ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -เมื่อครั้ง “เจ้าสัวเปรม” เปรมชัย กรรณสูต เจ้าของอาณาจักร “อิตาเลียนไทย” เครือธุรกิจรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของประเทศ ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาให้ จำคุก 2 ปี 14 เดือน ใน “คดีเสือดำ” ล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก เมื่อช่วงปลายปี 2564 ก็เคยมีการหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับ “นายใหญ่เพื่อไทย” ทักษิณ ชินวัตร มาหนแล้ว
ในฐานะคนระดับ “อภิมหาเศรษฐี” ที่ต้องอาญาแผ่นดิน ที่คนหนึ่งยอมเดินเข้าเรือนจำรับโทษโดยดุษฎี ขณะที่อีกคนกลับทำทุกวิถีทางในการหลบลี้หนีคดี กระทั่งต้องไปร่อนเร่ห่างบ้านเกิดเมืองนอนเกินกว่า 10 ปี ระหว่างนั้นก็ยังใช้อิทธิฤทธิ์ทางการเมือง ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายนสารพัด และก็ยังไม่มีวี่แววว่า จะกลับมารับโทษ (ขณะนั้น)
พลันที่ “เจ้าสัวเปรมชัย” ได้รับการปล่อยตัวก่อนลดวันต้องโทษจำคุก และให้คุมความประพฤติที่บ้านพักจนกว่าจะถึงวันพ้นโทษ เมื่อวันที่ 17 ต.ค.66 ก็ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกเปรียบเทียบกับ “ทักษิณ” ที่วันนี้กลับเมืองไทยมารับโทษแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยเข้าไปนอนในเรือนจำเลยอีกครั้ง
หากจำกันได้ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เกิดคดีเสือดำ ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2561 กระทั่งถึงวันพิพากษาเมื่อปลายปี 2564 “เปรมชัย” ถูกสังคมไทยประณามในฐานะ “ผู้ร้าย” มาโดยตลอด มีการจับจ้องเกิดเป็นกระแสกดดันโจมตีอย่างหนักไปพร้อมๆกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ในกระบวนยุติธรรมว่า จะใช้เส้นสาย-เงินทอง ในการยื้อยุดหรือเป่าคดีให้พ้นความผิดหรือไม่
แม้จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังประเภท “เขาเล่าว่า” มากมาย แต่ที่สุดก็อย่างที่ทราบ “เปรมชัย” ถูกตัดสินจำคุก และเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ แปะป้าย “นักโทษชายเปรมชัย” แบบไม่ใช่ตัวแสดงแทนมาเกือบ 2 ปีเต็ม
อย่างไรก็ดีในฐานะ “บิ๊กเนม” เป็นที่จับจ้อง เมื่อได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดพ้นโทษ ก็เกิดคำถามเป็นธรรมดา เรื่องนี้ “กรมคุก” กรมราชทัณฑ์ ก็เลยต้องออกมาแถลงให้สิ้นสงสัยว่ามีการประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ลดวันต้องโทษจำคุก ครั้งที่ 13/2566 มีผู้ต้องขังที่เข้ารับการพิจารณา 567 ราย อนุมัติ 484 ราย โดยกลุ่มที่อนุมัติ “ปล่อยตัวลดวันต้องโทษจำคุก” ในวันที่ 17 ต.ค.66 มี 113 ราย หนึ่งในนั้นก็คือ “เจ้าสัวเปรมชัย”
โดย “เปรมชัย” มีกำหนดพ้นโทษในวันที่ 7 ธ.ค.66 แต่เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ จึงเข้าเงื่อนไขได้รับการปล่อยตัว และอยู่ภายใต้เงื่อนไขคุมความประพฤติจนกว่าจะครบกำหนดโทษจริง
ส่วนการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) นั้น เนื่องจาก “เปรมชัย” มีบาดแผลบริเวณข้อเท้าที่เคยถูกคว้านเนื้อที่ตายจากอาการเบาหวานลงขา เพราะป่วยเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก หากให้ติดกำไล EM จะมีการเสียดสีจนเกิดบาดแผลที่รุนแรงขึ้นอีก เป็นอุปสรรคต่อการบำบัดรักษาในกรณีฉุกเฉิน จึงมีมติเห็นควรไม่ให้ใช้กำไล EM
