นิด” เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง กับ “ผู้ว่าฯ นก” เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ
ช่วงเกือบ 5 เดือนของรัฐบาลนี้ ก็มีอย่างน้อยๆ 3 ครั้งแล้วที่ “นายกฯ นิด“ ออกอาการกับท่าทีของแบงก์ชาติ เป็นเหตุให้ต้องเชิญ “ผู้ว่าฯ นก” เข้าหารือส่วนตัวเป็นหนที่ 3
ปฐมเหตุคงไม่พ้นการที่ “ดร.เศรษฐพุฒิ” เคยมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับแถลงการณ์ 99 นักวิชาการและคณาจารย์เศรษฐศาสตร์ ซึ่งในจำนวนนี้มีอดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติรวมอยู่ด้วย 2 คน คือ ดร.วิรไท สันติประภพ-ดร.ธาริษา วัฒนเกส ที่ลงชื่อเรียกร้องให้ยกเลิกนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ของพรรคเพื่อไทย โดยให้เหตุผลว่า “ได้ไม่คุ้มเสีย”
โดย “ผู้ว่าฯ นก” เคยหล่นความเห็นไว้ว่า “ประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นวิกฤต เศรษฐกิจยังเติบโตได้ คือไม่ห้ามแจกเงิน แต่ต้องไม่หว่านแห”
นอกจากนี้ในช่วงที่รายละเอียดของนโยบายนี้ยังไม่ชัดเจนนั้น ก็มีเสียงท้วงติงว่า รูปแบบการแจกเงินผ่านดิจิทัลวอลเล็ตอาจเข้าข่ายขัดต่อพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินตรา พ.ศ. 2501 ที่ถือเป็นกฎหมายหลักของแบงก์ชาติหรือไม่
จึงพออนุมานได้ว่า “แบงก์ชาติ” จะเป็นปราการด่านสำคัญที่ทำให้นโยบาย “หมื่นดิจิทัล” อันเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลเพื่อไทยไปไม่ถึงฝั่ง
นำมาซึ่งกระแสข่าวหนาหูว่า อาจจะมีการปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเลยทีเดียว
ซึ่ง “นายกฯ เศรษฐา” เองก็รู้ดีว่า ร่องรอยความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างฝ่ายบริหาร กับหน่วยงานที่กำกับด้านการเงินการคลัง ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะในช่วงต้นที่เพิ่งมีการตั้งรัฐบาล จึงมีการปฏิเสธหลายต่อหลายครั้งว่า ไม่มีการปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ
แต่ไม่ทันไรก็มีเหตุครั้งที่ 2 เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2566 ที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% และปรับลดเป้าตัวเลขประมาณการณ์เติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) ลงเหลือ 2.8% จากเดิม 3.6% สวนทางกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งสวนทางกับแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังมีรัฐบาลใหม่ ที่พรรคเพื่อชาติ พยายามชูด้วย
กระแสข่าวการปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ จึงระงมขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้ “เศรษฐา” ไม่ได้ปฏิเสธด้วยคำพูด แต่เลือกที่จะเชิญ “ดร.เศรษฐพุฒิ” ไปนั่งพูดคุยอย่างเป็นกันเองแบบสองต่อสองบนตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม 2566 พร้อมปล่อยภาพวงพูดคุยที่มีการรับประทานอาหารว่างไปด้วยแบบสบายๆ ออกมาเพื่อสยบข่าวอีกด้วย
หลังการหารือ “เศรษฐา” ออกมาเปิดเผยว่า พูดคุยกันเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม และนโยบายที่รัฐบาลกำลังจะทำ เพื่อรับฟังความเห็นและข้อมูลข้อเสนอของ ธปท. จากนี้ก็จะมีการนัดพบปะหารือในลักษณะนี้เป็นประจำทุกเดือน ที่ผ่านมาได้มีการหารือเกี่ยวกับการออกดิจิทัลวอลเล็ตด้วย ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. ก็ให้คำแนะนำ โดยที่รัฐบาลก็พร้อมรับและปฏิบัติ
