ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนจะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ บอกได้เลยว่าการที่ลงมือจะกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้นั้นเป็นเรื่องใหญ่และยากมาก เพราะตอนนี้งบฯ ปี 2566 ที่จะนำมาใช้เพื่อการนี้มีเหลือเพียง 1.8 หมื่นล้านบาท และมีงบกลางเยียวยาภัยพิบัติอีกแค่ 3 หมื่นกว่าล้านบาท
ดังนั้น ไม่ว่าพรรคการเมืองแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะคุยคำโตตอนหาเสียงสักแค่ไหน เงินในคลังที่จะเอามาใช้ก็มีไม่พอ ส่อออกอาการ “โรคทรัพย์จาง” ชัดเจน ขณะที่การจัดทำและการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 คาดว่าจะล่าช้าออกไป 6 เดือน เนื่องจากความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่ยังอึมครึม สะเทือนไปถึงการลงทุนภาครัฐที่จะชะงันงัน ขณะที่เครื่องยนต์ขับดันเศรษฐกิจอย่างส่งออกติดลบและท่องเที่ยวส่อแวววืดเป้า
สื่อหลายสำนักรายงานว่า กระทรวงการคลัง ประเมินความสามารถในการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลในส่วนของการใช้จ่ายตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ 2561 พบว่า รัฐบาลชุดใหม่เหลือพื้นที่การใช้จ่ายค่อนข้างจำกัด ขณะนี้ใกล้เต็มเพดานอยู่ที่ 32% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย ดังนั้น จึงเป็นข้อจำกัดต่อการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่
ทั้งนี้ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2565 ภาระผูกพันจากการใช้จ่ายเงินตามมาตรา 28 ของรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 33.5% ของงบประมาณรายจ่าย และ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2566 วงเงินคงเหลือตามมาตรา 28 ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2567 อาจมีการพิจารณาปรับลดกรอบอัตรายอดคงค้างจาก 32% เป็น 30% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ตามมาตรา 28 พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ระบุว่า “การมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการ โดยรัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ในการดำเนินการนั้น ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายและอยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น เพื่อฟื้นฟูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพหรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยหรือการก่อวินาศกรรม
“ในการมอบหมายตามวรรคหนึ่ง คณะรัฐมนตรีต้องพิจารณาภาระทางการคลังของรัฐที่อาจเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ผลกระทบต่อการดําเนินงานของหน่วยงานของรัฐซึ่งได้รับมอบหมายนั้น และแนวทางการบริหารจัดการภาระทางการคลังของรัฐและผลกระทบจากการดำเนินการดังกล่าวภาระที่รัฐต้องรับชดเชยค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ต้องมียอดคงค้างทั้งหมดรวมกันไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการกําหนดให้หน่วยงานของรัฐซึ่งได้รับมอบหมายตามมาตรานี้ ไม่ว่าการมอบหมายนั้นจะเกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหรือไม่ จัดทำประมาณการต้นทุนทางการเงินและการบริหารจัดการที่รัฐจะต้องรับภาระทั้งหมดสำหรับกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการนั้นๆ และแจ้งให้คณะกรรมการและกระทรวงการคลังทราบ”
“ถุงเงิน” ตามมาตรา 28 ที่ร่อยหรอเหลือติดก้นถุงเพียงหมื่นกว่าล้านบาท หากรัฐบาลใหม่จะดำเนินโครงการต่างๆ ตามที่หาเสียงเอาไว้อาจส่งผลกระทบต่อ “พื้นที่ทางการคลัง” ในอนาคต และสร้างภาระให้กับหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐที่ต้องสำรองเงินของหน่วยงานไปก่อน ซึ่งที่ผ่านมาการใช้เม็ดเงินตามมาตรา 28 จะเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และใช้แบงก์รัฐเป็นแหล่งเงินสำรองจ่ายก่อน เช่น โครงการประกันรายได้ โครงการจำนำพืชผลทางการเกษตร ซึ่งรัฐบาลจะต้องชดเชยการใช้จ่ายเงินให้กับแบงก์รัฐในอนาคต
