ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เข้าสู่ศักราชใหม่ 2567 ปีมังกรไฟบรรลัยกัลป์ สถานการณ์การเมืองยังคงร้อนแรงไม่เคยแผ่ว บุคคลในแวดวงการเมืองถูกจับตาไม่เว้นวาง โดยเฉพาะบรรดา “ตัวละครหลัก” ทั้งที่กำลังโลดแล่นอยู่ในอำนาจ และทั้งที่กำลังเฝ้ารอ “จังหวะการเปลี่ยนแปลง” อย่างใจจดใจจ่อ
แน่นอน ตัวละคร “หมายเลขหนึ่ง” จะเป็นใครเสียไม่ได้นอกจาก “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะพ้นคุกในปี 2567 นี้ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ ตามต่อด้วย “นายกฯ นิด - นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เพิ่งได้รับฉายาจากสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลว่า “เซลล์แมนสแตนด์ชิน” เพราะถูกมองว่าไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง มีเงาของคนในตระกูล “ชินวัตร” ปกคลุมอยู่ เปรียบเสมือนตัวแสดงแทน หรือสแตนด์อิน และทำท่าว่าคำสร้อย “สแตนด์ “ชิน”” ที่ว่านี้ อาจกลายเป็นฉากทัศน์สำคัญของการเมืองไทยในปี 2567 รวมถึงอีกหนึ่งตัวละครซึ่งเข้าใกล้ตำแหน่งที่ปรารถนามาทุกที นั่นก็คือ “อุ๊งอิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย
นอกจากนี้ ยังมีหัวหน้าพรรคการเมืองที่สังคมให้ความสนใจในเส้นทางการต่อสู้ของเขาอีก 2 คน นั่นคือ “โกต๋อม-ชัยธวัช ตุลาธน” หัวหน้าพรรคก้าวไกลที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุดในสภา รวมถึงหัวหน้าพรรคเก่าแก่ที่เพิ่งช่วงชิงเก้าอี้มาได้อย่าง “เสี่ยต่อ-เฉลิมชัย ศรีอ่อน” แห่งประชาธิปัตย์ ที่ทำท่าว่าอยากจะเข้าร่วมรัฐบาลเต็มประดา แต่ก็ถูกปรามาสจากสังคมว่า ยิ่งจะทำให้พรรคตกต่ำหนักลงไปกว่าเก่าถึงขั้นกลายเป็นพรรคขนาดเล็กกันเลยทีเดียว
สถานการณ์ทางการเมืองเป็นอย่างไร นอกเหนือจากการวิเคราะห์ถึงแนวโน้มความเป็นไปได้แล้ว ยังมีบรรดา “โหราจารย์ดัง” จับยามสามตาพยากรณ์ “ผ่าดวง 4 ดาวเด่น 1 ดาวดับ” ว่าในปี 2567 นี้ “ใครดี-ใครร้าย”
-1-
นช.ทักษิณ ชินวัตร
พ้นคุก ไม่พ้นกรรม
ที่น่าจับตาที่สุดคือดวงชะตาของ “นช.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นบิดาของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) นักโทษซูเปอร์วีไอพี ที่กำลังจะพ้นคุกในเร็ววัน ด้วยระเบียบฉบับใหม่ของกรมราชทัณฑ์เอื้อประโยชน์ให้แก่เจ้าตัวอย่างยิ่ง จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มในห้วงเวลานี้
“ซินแสเข่ง” หรือ “อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง” เปิดเผยพื้นฐานดวงชะตาของ นช.ทักษิณ ชินวัตรว่า เป็นบุคคลที่มีอารมณ์อ่อนไหว มีเจ้าทุกข์ไม่ทุกข์เรื่องตนเองก็ทุกข์เรื่องผู้อื่น มักใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง คิดว่าทำอะไรมักถูกต้องเสมอ เป็นบุคคลที่ดื้อเงียบ ใช้อะไรไม่ทำ ถ้าทำทำเองไม่ต้องใช้
พื้นฐานดวงชะตาของ นช.ทักษิณ มีกำลังธาตุที่ร่ำรวย จากธุรกิจอุปกรณ์ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ แต่จากวันเดือนปีเกิด มีผลปะทะต่อตนเอง จากการกระทำของตนเอง ก่อให้เกิดปัญหาความแตกแยก พลัดพราก สร้างความขัดแย้ง สร้างความไม่ไว้วางใจเป็นศัตรู ก่อให้เกิดปัญหาความวุ่นวายเกิดขึ้น และสร้างเรื่องเบียดเบียนให้เดือดเนื้อร้อนใจ สร้างเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง สร้างความวิตกกังวลให้เกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง ทำให้มีเรื่องคดีความและต้องติดคุกติดตราง
