ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ภาพความหวานชื่นระหว่าง “บิ๊กต่อ-พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(คนใหม่) กับ “บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล” รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ปรากฏขึ้นสองครั้งสองครา ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจมองข้ามได้ ด้วยแสดงให้เห็นว่า ทุกอย่างจบลงแล้ว “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ที่ทำขึงขังว่าจะพังกันทั้งองค์กรก็ไม่ปรากฏ เป็นเพียงแค่ “สตช.การละคร” ที่สิ้นสุดลงพร้อม “ผู้ชนะ” ที่ได้นั่งเก้าอี้ที่ปรารถนาเท่านั้น
ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กันยายนบริเวณกองปฏิบัติการพิเศษต่อต้านก่อการร้าย (คอมมานโด) ย่านเมืองทองธานี ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของ “บิ๊กต่อ” และมีการตีความกันว่า เป็น “บิ๊กโจ๊ก” ที่ขอเข้าพบและยอมสยบต่อเจ้านายคนใหม่ จากนั้น “บิ๊กต่อ” ก็ให้สัมภาษณ์ถึงเบื้องหน้าเบื้องหนังว่าเป็นเพราะ “นายกฯ เศรษฐา” อยากให้ปรับภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ จึงได้เรียก “รองโจ๊ก” ไปคุยกัน
“คนอาจจะมองว่าผมกับรองโจ๊กทะเลาะกัน แต่ความจริงไม่มีอะไรเลย ผมพยายามคุยกับรองโจ๊กตลอดว่าอย่าทะเลาะกันนะ เพราะอาจจะมีคนไม่หวังดีคอยเสี้ยมอยู่ ในชีวิตของพี่ พี่บอกกับโจ๊กเสมอว่าถ้าขาดจากพี่ไปแล้ว เอ็งหาคนที่จริงใจกับเอ็งแบบพี่ไม่ได้หรอก” พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ว่าไว้อย่างนั้น
ครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย “บิ๊กต่อ” ได้เชิญ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการแห่งชาติ และพล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง รักษาราชการแทน จเรตำรวจแห่งชาติ ร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น ซึ่งระหว่างการพูดคุย “บิ๊กต่อ” ยังได้หันไปกระซิบกับ “บิ๊กโจ๊ก” และหัวเราะกันอย่างอารมณ์ดี
พิเคราะห์จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็ต้องบอกว่า “หวานเจี๊ยบ” เพราะถ้าดูจาก “คู่กรณี” ปฏิกิริยาที่ออกมาจากทั้งสองฝ่ายก็คงเป็นไปอย่างนั้น
อย่างไรก็ดี ถ้าหากนำคำให้สัมภาษณ์ของ “นายกฯ นิด-เศรษฐา ทวีสิน” ที่เรียก “บิ๊กต่อ” ไปพบที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ก็จะสะท้อนให้เห็นชัดว่า ทั้ง “2 บิ๊ก” ขัดแย้งกันจริง แต่เป็นเพียงเรื่อง “ส่วนตัว” เท่านั้น
“คนเราอยู่ด้วยกัน ก็มีลิ้นกับฟันเป็นธรรมดา แต่ผมเชื่อว่า ความตั้งใจจริงของทั้งสองท่าน และอาจจะยังมีอีกหลายหลายคู่ ที่อาจเป็นคู่กรณีกัน ซึ่งผมไม่ทราบ แต่เรามีนโยบายชัดเจน ว่า เรามีภารกิจใหญ่ คือ ความมั่นคงของประเทศ การดูแลทุกข์สุขของประชาชน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เรื่องส่วนตัวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องทำงานให้ได้ ต้องไม่มีข่าวเชิงลบ ต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พี่น้องประชาชนได้ตลอดเวลา”นายเศรษฐาว่าไว้
แปลไทยเป็นไทยจากคำพูดของ “นายกฯ นิด” ได้ว่า นับจากนี้ไปข่าวความขัดแย้งระหว่าง “บิ๊กโจ๊ก” และ “บิ๊กต่อ” รวมทั้ง “บริวาร” จะไม่ปรากฏให้เห็นอีกต่อไป
จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่ขำไม่ออก เพราะเปิดศึกปะทะกันจนบรรดา FC ของแต่ละฝ่ายร้องดังๆ ว่า “เอาอีก เอาอีก” แต่กลายเป็นแค่เรื่อง “ลิ้นกับฟัน” เสียได้
อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า “นายกฯ นิด” อาจแค่เล่นและพูดไปตามน้ำเท่านั้น เพราะคนที่กำหนดบทจริงและเข้ามาแทรกแซงให้เรื่องทุกอย่างหยุดอาจจะเป็น “ฮ่องเต้” ซึ่งอยู่ที่ “ชั้น 14” และคร่ำหวอดในแวดวงตำรวจมานาน
คำถามที่ประชาชนอาจจะยังคงสงสัยอยู่ก็คือ ถ้าจบจริงแบบ “หวานเจี๊ยบ” แล้วทำไมถึงยังเห็น “คนข้างๆ” ของทั้งสองฝ่ายยังปะทะกันดุเดือดเข้าขั้น “ติดดาบปลายปืน” เข้าใส่กัน ระหว่างนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์และทนายอนันต์ชัย ไชยเดช
ก็ต้องตอบแบบ “หวานเจี๊ยบ” เช่นกันว่า นั่นอาจเป็นเพียงแค่ “ลูกติดพัน” หรือที่สมัยนี้เขานิยมใช้คำว่า “การละคร” เพื่อ “ความเนียน” ก็เป็นได้
มี “เพื่อไทยการละคร” มี “ก้าวไกลการละคร” แล้ว ทำไมถึงจะมี “สำนักงานตำรวจแห่งชาติการละคร” ไม่ได้
ยิ่งเมื่อฟังจากที่ “บิ๊กโจ๊ก” ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่อง “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ก็ยิ่งเห็นชัด
“ผมไม่ได้มีการแต่งตั้งทนายและยังไม่ได้มีการเซ็นตั้งทนายใดๆ จึงไม่ทราบว่าบิ๊กเซอร์ไพรส์ดังกล่าวคือเรื่องอะไรและจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่บ้าง ให้ไปถามตัวทนายความเอง ซึ่งทนายอนันตชัยเป็นทนายที่เข้ามาแก้ต่างในคดีของลูกน้องทั้ง 8 คนไม่ใช่คดีของผม”
ฟังแล้วก็ถึงกับต้องอ้าปากค้างไปตามๆ กัน เพราะเหมือน “บิ๊กโจ๊ก” จะตัดตอนคดีออกไปจากตัวเองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ที่ต้องขีดเส้นใต้สองเส้นเอาไว้ก็คือ “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ที่นายอนันต์ชัยบอกว่าเป็นเรื่อง “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” ก็กลายเป็นการควงคู่มาพร้อมกับ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” เพื่อยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิดนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และข้าราชการตำรวจจำนวน 10 นาย เกี่ยวกับประเด็นการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 14
ส่วนเรื่องเป็นทนายหรือไม่เป็นทนายของบิ๊กโจ๊ก ทนายอนันต์ชัยก็รับในวันเปิดตัวบิ๊กเซอร์ไพรส์ 5 ตุลาคม 2566 ว่า “ขณะนี้ผมไม่ใช่ทนายของบิ๊กโจ๊กแล้ว”
แต่สำหรับประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ก็ต้องร้องว่า “เฮ้ย” และตามต่อว่า “มันจะจบกันง่ายๆ อย่างนี้เลยหรือ”
ประเด็นที่ต้องขบคิดกันต่อไปมีอยู่ว่า คดีนี้จะลงเอยอย่างไร
จะทำประหนึ่งเดินหน้าสืบสวน “8 ลูกน้องของบิ๊กโจ๊ก” ต่อไป จากนั้นก็ค่อยๆ เงียบและทุกคนก็อยู่รอดต่อไป ส่วนจะตัดจบในขั้นตอนไหนก็จะพิจารณาด้วยความเหมาะสมอีกครั้ง...กระนั้นหรือ?
ส่วน “ทีมจับ” ที่มี “พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ” ในฐานะหัวหน้าชุด PCT4 จะใช้ชีวิตกันต่อไปอย่างไร หรือจะจบกันไป เพราะในเมื่อ “นายเคลียร์กันได้” บรรดาหญ้าแพรกก็สบายใจ เพราะแต่ละฝ่ายย่อมเข้าใจกันดีกว่า แค่ทำตามคำสั่ง มิได้บาดหมางอะไรกันเป็นการส่วนตัว
ว่ากันตามจริง สำหรับ “คดีมินนี่” นั้น ก็ปรากฏ “ความแปร่งปร่า” ให้เห็นมาตั้งแต่แรก เพราะดูจากทรงของคดีแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นนับจากนี้ โดยมีคำถามสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ทำไมมินนี่ถึงสามารถประกันตัว “ในชั้นพนักงานสอบสวน” ได้ และเมื่อประกันตัวแล้วทำไมถึงยังสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ ตำรวจไม่กลัวผู้ต้องหารายสำคัญคนนี้หลบหนีหรอกหรือ ซึ่งเป็นได้หรือไม่ว่า อาจยังมีหลักฐานไม่ชัดเจน