อย่างไรก็ดี การผันเงินงบประมาณมาใช้สำหรับดำเนินโครงการตามมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลใหม่ ไม่ได้มีแต่เพียงงบประมาณตามมาตรา 28 เท่านั้น แต่ยังมี “งบกลาง” ซึ่งในปีงบประมาร 2566 มีวงเงินจำนวน 9.2 หมื่นล้านบาท ขณะนี้เหลือวงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และถ้าหากงบกลางยังไม่เพียงพอ รัฐบาลสามารถใช้งบจากเงินทุนสำรองจ่าย ซึ่งมีวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพิ่มเติม
แต่ต้องไม่ลืมว่าการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว จะต้องเป็นไปตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันหรือเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง และภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ เป็นต้น
การที่คลังออกมาแบไต๋ว่าเม็ดเงินที่รัฐบาลใหม่จะหยิบไปใช้ตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง บวกงบกลาง และงบสำรองจ่าย มีอยู่แบบจำกัดจำเขี่ย สะท้อนให้เห็นภาพ “รัฐบาลลุง - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ถลุงงบทิ้งทวน แถมสร้างภาระผูกพันงบประมาณไว้ล่วงหน้า ไม่นับเงินกู้สาธารณะอีกบานเบอะ
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันกรอบวงเงินในการใช้จ่ายตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง อยู่ที่ 32% ซึ่งลดลงจากเดิมที่ได้มีการขยายเป็น 35% ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ส่วนจะขยายเพดานเพิ่มหรือไม่นั้น คงต้องดูความจำเป็น และนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังพิจารณา
“ขณะนี้เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นจะต้องขยายเพิ่ม และมองว่ากรอบวงเงินดังกล่าว ควรกลับไปอยู่ในระดับที่ 30% ตามเดิม เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลัง” นายอาคม กล่าว และอธิบายเพิ่มเติมว่า กรอบเพดานการใช้จ่ายวงเงินตามมาตรา 28 ที่ขยายเพิ่มเป็น 35% ในช่วงโควิด-19 นั้น เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนโครงการรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ดูแลประชาชน เกษตรกร ดังนั้นเมื่อโครงการต่างๆ สิ้นสุดลง ก็ต้องปิดโครงการเพื่อดึงวงเงินกลับมาให้อยู่กรอบ 30% ตามที่กำหนดไว้ ซึ่งการติดตามงานในส่วนนี้เป็นเรื่องที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังดำเนินการ
“...ยอมรับว่ายอดคงค้างตามมาตรา 28 จะยังสูงอยู่ นั่นก็เพราะการตั้งงบประมาณมาเพื่อใช้คืนให้หน่วยงานที่ดำเนินโครงการไม่เป็นไปตามจำนวน ซึ่งคลังได้พยายามขอกับทางสำนักงบประมาณว่าให้มีการตั้งงบชำระคืนให้หน่วยงานที่ 3.5-4% ไม่งั้นวงเงินตามมาตรา 28 ก็จะเต็มอยู่ตลอด...” นายอาคม ให้สัมภาษณ์สื่อ
สำหรับวงเงินคืนส่วนใหญ่จ่ายให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามโครงการช่วยเหลือเกษตรกร และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งช่วยค้ำประกันให้กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME
ส่วนพื้นที่ทางการคลังจากเพดานการก่อหนี้สาธารณะ พบว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ เดือนพฤษภาคม 2566 อยู่ที่ 61.63% ยังคงมีพื้นที่ทางการคลังคงเหลือจากเพดานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของจีดีพี ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ดี ความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งพิจารณาจากสัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อประมาณการรายได้ที่ไม่ควรเกิน 10.09% ในปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 8.5% ทำให้เหลือพื้นที่อีกประมาณ 1.5% ดังนั้นการดำเนินนโยบายที่จะสร้างภาระการคลังภายใต้สถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ขณะที่ฐานะการคลังของรัฐบาลนั้น ในปีงบประมาณ 2567 คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ 3.35 ล้านล้านบาท ประมาณการรายได้รัฐบาลที่ 2.75 ล้านล้านบาท และกรอบการขาดดุลงบประมาณที่ 5.93 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 3.0% ต่อจีดีพี