ในรอบปี 2567 ถือว่าเป็นช่วงจังหวะรอบอายุเข้าเคราะห์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 ที่จะก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง และไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง ก่อให้เกิดอุปสรรคเกิดขึ้น
ฉะนั้น ปี 2567 นั้น ยังเป็นปีที่มีผลกระทบเป็นอุปสรรค.และทำให้สิ่งที่คาดหวังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ช่วงจังหวะปี 2568 ดวงชะตาอาจจะเปลี่ยนแปลง ถ้าหากว่าในช่วงจังหวะปี 2567 นั้น สามารถที่จะประคองตัวเองได้ผ่าน โดยไม่มีอุปสรรคสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เกิดขึ้น ดวงชะตาของ นช.ทักษิณ จะกลับมาผงาดอีกครั้งหนึ่ง
สถาการณ์การเมืองน่าจับตา เพราะคนๆ นี้วางเกมไว้ เขาต้องการที่จะหวนกลับมาเป็นผู้นำอีกครั้งหนึ่ง
ขณะที่ “ฟองสนาน จามรจันทร์” เผยคำทำนายดวง “นช.ทักษิณ ชินวัตร” ปี 2567 อยากได้อะไรต้องสู้หนักต่อตลอดปี แต่หัวหน้าเทวดาประจำตัวจะเริ่มเข้มแข็ง 30 เมษายน 2567 เป็นต้นไปคงได้สถานะใหม่คือหลุดจากคุกหรือโรงพยาบาล ด้านร้ายหลังวันเกิดปีนี้คดีความจะแรง และระวังแตกแยกในบรรดาหุ้นส่วนผู้มีส่วนได้เสียในชีวิต ระวังอาการสู้ไป อกแตกไปและปัญหาสุขภาพ
สุดท้าย นช.ทักษิณ แม้ “พ้นคุก” แต่ยังต้องเผชิญวิบากกรรม วิกฤตปัญหาสุขภาพที่รุมเร้า
อย่างไรก็ดี นอกจากดวงชะตาที่มีการทำนายทายทักกันข้างต้นแล้ว เมื่อย้อนกลับมาดูสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น ก็พบว่า กว่า 2 ทศวรรษแล้วที่ประเทศไทยสลัดไม่หลุด ก้าวไม่พ้นชื่อของ “ทักษิณ” โดยเฉพาะการกลับมายังประเทศไทย ที่กล่าวอ้างว่า พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากแต่ความเป็นจริงแล้ว กลับทำลายกระบวนการยุติธรรมจนป่นปี้ เมื่อ “นายใหญ่เพื่อไทย” เลือกที่พักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยอ้างอาการป่วย มาเกินกว่า 120 วัน มากกว่าการเข้าไปถูกจองจำในเรือนจำเฉกเช่นนักโทษคนอื่น
การใช้ “อภิสิทธิ์” เช่นนี้ จึงกลายเป็น “ตราบาป” สำคัญเรื่องหนึ่งของ ”รัฐบาลเศรษฐา” อย่างปฏิเสธไม่ได้ ทำให้ “รัฐบาลเศรษฐา” ยังไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายการลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดสองมาตรฐาน ที่ถือเป็นปัญหาฝังรากลึกของประเทศได้เต็มที่ เพราะมีเรื่องของ “นักโทษเทวดา” ฟ้องประจานอยู่
สำคัญอีกว่า “ทักษิณ” รับโทษมาเกิน 1 ใน 3 ของโทษจำคุกที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชอภัยลดโทษเหลือ 1 ปีแล้ว และประเมินกันว่า จะเข้าเกณฑ์ “พักโทษ” หรือรับโทษ 1 ใน 2 ช่วงปลายเดือน ก.พ.67 ที่จะถึงนี้ ดังนั้น ไม่เกินไตรมาสแรกของปีหน้า “ทักษิณ” ก็จะได้รับอิสรภาพ แม้ว่าจะยังมีสถานะ “นักโทษเด็ดขาดชาย” แปะหน้าผากอยู่ก็ตาม
