xs
xsm
sm
md
lg

อาเซียนซัมมิตที่ 43 ไม่มีทั้งไบเดนและสี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร



เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงสนทนาส่วนตัวของเหล่าบรรดาผู้นำทั้งในอาเซียนและคู่สนทนาจากนอกอาเซียน ที่ผู้นำมหาอำนาจใหญ่สุดของโลกคือ สหรัฐฯ และ จีน ได้เลือกที่จะไม่มาเข้าร่วมประชุมกับผู้นำอาเซียนในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ประธานผู้จัดคือ ปธน.วิโดโดแห่งอินโดนีเซีย ซึ่งนอกจากจะเป็นประธาน (หมุนเวียน) ของอาเซียนในปีนี้ แต่เป็นผู้นำของ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดของอาเซียน และได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศ ที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในอาเซียนขณะนี้ ทั้งยังเป็นประเทศที่มีประชากรสูงสุดในบรรดาประเทศมุสลิมด้วย

จะหาเหตุผลที่ทั้งคู่ไม่เดินทางมาร่วมประชุม โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มักเคยมีการส่งสัญญาณไม่เข้าร่วมประชุมสุดยอดที่อื่น, ถ้าผู้นำประเทศเจ้าภาพไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ก็ไม่น่าเป็นเหตุผลนี้ เพราะอินโดนีเซียมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างเด่นชัด และที่สำคัญ ปธน.วิโดโดก็เพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอด G20 ที่บาหลีเมื่อปีที่แล้ว และทั้งไบเดนและสีก็มาร่วมพบกันตัวเป็นๆ (in-person) เป็นครั้งแรกหลังจากการระบาดและล็อกดาวน์จากโควิด...ทำไมปีที่แล้วทั้งสองมาได้ และทำให้วิโดโดหน้าบาน...เพราะผู้นำสหรัฐฯ และจีนได้ร่วมกันประกาศจะหาทางสื่อสารสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้เกิดขึ้นทันทีหลังการประชุม G20 ที่บาหลี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่าทีของวิโดโดที่เตรียมสร้างบรรยากาศและชักจูงให้เกิดคำมั่นดังกล่าวขึ้น

ความจริงทีมงานกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ นำโดยรมต.แอนโทนี บลิงเคน ตั้งท่าจะรีบเดินทางไปสานสัมพันธ์กับรมต.ต่างประเทศของจีนในช่วงต้นปี 2023 หลังจากจีนได้ ครม.ใหม่ ที่มี นายกฯ ใหม่ และ รมต.ต่างประเทศคนใหม่...แต่ก็เกิดเหตุบอลลูนของจีนไปลอยผ่านน่านฟ้าของสหรัฐฯ และทางสหรัฐฯ ได้กล่าวหาว่าละเมิดอธิปไตยของสหรัฐฯ ถึงกับกล่าวหาว่าเป็นบอลลูนลอบสอดแนมข้อมูลของฐานทัพสหรัฐฯ และได้มีคำสั่งให้ยิงตกทันที...กลายเป็นเรื่องใหญ่โต...ทริปของบลิงเคนถูกระงับอย่างไม่มีกำหนด...และเพิ่งมีการเดินทางของผู้บริหารระดับสูงสหรัฐฯ ไปจีนก็เพิ่งเกิดขึ้นในต้นไตรมาส 3 นี่เอง...แต่ทาง เอกชนสหรัฐฯ กลับเดินทางเข้าพบผู้บริหารระดับสูงของจีน ซึ่งเป็นรัฐบาลใหม่ของปธน.สี ไม่ว่าจะเป็น อีลอน มัสก์, ทิม คุก หรือ บิล เกตส์ (ไปในนามของมูลนิธิของเขาและได้พบกับ ปธน.สี ทีเดียว)...แม้กระทั่งผู้บริหารของสินค้าหรู LVMH
ก็ยังต้องเดินทางไปพบคณะผู้บริหารใหม่ของจีน

อย่างที่รมต.คลัง เจเน็ต เยลเลน ได้พูดในการเยือนจีนว่า หน้าต่างแห่งโอกาสที่จะมีการเจรจาความร่วมมือ (ตอนนี้ยังเป็นสงครามการค้าอยู่) ทางการค้าและเศรษฐกิจของทั้งสองยักษ์ใหญ่ มีเพียงเวลา(สั้นๆ) ไม่มากนัก ก่อนที่หน้าต่างนี้จะปิดลง เพราะปีหน้าจะเป็น ปีเลือกตั้งใหญ่ ที่สหรัฐฯ ซึ่งบรรยากาศคงไม่อำนวยให้มีการเจรจาลดภาษีนำเข้า ซึ่งทางสหรัฐฯ ก็ต้องการจะลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีน เพื่อลดเงินเฟ้อในสหรัฐฯ แต่ถ้าไปทำในปีหน้า จะดูเป็นว่าไบเดนยอมอ่อนข้อให้จีน ซึ่งในการเลือกตั้งปีหน้า จีนจะยังคงเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ ซึ่งผู้สมัครจากรีพับลิกัน (อาจเป็นโดนัลด์ ทรัมป์) ใช้โอกาสในการโจมตีไบเดนอย่างเต็มที่