ทั้งนี้ กรอบการกู้เพื่อชดเชยการขาดดูลงบประมาณสูงสุดตามกฎหมายอยู่ที่ 20% ของกรอบวงเงินงบประมาณ บวกกับ 80% ของรายจ่ายชำระต้นเงินกู้ โดยปีงบประมาณ 2567 อยู่ที่ 7.63 แสนล้านบาท ดังนั้น จึงคงเหลือวงเงินกู้เพื่อชดเชยขาดดุลอยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท หากปรับเพิ่มการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลจะทำให้สัดส่วนเกินกว่า 3% ต่อจีดีพีที่กำหนดไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางในปีงบประมาณ 2567 – 2570
ลงทุนภาครัฐชะงัก งบฯ ปี 2567 ล่าช้า 6 เดือน – วางเป้ารีดภาษีเพิ่ม
ก่อนหน้านี้ นายบุญชู ประสพกิจถาวร รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ในฐานะโฆษกสำนักงบประมาณ ยอมรับว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบฯ 2567 จะล่าช้าไปกว่ากำหนดเดิม ซึ่งจะประกาศใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ออกไปประมาณ 6 เดือน หรือไม่เกินเดือนมีนาคม 2567 เนื่องจากต้องรอรัฐบาลใหม่
ล่าสุด นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 วงเงิน 3.35 ล้านล้านบาท ในส่วนรายจ่ายประจำนั้นไม่มีปัญหา เนื่องจากกระทรวงการคลังหารือกับสำนักงบประมาณกำหนดหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายงบฯ ปี 2567 ไว้แล้วโดยใช้กรอบการเบิกจ่ายงบประมาณของปี 2566 ไปพลางก่อน แต่อาจมีปัญหาในส่วนการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่มีประมาณ 600,000 ล้านบาท ซึ่งอาจต้องรอไปจนกว่า พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาและมีผลบังคับใช้
จากการศึกษาของ สศค.พบว่า การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐของทุกปีจะเบิกจ่ายกันมากในช่วงไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ ส่วนในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณนั้น จะมีอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ 30% ของวงเงินงบลงทุน ดังนั้น หากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2567 เกิดความล่าช้าไป 6 เดือน ก็อาจมีผลทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนช่วงนี้หายไปประมาณ 180,000 ล้านบาท หรือประมาณ 30%
ดังนั้น กระทรวงการคลัง จึงต้องเตรียมจัดหาเม็ดเงินเข้าไปช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้ โดยหารือกับสำนักงบประมาณ กำหนดหลักเกณฑ์เบิกจ่ายงบฯ ปี 2567 โดยใช้แนวทางของปี 2566 และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบสัมมนา ฝึกอบรมในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2567
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลัง ยังจะเร่งรัดการลงทุนของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ มีวงเงินรวมประมาณ 500,000 ล้านบาท ให้มาเบิกจ่ายกันในช่วงไตรมาส 1 และ 2 คาดว่าจะมีเม็ดเงินประมาณ 50,000 – 60,000 ล้านบาท และใช้วงเงินสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ยังเหลืออยู่อีก 70,000 ล้านบาท เข้ามาช่วยเสริม
นอกจากการเตรียมมาตรการรับมือการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ที่ล่าช้าออกไป อีกด้านหนึ่งกระทรวงการคลัง ยังเตรียมมาตรการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายไว้สำหรับเสนอรัฐบาลชุดใหม่ด้วย นั่นคือ แผนปฏิรูประบบภาษีของ สศค. ที่มีอยู่ประมาณ 20 รายการ เช่น การลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนในตลาดทุนต้องทบทวนใหม่ การจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้น และยังมีแผนการปรับโครงสร้างภาษี เพื่อสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว เช่น จัดเก็บภาษีให้มากขึ้นสำหรับสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายสุขภาพ
ส่วนมาตรการลดรายจ่าย เรื่อง “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือ “เบี้ยยังชีพคนชรา” ที่จัดสรรปีละ 50,000 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2567 รัฐบาลตั้งงบฯเพิ่มเป็น 90,000 ล้านบาท กำลังดูว่าจะกำหนดฐานรายได้หรือการถือครองทรัพย์สินของผู้มีสิทธิที่จะได้รับเบี้ยยังชีพคนชรากันใหม่ ใครควรได้รับความช่วยเหลือ คนแก่แต่รวยควรได้รับ 600-800 บาทต่อเดือนหรือไม่ ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้ กระทรวงการคลังเตรียมไว้เสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณา
ปรับจีดีพี - ส่งออกติดลบ – ท่องเที่ยววืดเป้า
ไม่เพียงแต่การลงทุนภาครัฐชะงักเพราะงบฯ ปี 2567 ล่าช้า การลงทุนภาคเอกชนก็ยังอยู่ในช่วง wait and see คือรอรัฐบาลใหม่ ส่วนอีกสองเครื่องยนต์คือส่งออกยังอยู่ในโหมดติดลบ และท่องเที่ยวก็ใช่ว่าจะสดใสดังคาดหมาย
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยว่า ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2566 จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 รอบใหม่ ภายใต้สมมติฐานที่เปลี่ยนไป เช่น ค่าเงินบาท จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นแต่นักท่องเที่ยวจีนยังไม่กลับมา จากเดิมที่กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.6% การส่งออก -0.5% และคาดว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 29 ล้านคน ขณะที่การจัดเก็บรายได้รัฐบาลในช่วง 8 เดือน จัดเก็บได้ 1.98 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 1.51 แสนล้านบาท ส่วนฐานะการคลัง เบิกจ่ายได้ 2.22 ล้านล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 1.05 แสนล้านบาท มีเงินคงคลังเหลือ 2.26 แสนล้านบาท
ขณะที่รอลุ้นว่า สศค.จะปรับเป้าจีดีพีใหม่ ก็มีข่าวดีๆ จากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุในรายงาน Asian Development Outlook (ADO) ประจำเดือนกรกฎาคม 2566 เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีแนวโน้มที่จะขยายตัว 4.8% ในปีนี้
สำหรับประเทศไทย เอดีบี ได้เพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยสู่ 3.5% จากที่เคยประมาณการไว้ที่ 3.3% ในเดือนเมษายน 2566 หลังขยายตัว 2.6% ในปี 2565 โดยไทยเป็นเพียงประเทศเดียวใน 6 ประเทศอาเซียนที่เอดีบีปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ ทั้งยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.7% ในปีหน้า ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการประมาณการในเดือนเมษายน 2566
อย่างไรก็ดี การที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอย่างที่เอดีบีคาดการณ์หรือไม่ ต้องดูว่าการส่งออกของไทยจะโงหัวขึ้นหรือไม่ในภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า และการเมืองไทยยังเอาแน่เอานอนไม่ได้
ล่าสุด นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย “ผลการวิเคราะห์ทิศทางการส่งออกไทยในปี 2566 ภายใต้การเมืองไทยที่ยังไม่แน่นอน” โดยตั้งสมมติฐานไว้ กรณีแรก การตั้งรัฐบาลใหม่ได้ภายในเดือน สิงหาคม 2566 คาดว่ามูลค่าการส่งออกของไทยไปตลาดโลกในปี 2566 จะมีมูลค่าราว 283,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือหดตัว 1.2% (ช่วงคาดการณ์ระหว่าง -1.8 ถึง 0.8% หรือมีมูลค่า 282,038 - 289,422 ล้านเหรียญสหรัฐ)
สำหรับครึ่งหลังของปี 2566 คาดว่าจะมีมูลค่าเท่ากับ 142,244 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ระหว่าง 140,545 - 147,928 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือขยายตัว 3.1% (โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ระหว่าง 1.9% - 7.2%)
กรณีที่สอง การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่สำเร็จภายในเดือนสิงหาคม 2566 คาดว่ามูลค่าการส่งออกของไทยไปตลาดโลกในปี 2566 จะมีมูลค่าเท่ากับ 279,891 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ระหว่าง 278,169 ถึง 281,614 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือหดตัว -2.5% (โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ระหว่าง -1.9% ถึง -3.1%)
สำหรับครึ่งหลังของปี 2566 คาดว่าจะมีมูลค่าเท่ากับ 138,398 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ระหว่าง 136,675 - 140,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือขยายตัว 0.3% (โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ระหว่าง -0.9% ถึง 1.6%)