มีการประเมินอีกว่า ภายหลังจากที่ “ทักษิณ” ได้รับการพักโทษ หรือพ้นโทษแล้ว จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศไม่มากก็น้อย แม้จะมีสถานะ “อดีตคนคุก” ไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ก็ตาม
เพราะเอาเข้าจริงคนระดับ “ทักษิณ” ที่ว่ากันว่าเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทย แกนนำรัฐบาลปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งแห่งที่ใดๆ ก็สามารถกดปุ่มสั่งการได้อยู่แล้ว ตามกระแสข่าวที่ว่า แม้จะนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 แต่ก็ส่ง “ตั๋ว” ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในการแต่งตั้งรัฐมนตรี, ข้าราชการ, ตำรวจ และตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจต่างๆ หรือหลายๆ นโยบายของรัฐบาลที่ “นายกฯนิด” ดันสุดตัว แต่ถูกบูลลี่ก่นด่าว่า “ไม่ตรงปก” นั้นก็ล้วนแล้วแต่ออกมาจาก “เถ้าแก่โทนี่” ทั้งสิ้น
ทำไปทำมา “ทักษิณ” ที่ควรสงบเสงี่ยมเป็น “ตัวช่วย” ก็จะกลายเป็น “ตัวถ่วง” ฉุดรั้งรัฐบาลไม่ว่าจะมีผลงานดีเพียงใดก็ตาม
-2-
เศรษฐา ทวีสิน
เดอะแบก..ไหวไหม
ตามต่อกันที่คำพยากรณ์ชะตาชีวิต “นายกฯ นิด - นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดย “ซินแสเข่ง” เผยปี 2567 ดวง นายกฯ นิด อยู่ในช่วงจังหวะรอบอายุที่มีผลปะทะตลอดปี เรียกว่าเป็นปีแห่งศัตรู เผชิญความขัดแย้ง เกิดปัญหาให้ไม่ได้หยุด
ดวงชะตาถือว่าไม่มีดวงของการเป็นผู้นำทางด้านการเมือง แต่มีดวงผู้นำทางด้านการค้า การที่เข้าทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ถือว่าเป็นธุรกิจที่เสริมดวงชะตามากที่สุด ปี 2567 เรียกว่าเป็นปีแห่งการแบกความกดดัน ความพลาดพลั้งเพราะตัวเอง กล้าในสิ่งไม่ควรกล้า
เกิดเรื่องหนักใจเริ่มตั้งแต่พฤศจิกายนถึงในช่วงธันวาคม 2566 มีเรื่องเบียดเบียนทำให้หงุดหงิดไม่สบายใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เกิดความวิตกกังวล ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีแต่เรื่องเบียดเบียนให้เดือดเนื้อร้อนใจ เพราะตัวท่านเป็นพวกเฉือนเนื้อตัวเอง ชอบทำให้ตัวเองเจ็บ สำหรับปี 2567 ปีที่ผ่านผลต่อดวงชะตาเป็นปีเปรียบเหมือนการถูกหลอกใช้ ทำให้ตนเองเป็นไม้ต่อ เพื่อให้บุคคลอื่นเข้ามาเป็นรัฐมนตรีต่อเนื่องในปี 2567 ต้องรอดูว่าจะอยู่หรือจะไป
ในตำแหน่งผู้นำประเทศเรื่องการงาน ไม่โดดเด่น ราวกับเป็นบุคคลที่เหลือกับถูกหลอกใช้ ดวงชะตาถือว่าไม่มีดวงของการเป็นผู้นำทางด้านการเมือง แต่ท่านมีดวงผู้นำทางด้านการค้า เพราะฉะนั้นการเป็นผู้นำการเมืองเป็นไม่ได้ ส่งผลให้ไม่ประสบความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่ด้วยถูกเลือกเป็น “แคนดิเดต” จนเป็น “นายกรัฐมนตรี” ถือว่าเป็นเรื่องของการส่งไม้ต่อมากกว่า
ปี 2567 ถือว่าเป็นปีแห่งศัตรู ปัญหาที่จะเกิดขึ้นจะมีเรื่องของคดีความเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าฝืนอยู่ไปปัญหาเรื่องคดีความ ปัญหาเรื่องของความขัดแย้ง ปัญหาเรื่องของความไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นถล่มทลายขึ้นมาเลย
คล้ายๆ “นายกฯ เงา” เสมือนเป็นไม้ต่อ ปี 2567 เป็น เล่นการเมืองไม่รุ่ง เหมือนถูกหลอกใช้