ขณะที่ตัว “มินนี่” เอง ในวันที่ออกมาเปิดหน้าท้าชนตาม “บท” นอกจากยื่นจดหมายชี้แจงแล้ว “มินนี่” พร้อมทนายความได้เดินทางไปพบสื่อมวลชนที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 เพื่อชี้แจง “ปฏิเสธ ไม่รู้ ไม่เห็น” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ใดๆ โดยออกโรงปกป้อง “รองหนึ่ง” , “บิ๊กโจ๊ก” รวมถึง ทีมงาน ว่า ไม่มีใครข้องเกี่ยวกับเรื่องเว็บไซต์พนันออนไลน์ ก่อนเดินทางไปลงบันทึกประจำวันกับพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ ว่าไม่เกี่ยวกันสำทับเอาไว้อีกชั้น
แต่เมื่อมาพิจารณาแบบลงรายละเอียดแล้ว จะเห็นว่า เรื่องนี้มีอะไรแปร่งๆ อยู่หลายประการ
ประการแรก “มินนี่” และทีมทนายความน่าจะร้อนรนเกินไป เร่งรีบ ทำใบแถลงการณ์แบบลวกๆ เพราะถ้อยคำแถลงชี้แจงในเอกสารนั้น มีการใช้สรรพนามแทนตัวเองอย่างสับสน มีทั้งเรียกแทนตนว่า “มินนี่” และเรียกแทนตนเอง “ข้าฯ” ซึ่งเป็นภาษาของนักกฎหมาย ที่มีการใช้ในสำนวน ดังปรากฏในข้อความส่วนหนึ่งที่ว่า “เมื่อพบกันข้าฯ จึงได้แอบถ่ายรูปส่งให้พี่หนึ่งดู ว่ามากินข้าวกับน้องชาย” พฤติกรรมดังกล่าวอาจทำให้ตีความได้ว่า “มินนี่” ผ่านการเตี๊ยมกับทนายความและตัวละครอื่นๆ มาเป็นอย่างดีก่อนเดินทางเข้าเปิดใจกับสื่อมวลชน
คำถามคือ ถ้าหากว่ามั่นใจ ว่าเรื่องที่พูดเป็นความจริง เป็นเรื่องจริง มีหนึ่งมีสอง ทำไมต้องเตี๊ยมกันแบบลวก ๆ ?
ประการที่สอง “มินนี่” บอกว่าพบ “บิ๊กโจ๊ก” 2-3 ครั้ง แต่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กลับบอกว่าเคยเจอ “มินนี่” เพียงแค่ครั้งเดียวที่งานเลี้ยง ที่มีมีการร้องเพลงคู่กัน
ประการที่สาม “มินนี่” ยอมรับว่ารู้จักกับ “พี่หนึ่ง” พ.ต.อ.ภาคภูมิ สนิทกัน ในระยะเวลาสั้นๆ เมื่อปี 2563 หลังจากนั้นก็เลิกรากันไป เพราะทราบว่าเขามีครอบครัว จนกระทั่งปลายปี 2565 ควบเกี่ยวต้นปี 2566 ได้บังเอิญกลับมาสนิทกันอีกครั้ง ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
การที่กลับมาคบอีก ทั้งๆ ที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เขาก็ยังมีครอบครัวอยู่เหมือนเดิม หมายความว่าอย่างไร? หรือว่ามีภารกิจอะไรที่ต้องทำร่วมกัน?
ประการที่สาม มินนี่บอกว่า เรื่องที่มีเส้นทางโอนเงินเชื่อมโยง “บัญชีม้า” เพราะ พ.ต.อ. ภาคภูมิ มายืมเงินมินนี่ แต่มินนี่อยู่ต่างประเทศก็เลยฝากคนอื่นโอนแทน
“เหตุผลที่พี่หนึ่ง หยิบยืมเงิน มินนี่ เชื่อว่า เป็นเพราะข้าราชการตำรวจนั้นมีเงินเดือนไม่เยอะ”
คำตอบจากปากของ “มินนี่” ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียงจริง เพราะ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นนายตำรวจถึงตำรวจยศพันตำรวจเอก คนสนิท “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แต่ไปยืมเงินเด็กอายุ 26 เป็นไปได้อย่างไร? แล้วถ้าขัดสนจริงๆ สู้ไปยืม “บิ๊กโจ๊ก” หรือน้องชายตัวเองคือ “เปียก-พ.ต.อ.เขมรินทร์” ไม่ดีกว่าหรือ เพราะมีข้อมูลหลุดออกมาว่า “เปียก” พ.ต.อ.เขมรินทร์ก็ไม่ใช่กระจอก ๆ เป็นเจ้าของพระเครื่องราคาสูง ๆ จำนวนมาก
แต่สิ่งที่ “มินนี่” ควรตอบ แต่ไม่ได้ตอบ ก็คือ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2566 ตอนที่ตำรวจชุด PCT ไปตรวจค้น แล้วพบของกลางสมุดบัญชีธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ 100 รายการ บัตรอิเล็กทรอนิกส์กว่า 55 ใบ โทรศัพท์มือถือ จำนวน 30 เครื่อง เงินสด 920,000 บาท คอมพิวเตอร์ ไอแพดและเครื่องรับส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต หลายรายการพบเงินหมุนเวียนกว่าร้อยล้านบาท ของพวกนี้มาจากไหน?