ฟังแล้วก็เป็นเหตุผลที่มีน้ำหนัก ทั้งการปล่อยตัวก่อนกำหนด หรือการไม่ต้องติดกำไล EM หรือกระทั่งระยะเวลาต้องโทษตามคำพิพากษา 2 ปี 14 เดือน ที่จะครบกำหนดต้นปี 2569 แต่ติดจริงมาตั้งแต่ ธ.ค.64 และจะพ้นโทษในวันที่ 7 ธ.ค.66 นับได้ 2 ปีนั้น ก็ดูว่าเป็นระยะเวลาลดโทษตามหลักเกณฑ์
เพราะต้องยอมรับว่า สภาพของ “เปรมชัย” ที่อายุอานามเกือบ 70 ปี และยังมีโรคภัยรุมเร้าสารพัด มีเหตุผลที่ฟังขึ้นในการทำเรื่องของพักโทษ หลังรับโทษมาเกินกว่า 1 ใน 3 หรือทำเรื่องขอออกมารักษาตัวที่สถานพยาบาลภายนอก
แต่ปรากฎว่า คนระดับ “เจ้าสัวเปรมชัย” อยู่ในเรือนจำจนถึงวันได้รับการปล่อยตัว จึงไม่แปลกที่มาวันนี้สังคมจะยกย่องว่าเป็น “คนจริง”
ต่างโดยสิ้นเชิงกับรายของ “นักโทษชายทักษิณ” ที่ตั้งแต่กลับประเทศไทยมาเข้ากระบวนการยุติธรรม เมื่อวันที่ 22 ส.ค.66 และถูกตัดสินให้จำคุกรวม 8 ปี จาก 3 คดี ก่อนได้รับ “อภัยลดโทษ” ให้เหลือโทษจำคุกเพียง 1 ปี
ที่สังคมไทยติดใจไคงไม่ใช่เรื่องระยะเวลาการรับโทษ แต่เป็นการที่ “ทักษิณ” แทบไม่เคยใช้ชีวิตในเรือนจำเลย เพราะถูกส่งตัวมารับการรักษาอยุ่ที่ชั้น 14 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา โรงพยาบาลตำรวจ ตั้งแต่ช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 22 ส.ค.66 วันแรกที่เข้าเรือนจำ นับถึงบัดนี้เกือบ 2 เดือนเข้าให้แล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าที่จะส่งตัวกลับเข้าเรือนจำ
ซ้ำร้ายยังมีกระแสข่าวว่า “ทักษิณ” อยู่เบื้องหลังชักใยทางการเมือง ในช่วงที่มีการจัดตั้งรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ถึงขั้นพูดกันว่า “คนชั้น 14” เป็นผู้เคาะโผรายชื่อคณะรัฐมนตรีด้วยตัวเอง
และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ทางครอบครัวชินวัตร รวมไแปถึงรัฐบาลเพื่อไทย พยายามหาช่อง “พักโทษ” โดยให้ “ทักษิณ” ได้กลับคุมประพฤติที่บ้านพักของตัวเอง จนมีการพูดกันว่า “นายใหญ่เพื่อไทย” อาจสร้างประวัติศาสตร์พ้นโทษ โดยที่ไม่เคยนอนในเรือนจำเลยก็เป็นได้
ทาง “อุ๊งอิ๊งค์” แพรทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และบุตรสาวคนเล็กของ “ทักษิณ” ก็เคยยอมรับว่า ครอบครัวกำลังให้ฝ่ายกฎหมายดูช่องทางว่า จะทำอย่างไรให้ “คุณพ่อ” ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดได้กลับมา “พักฟื้นที่บ้าน”
เรื่องนี้ทางกรมราชทัณฑ์เองก็เคยออกมาชี้แจงแล้วว่า ยังไม่ได้รับการยื่นขอพักโทษจาก “ทักษิณ” โดยการขอเข้าโครงการพักการลงโทษ แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1. แบบปกติ นักโทษรายนั้นๆ จะต้องโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 2 ใน 3 ของโทษจำคุกที่ได้รับ และ 2. แบบพิเศษ มีเกณฑ์แยกย่อย 3 ข้อ คือ จะต้องเป็นนักโทษที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป มีภาวะป่วยชราภาพ และต้องโทษไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของโทษจำคุก หรือต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
กรณีของ “ทักษิณ” หากเร็วที่สุด ต้องใช้เกณฑ์ได้ทั้งเกณฑ์แบบพิเศษในฐานะมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป และมีอาการป่วย หากแต่ยังติดเกณฑ์จำคุกขั้นต่ำต้องเกิน 6 เดือนขึ้นไป
จึงมีการคาดการณ์กันว่า “ทักษิณ” จะได้พักโทษช่วงเดือน ก.พ. 67