ขณะ “ฟองสนาน จามรจันทร์” เปิดเผยคำทำนายดวงนายกฯ นิด ความว่า ลัคนาสถิตราศีเมษ -ระหว่างวันเกิดที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 - 15 กุมภาพันธ์ 2568 โปรดระวังพลาดเพราะตัวเอง กล้าในสิ่งไม่ควรกล้า เกณฑ์มีคดีความรออยู่ตลอดปี
ให้ระวังช่วงอันตรายสำหรับเก้าอี้นายกฯ สำหรับปีนี้คือระหว่าง 15 มีนาคม - 24 เมษายน 2567 และช่วง 2 มิถุนายน-13 กรกฎาคม 2567
จากดวงชะตา เมื่อย้อนกลับมาวิเคราะห์สถานการณ์ของ “เศรษฐา” ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า กว่า 100 วันของ “รัฐบาลเศรษฐา” นับตั้งแต่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11-12 ก.ย.66 เป็นต้นมา ที่ประกาศเสียงดังไว้ว่า “4 ปีต่อจากนี้ จะเป็น 4 ปีแห่งความเปลี่ยนแปลง” แม้จะถึงกับ “แป้ก” แต่ก็ไม่ถึงกับ “ปัง” หรืออาจพูดได้ว่าแค่ “เสมอตัว” เพียงเท่านั้นเพราะยังไม่มีจังหวะว้าวๆให้ฮือฮา ผลงานที่แถลงออกมาทั้งในรอบ 60 วันของรัฐบาล หรือ 100 วันก็ดี หนักไปทางงาน “รูทีน” หรือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นส่วนใหญ่ ด้วยข้อจำกัดการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่ล่าช้าเป็นพิเศษ คะเนว่ากว่าจะเบิกจ่ายงบประมาณได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ปาเข้าเดือน พ.ค.2567 เข้าให้แล้ว
ไม่แปลกที่ในการโปรโมทผลงานรัฐบาลครบ 100 วัน จะมีการหมายเหตุไว้ตัวโตๆ ว่า ผลงานต่างๆ จะผลิดอกออกผลช่วงกลางปี 2567 เป็นต้นไป นัยว่ารองบประมาณใช้จ่ายได้จะเดินหน้าโชว์ผลงานเต็มสูบ
ในแง่ส่วนตัว แม้ว่า “นายกฯ นิด” จะแอคทีฟเป็นพิเศษ จนถูกยกให้มีจุดเด่นในเรื่องความขยัน ทั้งการประชุมแบบทางการ และไม่ทางการ การลงพื้นที่ใน กทม. และต่างจังหวัด จนทีมงานบ่นโอดโอยกันเป็นแถว แต่ก็ดูเหมือนคะแนนนิยมส่วนตัวภายในประเทศไม่ได้พุ่งตาม เห็นได้ชัดจากหลายสำนักโพล ที่กลับกลายเป็น “แด๊ดดี้ทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ยังยึดหัวหาดนักการเมืองที่ป๊อปปูลาร์มากที่สุด
ที่น่าห่วงคือ ในขณะที่คะแนนนิยมส่วนตัวยังไม่กระเตื้อง “เศรษฐา” ก็ต้องเตรียมเจอของจริง บททดสอบครั้งใหญ่ในปีหน้า โดยมี “ระเบิดเวลา” ที่รออยู่เพียบ ทั้งนโยบายดิจิทัลวอลเลต 1 หมื่นบาท ที่ยังไม่รู้เหนือรู้ใต้ รอการวินิจฉัยจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือการแก้ไขปัญหาปากท้องที่ยังไม่เห็นมรรคเห็นผลเท่าที่ควร รวมไปถึงประเด็นร้อนแรงทางการเมืองเข้าคิวอีกเพียบ ทั้งการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือข้อเสนอการออกฎหมายนิรโทษกรรม กระทั่งการพ้นโทษของ “ทักษิณ” ที่คาดว่าจะได้รับการพักโทษในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า
ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องร้อนๆ ที่รอวัดฝีมือ “เศรษฐา”
แต่ก็เชื่อกันว่า ด้วยประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจเอกชน ความมั่นใจในตัวเอง ตลอดจนความรู้ความสามารถ ที่มี รวมกับเสถียรภาพที่เหลือเฟือของรับบาล จะเสามารถทำให้ “เศรษฐา” ประคองตัวในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้จนถึงหมดเทอมของรัฐบาลชุดนี้ ภายใต้วงเล็บว่า หากไม่เกิดเหตุการณ์ประเภทฟ้าถล่ม แผ่นดินทลาย โดยเฉพาะบทบาทของ “นายใหญ่ทักษิณ” ที่เคย ”ผยอง“ จนทำให้รับบาลตัวเองและรัฐบาลน้องปู พังพาบคามือมาแล้ว