“ไม่เคยคิดที่จะปลด คุณเศรษฐพุฒิ ออกจากตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. อย่างแน่นอน การหารือเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ 2 คนคุยกัน คุยกันด้วยดี และจะมีการพบกันอย่างต่อเนื่อง ไม่มีความขัดแย้งกัน ไม่มีเลย และไม่มีแน่นอน” นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำในคราวนั้น
นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยด้วยว่า การพูดคุยของทั้งคู่เป็นไปอย่างเป็นกันเอง และไม่ได้เป็นทางการ ยังมีการพูดคุยในเรื่องสัพเพเหระหลายเรื่อง ทั้งยังทักกันว่า “เศรษฐา-เศรษฐพุฒิ” มีมีอะไรคล้ายกันหลายเรื่อง ตั้งแต่ชื่อจริงที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “เศรษฐ” หรือชื่อเล่นที่มี “น.” นำหน้า คือ “นิด-นก” ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงคู่ใจที่เป็น “สุนัข” เหมือนกันด้วย
แต่ในขณะที่ความไม่ลงรอยระหว่างรัฐบาลกับแบงก์ชาติดูจางลงไป โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่จุดสนใจไปอยู่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เพิ่งให้ความเห็นส่งมายังรัฐบาล จู่ๆ “นายกฯ เศรษฐา” ก็เปิดวอร์กับแบงก์ชาติอีกคำรบเป็นครั้งที่ 3
โดย นายกฯ โพสต์ข้อความผ่านช่องทางโซเชียล แสดงความไม่เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ยของแบงก์ชาติ จนทำให้เงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 3 เดือน ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ และยังมีผลกระทบต่อประชาชนที่มีรายได้น้อย และ SMEs อีกด้วย พร้อมส่งสัญญาณให้ กนง.ลดดอกเบี้ย
แม้เป็นข้อความสั้นๆ แต่เมื่อออกจากระดับคนเป็นนายกฯ จึงถือว่าเป็นการส่งสัญญาณตำหนิอย่างรุนแรงไปยังแบงก์ชาติ
สำทับด้วยข่าวในแวดวงการเงินการธนาคารกับผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ไทยที่ประกาศออกมาพอดิบพอดี และยังมีกำไรสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 220,000 ล้านบาท จนถูกตั้งคำถามว่า ในขณะที่เศรษฐกิจไม่ดี แต่แบงก์กลับกำไรเข้าขั้น “อู้ฟู่”
เรื่องนี้ “เสี่ยโต้ง” กิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกฯ ได้แชร์ข่าวผลกำไรของธนาคารไทย พร้อมแนบความเห็นว่า “ธุรกิจที่การแข่งขันต่ำ รวมหัวกัน “ทำกำไรสูง” บนความวินาศของลูกค้า... ถือว่าน่ารังเกียจนัก และที่น่าตำหนิที่สุด คือ “ผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง” ที่ (ไม่) กำกับดูแล”
“ผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง” ที่ (ไม่) กำกับดูแล” ที่ “กิตติรัตน์” หมายถึงก็หนีไม่พ้น “แบงก์ชาติ” นั่นเอง
ทำให้เชื่อว่าการที่ “เศรษฐา” ออกมาตำหนิ “แบงก์ชาติ” ในวันเดียวกันนั้น ก็เพราะไม่พอใจกับข่าวผลกำไรแบงก์ไทยเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ และมีประธานที่ปรึกษาออกมาพูดแทน
จากนั้น “กิตติรัตน์” รวมไปถึง “เสี่ยแดง” พิชัย นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษานายกฯ ก็ออกมาขย่มแบงก์ชาติอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความเห็นว่าแบงก์ชาติควรลดดอกเบี้ยลงเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
เป็นท่าทีของ 2 ที่ปรึกษา ที่เชื่อว่าต้องได้รับไฟเขียวจากนายกฯ ให้ออกมารุมกระหน่ำแบงก์ชาติอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถมองเป็นอื่นได้