หรือไบเดนมองข้ามความสำคัญของอาเซียนไปเสียแล้ว แต่กลับจะเดินทางไปเยือนเวียดนาม อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศว่าจะ สนับสนุนการลงทุน (ที่บริษัทสหรัฐฯ ถูกห้ามไปลงทุนหรือร่วมทุนในจีน) ในกิจการด้าน AI, ควอนตัม คอมพิวติ้ง หรือชิปสมรรถนะสูง ที่จะย้ายการลงทุนจากจีนมาเข้าที่เวียดนาม

นี่เป็นการเอาอกเอาใจเวียดนามอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนอภิมหาศัตรู (สงครามเวียดนามเมื่อ 50 ปีที่แล้ว) มาเป็น อภิมหามิตร...เพียงเพื่อสกัดปิดล้อมการเติบใหญ่ของจีนนั่นเอง

และน่าจะสร้างความแตกแยกในอาเซียนได้ระดับหนึ่ง

สำหรับผู้นำของอาเซียน เป็นที่ประจักษ์ว่ามีอยู่อย่างน้อย 3 ประเทศที่อยู่ในอิทธิพลของจีนอย่างเปิดเผยคือ กัมพูชา (ที่มีเปิดตัวผู้นำคนใหม่-อายุน้อย และผ่านการศึกษาจากประเทศสหรัฐฯ-แต่ก็น่าจะเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นจากเผด็จการโหดฮุนเซน) ลาว และ พม่า

ยิ่งจีนออกแผนที่ใหม่มีเส้นประถึง 10 เส้น (เดิมมี 9 เส้น) ประกาศเขตอธิปไตยของจีน ก่อนหน้าการประชุมอาเซียน ที่น่าจะเป็นประเด็นร้อนสำหรับสหรัฐฯ กับจีน...นอกเหนือไปจากหลักการ...น่านน้ำสากลในทะเลจีนใต้ที่ต้อง “เปิด” และ “เสรี”- ยิ่งจะทำให้ความสัมพันธ์สหรัฐฯ กับจีนจะยิ่งเคร่งเครียดมากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ กับกฎ Code of Conduct ในทะเลจีนใต้

สำหรับปธน.สีจะไม่เข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนและ G20 โดยส่งนายกฯ คนใหม่มาแทน…กลายเป็นเรื่องวิเคราะห์สนุกสนานในตะวันตกว่า ปธน.สีกำลังเล่นบท “จักรพรรดิ” จีน ที่เป็น ศูนย์กลางของโลก...จะไม่เดินทางไปประเทศอื่น แต่จะให้ผู้นำ (หรือผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐบาลและเอกชน) จากต่างประเทศเป็นผู้เดินทางมาขอเข้าพบ (เฝ้าจักรพรรดิ) ซึ่งเราก็เพิ่งเห็นทั้งนายกฯ เยอรมนี, ปธน.ฝรั่งเศส และผู้นำอีกหลายประเทศ ทยอยเดินทางมาพบปธน.สี

ในกลุ่ม G20 นั้น สหรัฐฯ จะเป็นใหญ่สุดเพราะมีขนาดเศรษฐกิจและแสนยานุภาพใหญ่อันดับหนึ่งของโลก และจะพรั่งพร้อมขนาบไปด้วยผู้นำ G7, สหภาพยุโรป, องค์กรที่สหรัฐฯ เป็นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นยูเอ็น, WHO, IMF, ธนาคารโลก เป็นต้น ซึ่งรัศมีของปธน.สีก็จะถูกกลบจากผู้นำสหรัฐฯ… ซึ่งจะเป็นปีแรกที่สีไม่เข้าร่วมประชุมในครั้งแรก...อาจเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้ากับผู้นำตะวันตกที่กำลังกล่าวหาว่า ปธน.สี ให้การสนับสนุนแก่ปูตินในสงครามยูเครนนั่นเอง

ต้องรอดูการประชุม APEC ในเดือนพฤศจิกายนที่ซานฟานซิสโก ซึ่ง ปธน.ไบเดน จะเป็นเจ้าภาพ…ว่า ปธน.สี จะ ไม่ เข้าร่วมประชุมอีกหรือไม่


กำลังโหลดความคิดเห็น