-3-
แพทองธาร ชินวัตร
“ดาวเด่น” ระวังดับเพราะพ่อ
สำหรับ “อุ๊งอิ๊งค์ - น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทายาท “นช.ซูเปอร์วีไอพี ทักษิณ ชินวัตร”เปิดคำทำนายดวงชะตา “ซินแสเข่ง” เผยว่าพื้นดวงแข็งมีความก้าวร้าวรุนแรงในตัวเอง เป็นคนสวยมี 2 อารมณ์ อารมณ์ดีก็ดีใจหาย อารมณ์ร้ายขึ้นมาก็เอาเรื่อง เรื่องอารมณ์เปลี่ยนแปลงได้ง่าย
ดวงชะตาของ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” มีความเป็นผู้นำ มีโอกาสส่งผลประสบความสำเร็จการเมืองรออยู่ แต่ในดวงชะตาต้องห่วงใยบุคคลในครอบครัวจนเกินไป เพราะจะกลายเป็นอุปสรรค ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่การงาน ปี 2567 มีดวงปะทะในช่วงชะตา ส่งผลเรื่องความแตกแยก พลัดพราก และตายจากเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องความแตกแยกอาจจะเป็นเรื่องของการหย่าร้างในครอบครัว เรื่องของการผลัดพรากอาจหมายถึงต้องจากถิ่นฐานบ้านเกิดของตนไปอยู่ต่างถิ่น หรือบ้านปลายชีวิตมีเหตุต้องระมัดระวัง
ปี 2567 ดวงชะตามีเกณฑ์ประสบความสำเร็จในทางการเมือง เพียงแต่ต้องรอระยะเวลาไม่ใช่ช่วงเวลานี้ ซึ่งอุปสรรคใหญ่คือครอบครัว เพราะความห่วงใยครอบครัวมากเกินไป คนเราชีวิตการงานถ้ามีเรื่องของครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง จะส่งผลให้ไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากเท่าที่ควร
เพียงแต่ตอนนี้กำลังธาตุในดวงชะตาไม่ได้เกื้อหนุนให้ประสบความสำเร็จ เป็นปีแห่งศัตรูเกิดปัญหาความขัดแย้งเบียดเบียนให้เดือดเนื้อร้อนใจ เพราะฉะนั้นหากขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำก็เหมือนคุณเศรษฐา รับตำแหน่งปี 2566 หลุดตำแหน่งปี 2567 เช่นเดียวกัน คุณแพรทองธาร เข้ามารับตำแหน่งปี 2567 ก็หลุดตำแหน่งปี 2568 เพราะว่ามันไม่สามารถเดินไปได้
โดยภาพรวมจังหวะชีวิตดีในปี 2568 และเป็นการดียิ่งถ้าเขาเริ่มต้นการเมือง ปี 2569 โอกาสประสบความสำเร็จต่อเนื่องไปถึง 12 ปีข้างหน้า เส้นอาชีพการเมืองเริ่มต้นปี 2569 โน้น ส่วนตอนนี้เพียงปูพื้นฐานการเมืองเรียนรู้ก้าวเข้าสู่การเมืองจะดีที่สุด จะมีโอกาสประสบความสำเร็จ แต่ย้ำว่าห้ามเอาเรื่องครอบครัวมาเกี่ยวข้องจะฉุดรั้ง
ขณะที่ “ฟองสนาน จามรจันทร์” พยากรณ์ดวง “แพทองธาร ชินวัตร” ตั้งแต่ต้นปี - 21 สิงหาคม 2567 ยังมีเกณฑ์เป็นเจ้าได้สถาปนา เป็นคนธรรมดาจะได้เป็นพระยาพานทองตามระดับวาสนา
ปรากฎการณ์ใหญ่ในชีวิต “อุ๊งอิ๊งค์” คือ ระหว่าง 30 เมษายน 2567 - สิ้นปี 2568 จะปรากฎชีวิตคือถูกบีบให้เดินในทางแคบๆ ที่ไม่อยากเดิน หรือแทบจะไม่มีทางเลือกต้องเดินไปตามแรงขีด เมื่อปรากฎการณ์นี้จบลงแล้วชีวิตจะได้ไปเล่นในสนามที่สูงกว่าเดิม
จากดวงชะตาข้างต้น เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า “ลูกทักษิณ” กำลังอยู่ระหว่างการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เข้ามา “ฝึกงาน” ในซีกของรัฐบาล ในฐานะ “มาดามซอปพาวเวอร์” โดยได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ซึ่งมี “นายกฯ เศรษฐา” เป็นประธาน พร้อมทั้งนั่งเป็นรองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ที่มีนายกฯ เป็นประธานเช่นกัน