ส่วนปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยที่ต้องติดตามที่สำคัญต่อการส่งออกของไทย มีดังนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลก และคู่ค้าสำคัญชะลอตัว เศรษฐกิจจีนอาจโตไม่ถึง 5% การเมืองที่ยังไม่ชัดเจนจากการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า อัตราการว่างงานของประเทศคู่ค้าที่สูงขึ้น ค่าเงินที่ผันผวนจากอัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐฯที่ทรงตัวในระดับสูง และมีโอกาสปรับขึ้น ภาวะเอลนีโญส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตร ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจปรับตัวสูงขึ้นจากการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก
ขณะเดียวกัน ปัจจัยที่ต้องติดตามที่กระทบส่งออกของไทย ได้แก่ ต้นทุนการผลิตที่สูง เช่น ค่าไฟฟ้า พลังงาน และค่าจ้าง ภาวะเงินเฟ้อหรือเงินฝืด ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ และการลดการพึ่งพิงเงินสกุลดอลลาร์
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ไทยต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบคือ ต้องกระจายความเสี่ยงในการส่งออกจากตลาดจีน ที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ การว่างงาน รวมถึงความขัดแย้งกับสหรัฐฯ จึงควรหันไปยังตลาดอื่นให้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดที่ยังมีสัดส่วนการส่งออกต่ำกว่า 5% เช่น ตะวันออกกลาง, แอฟริกา, บราซิล, รัสเซีย, เอเชียกลาง และอินเดีย เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดจีน
สำหรับปัญหาเอลนีโญ ประเมินว่าจะทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรภาพรวมหดตัว -2.7 ถึง -11% ไม่ว่าจะเป็นสินค้าข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ ขึ้นกับปริมาณน้ำฝนที่ลดลงจะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน หากปริมาณน้ำฝนลดลง 10-40% การส่งออกสินค้าเกษตรไทยจะลดลงราว 25,000 ล้านบาท แต่หากปริมาณน้ำฝนลดลงมากกว่า 40% คาดว่าจะมีผลต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยลดลงราว 1 แสนล้านบาท ดังนั้น จึงต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดูแลว่าจะมีนโยบายและมาตรการใดเข้ามาช่วยเหลือ ขณะนี้รัฐบาลเวียดนามมีนโยบายลดการส่งออกข้าวแล้ว เพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
ขณะเดียวกัน รายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ช้ากว่าที่คาด ทำให้ชาวจีนระมัดระวังด้านการใช้จ่ายกับการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้า 5 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 กลับมายังไม่ถึง 50% ของระดับก่อนเกิดสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด โดยอินโดนีเซีย มีสัดส่วน 38.8%, ไทย 35.9%, เวียดนาม 34.3%, สิงคโปร์ 25.2% และฟิลิปปินส์ 13.8% สำหรับประเทศไทยนั้นคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทยในปีนี้จะต่ำกว่าเป้าเดิมที่ทางการไทยตั้งเป้าไว้ 7 ล้านคน อย่างน้อย 2-3 ล้านคน
เช่นเดียวกับกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของจีนที่ระบุว่า ในช่วงไตรมาสแรก 2566 ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์ออกต่างประเทศเพียง 1.6% เท่านั้น ซึ่งยังน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่มีสัดส่วน 30%
นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้ข้อมูลว่า ททท.ประเมินว่านักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยปีนี้จะมีประมาณ 4.3 ล้านคน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5 ล้านคน
การเล่นเกมการเมืองที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าออกไป จึงไม่ส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ตกระกำลำบากมาตั้งแต่โรคโควิด-19 ระบาด จนถึงทุกวันนี้ยังฝืดเคืองกันทั้งบ้านทั้งเมือง