ทว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ต.ค.66 ก็มี “ภาพหลุด” ขณะมีการเข็นเตียงผู้ป่วยที่ “ทักษิณ” นอนอยู่ไปตามทางเดินภายในพื้นที่โรงพยาบาลตำรวจ แชร์ว่อนสังคมออนไลน์ ซึ่งเมื่อสอบถาม “นายกฯ เศรษฐา” ก็ยอมรับว่า เป็นภาพจริง แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด อันเป็นคำตอบที่เชื่อว่า มีการรายนงานไปถึงตึกไทยคู่ฟ้าก่อนแล้ว ก่อนที่ สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ จะออกมาอธิบายว่า เป็นขั้นตอนปกติของการรักษาอาการป่วยของ “ทักษิณ” โดยเมื่อเวลา 10.00 น. ทีมแพทย์ที่รักษาได้นำตัวผู้ป่วย ไปทำ CT Scan และ MRI หลังดำเนินการเสร็จสิ้นในเวลา 11.00 น. ก็กลับไปนอนพักรักษาตัวที่ห้องผู้ป่วยเหมือนเดิม
มีการเชื่อมโยงว่า การเผยแพร่ภาพ “ทักษิณ” บนเตียงผู้ป่วย สะท้อน “นัย” บางประการ โดยเป็นช่วงเดียวกับที่มีกระแสข่าวหนาหูว่า รัฐบาลเตรียมออก “พระราชกฤษฎีกา” ที่เกี่ยวข้องกับการ “ลดโทษ” บางกรณี ที่ “ทักษิณ” ได้รับอานิสงส์ด้วย โดยอาศัยช่วงที่ “นายกฯ เศรษฐา” ติดภารกิจต่างประเทศ และมอบหมายให้ “เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะรักษาการนายกฯ นั่งหัวโต๊ะคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ผ่านร่างพระราชกฤษฎีกา เพื่อกันไม่ให้กระสุนตกใส่ “นายกฯ เศรษฐา”
ผู้เกี่ยวข้องในคณะรัฐมนตรีต่างยืนกรานปฏิเสธในทิศทางเดียวกัน
ทาง สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ได้ตั้งข้อสังเกตเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับภาพ “ทักษิณ” ว่า “...น่าจะเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดจากกฎกระทรวง เรื่องการส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พศ.2563 ข้อ 7 (2) เมื่อผู้ต้องขังพักรักษาตัวนอกเรือนจำเป็นเวลานานกว่า 60 วัน ให้ผู้บัญชาการเรือนจำมีหนังสือขอความเห็นจากอธิบดี พร้อมกับความเห็นของแพทย์ผู้รักษา พร้อมหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องและรายงานให้ปลัดกระทรวงทราบ”
“สรุปว่า เพราะใกล้ครบ 60 วัน ก็ต้องมีภาพก็เท่านั้น” สว.สมชาย ว่าไว้อย่างนั้น
พร้อมๆ กับคำถามที่ว่า เป็นความพยายามเจตนาสร้างละครปล่อยภาพให้เป็นข่าว หวังตบตาสังคมหรือเพื่อเอื้อประโยชน์ในการรักษาตัวใน รพ.ตำรวจ ต่อไปโดยไม่ต้องกลับเข้าคุกอีกหรือไม่
สอดรับกับที่ทาง กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงว่า ในช่วงวันที่ 22 ต.ค.ที่จะถึงนี้ จะครบกำหนด 60 วัน ที่ “ทักษิณ” ได้สิทธิ์ออกมานอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำ ทีมแพทย์ผู้ทำการรักษาจะต้องนำส่งความเห็นการวินิจฉัยเสนอต่อผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อขอความเห็นชอบจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และรายงานให้ปลัดากระทรวงทราบ
แต่หากเกินกว่า 60 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน อำนาจการพิจารณาก็จะเป็นของ “ปลัดกระทรวง” และหากเกิน 90 วันขึ้นไปจะเป็นอำนาจของ “รมว.ยุติธรรม”
ทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่าอำนาจพิจารณาของใคร ก็ขึ้นอยู่กับ “ดุลยพินิจ” และ “การวินิจฉัย” ของ “แพทย์”
น่าสนใจว่า จนถึงวันนี้ยังไม่เคยมีการเปิดเผยรายละเอียดการรักษาตัวของ “ทักษิณ” ออกมาให้สังคมเกิดความกระจ่าง มีเพียงการอ้างว่าเป็น “ดุลยพินิจ” ของแพทย์ รวมไปถึง “สิทธิ” ของผู้ป่วยที่ไม่สามารถละเมิดได้ โดยมีการอ้างถึง “ข้อห้าม” ในการเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วย จากกฎหมายและข้อบังคับหลายฉบับ อาทิ มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 และมาตรา 323 ตามประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.อาญา) รวมไปถึง ข้อ 27 แห่งข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2549