เป็นคณะกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนา “บัตรทอง” ที่ถือเป็นจุดขายของ “ชินวัตรผู้พ่อ” จึงต้องให้ “ลูก” มาสานต่อความสำเร็จใจอดีต โดยมีการมอบให้เป็นประธานขับเคลื่อนแผนงานยกระดับบัตรทอง 5 เรื่องเร่งด่วนด้วย หวังปั้นเครดิตให้กับ “ลูกอิ๊งค์” เต็ม ประมาณว่าวางเป็นบันไดให้ค่อยๆ ก้าวไปสู่ตำแหน่งนายกฯ และเชื่อว่าเมื่อทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว บันไดก้าวต่อไปของ “แพทองธาร” คือการเข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลก่อน มากกว่าที่จะพาสชั้นขึ้นไปเป็นนายกรัฐมนตรีเลย
ตามกระแสข่าวในช่วงจัดตั้งรัฐบาลว่า อาจมีชื่อ ”อุ๊งอิ๊งค์“ มาเป็น รมว.ต่างประเทศ ตามรอยผู้พ่อ ที่เป็นรัฐมนตรีครั้งแรกที่ ”กระทรวงบัวแก้ว” หรือมุ่งไปทางซอฟพาวเวอร์ ไม่ว่าจะเป็น รมว.วัฒนธรรม หรือ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็เป็นได้
แน่นอนว่า เส้นทางที่ปูไว้มีเป้าหมายเป็นเบอร์ 1 บนตึกไทยคู่ฟ้าอยู่แล้ว แต่ด้วยอายุของ “มาดามอิ๊งค์” ที่ยังไม่ถึง “หลักสี่” มีเวลาในทางการเมืองอีกพอสมควร ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเร่งโต รอหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ยังได้
3 ปีกว่าที่เหลือของรัฐบาลชุดนี้ จึงน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเลเวลจนมีความพร้อมเป็น “นายกฯ อิ๊งค์” ได้เต็มภาคภูมิเสียก่อน
-4-
เฉลิมชัย ศรีอ่อน
ดวงหัวหน้าไม่โดดเด่น ระวังพรรคดับ
พลิกตำราเปิดคำพยากรณ์ “ซินแสเข่ง” เผยดวงชะตา “นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2567 เป็นที่มีผลเกี่ยวกับความขัดแย้งเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของการทะเลาะเบาะแว้ง สร้างความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้น ช่วงอายุเข้าเคราะห์มีผลต่อการดำเนินการในเรื่องของการเป็นผู้นำของพรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่องตำแหน่งหน้าที่เป็นเลขาฯ เป็นกรรมการ เป็นรองฯ ทำได้ แต่มาดูในดวงความเป็นผู้นำ มีโอกาสมาบริหารพรรคได้ แต่ไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จ
พื้นดวงเป็นบุคคลที่มีความใจอ่อนใจดี เรียนรู้เร็ว เป็นคนที่มีครูบาร์อาจารย์อยู่ในตนถ่ายทอดความรู้ให้ดีกับคนอื่นได้ เป็นคนที่พูดจาตรงไปตรงมา ทว่า เป็นคนที่ทำอะไรมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนในเรื่องไม่เป็นเรื่อง บริวารไม่สงเสริม ดวงต้องยืนด้วยตนเอง อย่าหวังว่ามีคนมาช่วยสนับสนุน ตลอดจนถึงบริวารสนับสนุนให้การช่วยเหลือทำเพื่อหวังผลตอบแทนเท่านั้นเอง
ตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ผลงานไม่โดดเด่น แต่เป็นช่วงจังหวะ ที่ทำให้เข้ามอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ และได้รับการคัดเลือกเป็นผู้บริหารพรรค แต่ไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่ ไม่มีดวงการเป็นผู้นำพรรค แต่อยู่ในตำแหน่งที่มีคนไว้วางใจ ต้องการเอาเข้ามาเป็นตัวเชิด เพื่อการเปลี่ยนแปลงของพรรค ต้องระวังพรรคไม่มีกำลัง มีโอกาสล่มสลายมีมาก ถึงขั้นอาจมีเกณฑ์ต้องยุบ