ขณะเดียวกัน ถ้าหากถอดความระหว่างการให้สัมภาษณ์ก็จะพบความน่าสงสัยอยู่ในหลายประเด็น โดยเฉพาะการที่มินนี่เปิดใจและระบุว่า “2 ตำรวจ PCT บังคับให้เขียนในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง คือให้ลงว่าตัวเองทำเว็บพนัน รวมทั้ง พ.ต.อ.ภาคภูมิ ทำให้กลับมาคิดว่าถ้ายอม คิดว่าเขียนไปวันนั้นก็คงจบ คงไม่มีภาพที่ออกมาจนเดือดร้อนกันไปทั่ว”
คำถามมีอยู่ว่า ทำไมมินนี่ถึงยอมรับในบันทึกการจับกุมว่าตัวเองทำเว็บพนันทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริง ถ้าไม่ได้ทำแล้วจะยอมรับทำไม
และประการสุดท้าย “มินนี่” บอกว่า เป็นคนมีเงิน เรื่องเงินที่มินนี่ ให้คนอื่นโอนให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ มาจากการทำธุรกิจหลายอย่าง มินนี่บอกว่าเธอ มีบริษัทรับเหมา ซึ่งทำแล้วก็ไม่ได้กำไรอะไร มีธุรกิจนำเข้าส่งออก สินค้าออนไลน์ สินค้าแฟชั่น มินนี่ก็ยังมีธุรกิจอยู่
ทั้งนี้ เมื่อไปสืบค้นก็ปรากฏว่าพบชื่อของ “มินนี่” หรือ น.ส.สุชานันท์ เป็นกรรมการธุรกิจ 1 แห่งคือ “บริษัท เอ็มวาย999 จำกัด” โดยจดทะเบียนเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2564 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ประกอบการ ร้านขายปลีกอาหารอื่น มีนางสาวสุชานันท์ กุลวัฒนโยธิน และนายแทนคุณ อุดชาชน เป็นกรรมการ ซึ่งข้อมูลงบการเงิน สิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2565 มีกำไรสุทธิ 2,195.21 บาท งบดุล สินทรัพย์รวม 252,771.46 บาท
เมื่อธุรกิจเป็นเยี่ยงนี้ “มินนี่” จะร่ำรวยเงินทองมาจากไหน
ที่สำคัญ ผู้ถือหุ้นบริษัทก็คือ นางสาวอรณี ทองอรุณ และนายณัฐวัตร
พิมพ์สวัสดิ์ ก็เป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันจัดให้เล่นพนันออนไลน์ และข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ด้วย
แล้วเมื่อถูกซักหนักเรื่องคดีหนักเข้า “มินนี่” ก็เบี่ยงประเด็นไปเรื่องโดนเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว โดยตั้งข้อสังเกตเรื่องวันที่ PCT ชุด 4 มาจับกุมมินนี่ และขอตรวจค้น ทำให้มินนี่ถูกยึดโทรศัพท์ไป แล้วภาพกับคลิปส่วนตัว กลับหลุดออกมา
และเมื่อถามว่า ทำไมเส้นทางการเงินถึงได้มีการโอนผ่านบัญชีม้า ? “มินนี่” กลับเลี่ยงไม่ตอบโดยโยนให้ทนายความเป็นผู้ชี้แจงแทน แต่ต่อมาทนายก็เงียบ ไม่ได้ชี้แจงแต่อย่างใด
เหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำไปทำมาทุกอย่างก็ดูไม่มีความชัดเจน และยิ่งปรากฏความ “หวานเจี๊ยบ” เกิดขึ้นระหว่าง 2 บิ๊กด้วยแล้ว ความคืบหน้าของคดีก็ดูจะเงียบๆ ไปอย่างถนัดใจ
สรุปสุดท้าย เรื่องก็ทำท่าจะจบลงอย่างบริบูรณ์
จบอย่างที่ภาษาฝรั่งใช้คำว่า Happy ending ไม่มี “ภาคต่อ” ให้ต้องติดตามกันต่อไปตลอดระยะเวลา 1 ปีที่อยู่ในอำนาจของ “พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล”
ส่วนประชาชนก็จบเหมือนกัน แต่จบกับศรัทธาและความน่าเชื่อถือในองค์กรที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้งกับคำว่า “ปฏิรูปตำรวจ” ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง
สงสารก็แต่ FC ของทั้งสองฝ่ายที่ได้แต่ “ทำตาปริบๆ” เพราะอุตส่าห์เชียร์ให้รบกันอยู่พักใหญ่