ส่วนตัว “นายกฯ นิด” ก็เลือกเล่นไม้อ่อน โดยเชิญ “ผู้ว่าฯ นก” มาพูดคุยเป็นการส่วนตัวอีกครั้ง เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2566 โดยระบุว่า คนอยู่บ้านเดียวกันเห็นไม่ตรงกันก็หลายอย่าง เชื่อว่าหลายๆ ท่านมีจุดประสงค์เดียวกันคืออยากให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนดีขึ้น แต่เรื่องของการปฏิบัติงาน หรือเรื่องนโยบายต่างๆ อาจมีความเห็นไม่ตรงกันบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็ต้องมีการพูดคุยกัน
หลังการพูดคุยครั้งนี้แม้จะมีการปล่อยภาพระหว่างการนั่งหารือกัน แต่ก็รับรู้ได้ว่า บรรยากาศไม่ได้ “ชิลล์” เหมือนหนก่อน โดยนายกฯ เปิดเผยว่า ได้คุยกับผู้ว่าฯ ธปท. หลายเรื่อง ทั้งดิจิทัลวอลเล็ต เรื่องดอกเบี้ย และผลดีผลเสีย ตนพยายามจะบอกถึงสถานการณ์ตลาดในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร และเรื่องของภาคธุรกิจ ความเดือดร้อนของประชาชนทางด้านหนี้สิน พร้อมยืนยันว่า ไม่มีอำนาจไปก้าวก่าย เพราะ ธปท.เป็นองค์กรที่เป็นอิสระ และไม่ได้สั่งการอะไร เพียงแต่อธิบายเหตุผลให้ฟังในเรื่องของเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนรายละเอียดของให้ทาง ธปท.เป็นผู้เปิดเผยเอง
เป็นบทสรุปของการสนทนาที่ดู “ตึง” และไม่ได้ทำให้กระแสข่าวการปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติจางลงแม้แต่น้อย
ซึ่งก็น่าสนใจว่า ในความเป็นอิสระของ “แบงก์ชาติ” นั้น รัฐบาลจะสามารถเข้าไปกดดันให้มีการปรับนโยบายของแบงก์ชาติให้สอดรับกับแนวทางรัฐบาลได้หรือไม่อย่างไร
ที่เมื่อประเมินแล้ว หากยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็อาจถึงขั้น “อยู่กันไม่ได้”
เรื่องนี้ก็มีเสียงทักจาก ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ที่แสดงความเห็นถึงกระแสข่าวการปลด “ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ” ไว้ว่า “ไม่ใช่เรื่องง่าย” และแนะนำให้นายกฯ รับฟังความเห็นของผู้ว่าการ ธปท. ที่เป็นการให้ข้อมูลเชิงวิชาการ และไร้อคติทางการเมืองแอบแฝง
“หากมี รมว.คลัง รายใดต้องการจะปลด ผู้ว่าการ ธปท. นั้น ควรทราบว่ามีกฎหมายตีกรอบป้องกันเอาไว้อย่าง พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 มาตรา 28/19 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 28/18 แล้ว ผู้ว่าการ ธปท.จะพ้นจากตำแหน่งก็ต่อเมื่อ
1.ตาย
2.ลาออก
3.ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 28/17
4.คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ออกโดยคำแนะนำของรัฐมนตรี เพราะมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงหรือทุจริตต่อหน้าที่
และ 5.ครม. มีมติให้ออกโดยคำแนะนำของรัฐมนตรีหรือการเสนอของรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ ธปท. เพราะบกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถ โดยมติดังกล่าวต้องแสดงเหตุผลในการให้ออกอย่างชัดแจ้ง
ตามข้อ 4. รมว.คลัง จะต้องพิสูจน์ให้ ครม.เห็นว่าผู้ว่าการ ธปท. มีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงหรือทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งไม่รวมถึงความเห็นขัดแย้งเรื่องนโยบาย ส่วนข้อ 5. นั้นคือต้องผ่านด่านคณะกรรมการ ธปท. เสียก่อน เฉพาะกรณีบกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถ โดยมติดังกล่าวต้องแสดงเหตุผลในการให้ออกอย่างชัดแจ้ง ซึ่งยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะปลดผู้ว่าการ ธปท. ได้