สอดคล้องกับคำทำนายของ “ฟองสนาน จามรจันทร์” เปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์ดวงชะตาแตก ร้าวเหมือนคนอกแตก เพราะความลุ่มหลง มัวเมา อวิชชาตลอดปี แถมตั้งแต่ต้นปีแม่ธรณีบีบมวยผมเหมือนอยู่ห้องไอซียู รอดวงค่อยๆ ฟื้นมีสติกลับมาตั้งแต่ 30 เมษายน 2567 เป็นต้นไปอาจเริ่มเห็นพัฒนาด้านบวกบ้าง-ถ้าอยากได้อะไรดีๆ ต้องสู้หนักแบบสู้ไปอกแตกไป
ที่น่าสนใจคือ ดวงชะตาของ “เสี่ยต่อ” ที่ออกมาก็สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมองไม่เห็นอนาคตทางการเมืองของพรรคนี้ ไม่ว่าจะเป็นในห้วงที่รัฐบาลนำโดยพรรคเพื่อไทยบริหารราชการแผ่นดินเพราะไม่มีแนวโน้มว่าจะส่งเทียบมาเชิญพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ “เสี่ยต่อ” ไปเข้าร่วมรัฐบาลอย่างที่วาดฝันไว้ แถมยังส่งสัญญาณถึงความยุ่งยากในการเกลี่ยเก้าอี้รัฐมนตรีให้ออกมาอีกต่างหาก ขณะที่ถ้าหากว่า มีการเลือกตั้งใหม่ ก็มองไม่เห็นเช่นกันว่า “เสี่ยต่อ” จะสามารถพลิกฟื้นพรรคให้กลับมามี ส.ส.เป็นกอบเป็นกำได้อย่างไร ซ้ำร้ายยังถูกปรามาสอีกต่างหากว่าจะกลายเป็น “พรรคขนาดเล็ก” ถึงขั้น “พรรคต่ำสิบ” เสียด้วยซ้ำไป
-4-
ชัยธวัช ตุลาธน
ค้ำก้าวไกลให้อยู่รอดปลอดภัยได้ไหม?
ก้าวสู่สังเวียนการเมืองอย่างน่าจับตา “โกต๋อม-ชัยธวัช ตุลาธน” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะ “ผู้นำฝ่ายค้าน” สำหรับดวงชะตา “ซินแสเข่ง” เผยพื้นดวงราชา เป็นปีก้าวหน้าเรื่องหน้าที่การงาน แต่ก็ต้องระวังเรื่องขัดแย้ง ถูกตรวจสอบ
โดยพื้นฐานดวงชะตาถือว่าเป็นบุคคลที่มีโอกาสประสบความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่การงาน ดวงเกิดถือว่านั่งเก้าอี้ 3 ขามาเกิด ทำให้มีความมั่นคงตำแหน่งหน้าที่การงานในดวงชะตะมีดวงราชาอยู่ในตัว เป็นคนคนที่มีโอกาสเข้ามาเป็นผู้นำได้ เป็นบุคคลที่ชอบคิด กล้าได้ กล้าเสีย ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ดวงมั่นคงตำแหน่งหน้าที่การงานผู้ใหญ่บริวารให้การช่วยเหลือ พื้นดวงมีความมั่นคงพอได้ขึ้นมาตำแหน่งเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกล ถือว่าทำให้พรรคอยู่รอดปลอดภัย หากเทียบกับดวง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หากยังเป็นหัวหน้พรรคจะส่งผลให้พรรคก้าวไกลจบถูกยุบอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี ปีนี้ให้ระวังเรื่องขัดแย้ง ทำการสิ่งใดรอบปีนี้ต้องระมัดระวัง ดวงอยู่ในช่วงขาขึ้น ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่การงาน ต้องระมัดระวังเรื่องความขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้ง มีเรื่องไม่ได้ดังใจคาดหวัง แต่การทำงานฝ่ายค้านคงไม่ดุเดือด เพราะพรรคก้าวไกลไม่มีกำลัง ประกอบกับการมารรับตำแหน่งหน้าที่เพื่อมาประคองพรรคให้ผ่านเท่านั้น
คำทำนายทายทักข้างต้น เมื่อนำมาขมวดรวมกับการวิเคราะห์สถานการณ์ความเป็นจริงของพรรคก้าวไกล ก็จะเห็นถึงปัญหาและความยุ่งยากอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 ที่ในซีกการเมืองรู้กันว่า พรรคก้าวไกล เป็นหัวหอกตัวหลักในการเสนอให้มีการแก้ไข หรือไปไกลถึงยกเลิก ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นพรรคอนาคตใหม่อยู่ด้วยซ้ำ
อย่างนโยบายหาเสียงของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้ง พ.ค.66 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการเสนอให้แก้ไข-ยกเลิกมาตรา 112 รวมอยู่ด้วย และก็เป็นเรื่องเป็นราวถูกร้องว่า อาจจะเข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ คาอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญที่วันก่อน “โกต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน เพิ่งควงแขน “แด๊ดดี้ทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคคนเก่า ไปให้การแก้ต่างที่ศาลรัฐธรรมนูญ
โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดนัดแถลงการณ์ด้วยวาจา ประชุม ปรึกษาหารือ และลงมติคดีนี้ในวันที่ 31 ม.ค.67 ซึ่งหากศาลมองว่ามีความผิด ก็มีโทษถึง “ยุบพรรค” รวมถึงอาจมีคดีอาญาไปถึงคณะกรรมการบริหารพรรคด้วย
ไม่ต่างจากการขับเคลื่อนให้มีการแก้ไข หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่โดยหลักการแทบทุกพรรคการเมืองต่างเห็นพ้องว่า จะไม่แตะในส่วนของหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ เพื่อคงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไว้ หากแต่มีเพียง พรรคก้าวไกล ที่ยืนยันว่า จะต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมิได้ระบุว่า จะไม่แตะหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 อย่างเช่นพรรคการเมืองอื่น นำมาซึ่งคำถามถึง “เจตนาซ่อนเร้น” ของพรรคก้าวไกลที่หวังผลจากการแก้ไข หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช่นเดียวกับการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม
นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตไปถึง “โกต๋อม” ชัยธวัช ที่เพิ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมาหมาดๆ ด้วยในโอกาสมงคลที่ตัว “ชัยธวัช” ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน กลับไม่มีการโหมประโคมข่าวผ่านสื่อออนไลน์ทั้งของเจ้าตัวเอง รวมถึงของพรรคก้าวไกล แม้แต่น้อย ผิดธรรมชาติของนักการเมืองที่หากได้รับพระมหากรุณาธิคุณเช่นนี้ ก็มักจะใช้พื้นที่สื่อของตัวเองในการโปรโมท
ทว่า ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของ “หัวหน้าต๋อม” หรือเฟซบุ๊กทางการของพรรคก้าวไกล กลับไม่มีการพูดถึงการรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ ที่ถือเป็นตำแหน่งทรงเกียรติ และสำคัญในระนาบเดียวกับนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ ราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ประสมกับจุดยืนอันน่าเคลือบแคลงของ “ค่ายสีส้ม” จึงถูกจับตาเป็นพิเศษ
ซ้ำร้ายก่อนหน้านั้นไม่นาน ครั้งที่ “สส.ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” ถูกพิพากษาจำคุกจากคดีมาตรา 112 ก็เป็น “ชัยธวัช” เองที่ออกหน้าเป็น “นายประกัน” ใช้ตำแหน่ง สส. และหลักทรัพย์ ยื่นขอประกันตัว ส่งสัญญาณหนุนหลัง สส.ลูกพรรคที่ต้องคดีร้ายแรงอีกด้วย
กลายเป็นหลากเรื่องราวที่ทำให้ผู้คนยิ่งเห็นแจ้งถึงจุดยืนของพรรคก้าวไกล และเครือข่ายสีส้ม ซึ่งจะเป็นมูลเหตุสำคัญที่จะทำให้ “ก้าวไกล” จะไปได้ไม่ไกลอย่างที่ฝันไว้