ซึ่งก็เข้าใจว่าได้ว่า ประวัติการรักษาของผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังหรือไม่ ย่อมต้องถูกเก็บเป็น “ความลับ” แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า ประวัติการรักษาของ “ทักษิณ” ดูจะเป็นความลับมากกว่าผู้เต้องขังที่เป็นผู้ทป่วยรายอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด
เพราะก่อนหน้านี้มีหลายกรณีที่ “กรมคุก” เองออกมาเปิดเผยถึงอาการป่วยของผู้ต้องขังหลายราย โดยเฉพาะกรณีบรรดาหัวโจกม็อบสามนิ้ว-ทะลุวัง ที่อดอาหารประท้วงระหว่างคุมขัง ที่มีการรายงานอาการ ทั้งวิธีการรักษา สภาพร่างกาย ไปจนถึงน้ำหนักตัวแบบละเอียดยิบ
หรืออย่างกรณี “สิทธิเท่าเทียม” ของผู้ต้องขังที่ป่วยหนักหลายๆราย ที่มีการเรียกร้องให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับ “ทักษิณ” ที่ถูกมองว่าเป็น “นักโทษเทวดา”
น่าสนใจว่า พรรคก้าวไกล ที่ตั้งแท่นต่อสู้เรื่องความเท่าเทียมมาตลอด กลับแทบไม่มีความเห็นเกี่ยวกับกรณี “ทักษิณ” ออกมาเลย แม้ว่าจะ “แค้นฝังหุ่น” กับพรรคเพื่อไทย ที่ปาดหน้าคว้าสิทธิแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไปขนาดไหนก็ตาม
น่าสังเกตว่า พรรคก้าวไกลที่โจมตีพรรคเพื่อไทย แทบทุกเรื่อง แต่ไม่แตะต้อง “กล่องดวงใจ” อย่าง “ทักษิณ” เลย ทั้งที่เรื่องความเท่าเทียมของผู้ต้องขังที่หลายฝ่ายเรียกร้องนั้น ก็มีผลกระทบโดยตรงกับผู้ต้องโทษในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตรา 112 ที่พรรคก้าวไกลเองเคยให้ความสนับสนุน
หรือเป็นเพราะ พรรคก้าวไกล กำลัง “หมกมุ่น” อยู่กับ “เรื่องในมุ้ง” กรณีถูกเปิดโปงว่า “คนค่ายส้ม” มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศหลายกรณี ทั้งที่สอบสวนได้บทสรุปแล้ว 2 กรณี คือ กรณี สิริน สงวนสิน สส.กทม. ที่ทำร้ายอดีตแฟนสาว โดยมีการตัดสิทธิที่พึงมีในฐานะสมาชิกพรรคและคาดโทษไว้ รวมทั้งกรณี เกรียงไกร จันกกผึ้ง อดีตผู้สมัคร สส. ชัยภูมิ ที่ถูกกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ ที่พรรคก้าวไกลได้มีมติให้ขับออกจากสมาชิกภาพทันที
ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศ วุฒิพงษ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี ที่เจ้าตัวออกมารับสารภาพแล้ว แต่อ้างว่าเป็นเรื่องเก่า ถูกขุดขึ้นมาดิสเครดิต เนื่องจากกำลังทำการตรวจสอบการทุจริตบางเรื่องอยู่ นอกจากนี้ทางพรรคก้าวไกลเองก็เปิดเผยว่า กำลังสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศของ สส. อีก 1 คน แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดอยู่ด้วย
ล่าสุดมีกรณีผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกลทำร้ายร่างกายภรรยา ซึ่งทางพรรคก็ยอมรับว่าจริงอีก แต่เป็นเพียงคนที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค และลงพื้นที่ช่วยทำงานเท่านั้น
กลายเป็น “เรื่องในมุ้ง” ที่ พรรคก้าวไกล ทำท่าจะสลัดไม่หลุด จนอาจทำให้มาตรฐานงานตรวจสอบตกไป จนไม่มีเวลามามาตั้งคำถามเรื่องของ “ทักษิณ” ก็เป็นได้
อย่างไรก็ดี ว่ากันว่า ที่ “ค่ายส้ม” ไม่แตะต้อง “นายใหญ่เพื่อไทย” เป็นไปตาม “ดีลลับ” ที่มีคนหน้าคล้าย “ตี๋เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ไปเจี๊ยะแต๊กับ “นายใหญ่เพื่อไทย” ที่เกาะฮ่องกง ช่วงที่ 2 พรรคกำลังจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลมากกว่า.