“ที่หนักกว่านั้นคือกระแสสังคมจะประณาม รมว.คลัง ผู้นั้นว่า เข้าข่ายเป็นการลุแก่อำนาจ (Abuse of Power) และจะกระทบกระเทือนความเชื่อมั่นของสังคมโลกอย่างรุนแรง” อดีต รมว.คลัง ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระบุ
แต่แม้จะมีการหยิบยกข้อกฎหมายว่า การปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาตินั้น “ไม่ใช่เรื่องง่าย” แต่หากไล่เรียงตามประวัติศาสตร์แล้วก็ “ใช่ว่าจะทำไม่ได้”
ที่ผ่านมาประเทศไทยมีผู้ว่าการ ธปท.มาแล้ว 24 คน คนแรกคือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ดำรงตำแหน่ง ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน 2485 - 16 ตุลาคม 2489 ส่วน “ดร.เศรษฐพุฒิ” เป็นคนล่าสุดคนที่ 24 ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ต่อจาก ดร.วิรไท สันติประภพ โดย “ผู้ว่าฯ นก” มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี จะหมดวาระในปี 2568
ในจำนวน 24 ผู้ว่าการ ธปท.นี้มีผู้ที่ถูก “ปลด” ออกจากตำแหน่ง 4 คน คือ โชติ คุณะเกษม ผู้ว่าการ ธปท. คนที่ 9 รับตำแหน่งปี 2501 และถูกปลดในปี 2502 ยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า พัวพันกรณีจ้างต่างประเทศพิมพ์ธนบัตร
ต่อมาเป็น นุกูล ประจวบเหมาะ ผู้ว่าการ ธปท.คนที่ 13 รับตำแหน่งเมื่อปี 2522 ด่อนจะมาถูกปลดในปี 2527 เนื่องจากขัดแย้งกับ สมหมาย ฮุนตระกูล รมว.คลัง ในหลายประเด็น โดยเฉพาะกรณีที่ธนาคารเอเชียทรัสต์ล้มลง และ ธปท.เข้าไปถือหุ้นใหญ่
ผู้ว่าการ ธปท.คนถัดมา คนที่ 14 กำจร สถิรกุล แม้ได้ทำหน้าที่ต่อในวาระที่ 2 แต่ก็มาถูกปลด เนื่องจากขัดแย้งกับ ประมวล สภาวสุ รมว.คลัง เกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ย
และคนล่าสุดที่ถูกปลด เป็นผู้ว่าการ ธปท.คนที่ 19 “หม่อมเต่า” ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ถูกปลดในช่วงต้นของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ขณะนั้นมี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็น รมว.คลัง โดย ครม. มีมติเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 ซึ่งเหตุผลก็ไม่พ้นความขัดแย้งในทางนโยบายกับฝ่ายการเมือง
ก็น่าสนใจไม่น้อยว่าเก้าอี้ผู้ว่าการ ธปท.ของ “ดร.เศรษฐพุฒิ” ในยุครัฐบาล “นายกฯ เศรษฐา” จะแข่งแกร่งเหนียวแน่นแค่ไหน เพราะไม่เพียงตัวนายกฯ ที่ตั้งแง่หลายเรื่องกับ “แบงก์ชาติ” เท่านั้น ยังมีคนข้างกายด้านเศรษฐกิจทั้ง กิตติรัตน์ ณ ระนอง - พิชัย นริพทะพันธุ์ ที่หากย้อนไปก็จะเห็นว่า เป็นไม่เบื่อไม้เมากับ “แบงก์ชาติ” มาตลอดเช่นกัน
และที่ลืมไม่ได้คงเป็น “เทวดาชั้น 14” ทักษิณ ชินวัตร ที่ว่ากันว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลของรัฐบาล ก็ไม่อิหนังขังขอบกับความเป็นอิสระของ “แบงก์ชาติ” อยู่แล้ว สมัยที่ปลด “หม่อมเต่า” ก็ยังไม่ได้ระบุเหตุผลที่ชัดเจนประกอบมติ ครม.เลยด้วยซ้ำ
เห็นแบบนี้แล้ว คงเดาตอนจบของ “ศึก 2 เศรษฐ” ครั้งนี้ไม่ยาก
แถมงานนี้ว่ากันว่ามี “เดิมพันใหญ่” ว่า จะต้องผลักดันโครงการดิจิทัล วอลเล็ตให้ผ่านสถานเดียว ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะเป็นข้ออ้างของ “คนที่รู้ว่าใคร” เพื่อใช้ในการเปลี่ยน “ม้ากลางศึก” หรือไม่ อย่างไร


