xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“ใคร” ฆ่า “พิธา”? สว.-กกต.-ศาลรธน. หรือ “คนกันเอง”!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 คงเป็นวันที่ไม่น่าจดจำ สำหรับ “แดดดี้ทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

เพราะเป็นวันที่ถูกกระชากโอกาสการก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ออกไปจากอ้อมอก หลังที่ประชุมรัฐสภามีมติ 395 ต่อ 312 เสียง ว่าการเสนอชื่อ “พิธา” เป็นนายกฯ เป็นการเสนอ “ญัตติซ้ำ” ที่ไม่สามารถทำได้ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 หากจะเสนอชื่อ “พิธา” ให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งต้องรอไปถึงสมัยประชุมหน้า ช่วงปลายปี 2566 ซึ่งเชื่อแน่ว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล คงไม่ยืดเยื้อไปถึงตอนนั้น

เท่ากับว่าการที่ “พิธา” ได้รับการให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ 13 กรกฎาคม 2566 แต่ถูกตีตก เพราะได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 324 เสียง ไม่ถึง 375 เสียงหรือกึ่งหนึ่งของที่ประชุม กลายเป็นโอกาสเข้าใกล้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีมากที่สุดของ “พิธา”

และไม่เพียงเส้นทางสู่เก้าอี้ “ผู้นำประเทศ” จะปิดตายลงแล้ว ในระหว่างวันเจ้าตัวก็ยังถูก “ยุติ” เส้นทางการเมือง (ชั่วคราว) เมื่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีมติรับคำร้องพิจารณาสถานะความเป็น สส.ของ “พิธา” ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ สส. ของพิธาสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ จากเหตุมีชื่อถือครองหุ้นสื่อ บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 4.2 หมื่นหุ้น พร้อมกับมีคำสั่งให้ “พิธา” หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยเป็นอื่น

ฉากที่ “แดดดี้ทิม” แข็งใจลุกขึ้นพูดยอมรับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ และอำลาประธาน-เพื่อนสมาชิกในที่ประชุม เป็นโศกนาฏกรรมที่เชื่อว่ากระทบจิตใจของ “พิธา” ไม่น้อย ด้วยหลังจากนั้นก็ยังไม่มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด มีเพียงการโพสต์รูปตัวเองขณะออกจากห้องประชุม พร้อมเขียนแคปชั่นว่า “เป็นที่ชัดเจนแล้ว ในระบบปัจจุบัน ชนะความไว้วางใจจากประชาชนไม่เพียงพอ ที่จะบริหารประเทศชาติ ต้องขออนุมัติจากวุฒิสภาก่อน เผลอ ๆ ไม่พอที่จะเสนอชื่อเป็นครั้งที่ 2 ด้วยซ้ำไป”

เพราะถ้าหากย้อนดูท่าทีของเขาก็จะเห็นได้ชัดว่า “พิธา” อยากเป็น “นายกฯ” โดยใช้วิธีการต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าได้รับฉันทามติจากผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ของประเทศตามครรลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่สำคัญคือพยายามสร้างกระแสดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเดินทางไปปราศรัยกับ “ด้อมส้ม” ในจังหวัดต่างๆ มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจ หรือนัดองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและชี้แจงแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรคทั้งๆ ที่ยังมิได้ผ่านกระบวนการที่สำคัญที่สุดคือ การให้ความเห็นชอบของ “รัฐสภา”

ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลทำให้ผู้ที่สนับสนุน “พิธา” โกรธแค้นและแสดงความไม่พอใจด้วยบรรดา “ด้อมส้ม” ทั้งหลายเห็นว่า “พิธา” ถูกรังแกด้วย “ข้อหา” และ “กระบวนการ” อันไม่ชอบธรรม มีการวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อสกัดไม่ให้ “แดดดี้” ก้าวเข้าสู่อำนาจ

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ “พิธา” และ “ด้อมส้ม” ต้องใคร่ครวญ และคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ให้ถี่ถ้วนก็คือ “ใคร” กันแน่ที่ “ฆ่าพิธา” ในทางการเมือง “ใคร” กันแน่ที่ดับฝันพิธาในการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

สว.-กตต.-ศาลรัฐธรรมนูญ

หรือจะเป็นการวางแผนของ “คนกันเอง” ที่แยบยล เพราะเมื่อพิจารณาเหตุผลอย่างรอบด้านแล้ว ก็มีข้อที่ชวนให้สงสัยในหลายประเด็นด้วยกัน

กล่าวสำหรับผู้ที่ชอบท่องโลกสังคมออนไลน์ คงได้เห็น “ขบวนการไอโอ” ของ “ด้อมส้ม” กำลัง “ปฏิบัติการทางจิตวิทยา” โดยยิงคำถามที่เป็น “ชุดความคิด” ออกมาเพื่อปั่นและเร้าสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ชุดความคิดแรกก็คือ “พิธา” ถูกฆ่าตัดตอนด้วยการวางแผนเรื่อง “หุ้นไอทีวี” โดยพยายามต่อสู้ว่า “พิธา” ถือครองในฐานะ “ผู้จัดการมรดก” และเป็นจำนวนน้อยที่ไม่อิทธิพลครอบงำใดๆ ตลอดจนความพยายามชี้ให้เห็นว่า “ไอทีวี” ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมาตั้งแต่ปี 2550

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยคดีหุ้นสื่อไอทีวี พร้อมให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ สส.เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษา
แต่สิ่งที่สะกิดต่อมสงสัยมีอยู่ว่า เมื่อเรื่องแดงขึ้น “พิธา” เลือกที่จะโอนหุ้นไอทีวี ที่อ้างว่าถือไว้ในฐานะผู้จัดการมรดก ไปให้ “เสี่ยเทียน” ภาษิณ ลิ้มเจริญรัตน์ น้องชาย ระบุเหตุผลว่า เพื่อป้องกันขบวนการฟื้นคืนชีพไอทีวี ที่สกัดตัวเองไม่ให้เป็นนายกรัฐมนตรี คล้ายเป็นการสารภาพว่า การถือหุ้นไอทีวีมีปัญหาต่อสถานะความเป็น สส.จึงเลือกที่จะโอนหุ้นออกจากตัวหลังเรื่องแดงขึ้นมา ย้อนแย้งกับคำชี้แจงที่พยายามยืนกรานว่า ไม่ผิด

แน่นอน คำถามที่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีคำตอบจากพรรคก้าวไกล ทีมกฎหมายของพรรคและด้อมส้มก็คือ ทั้งๆ ที่มี “บทเรียน” จาก “เสี่ยเอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ในคดีหุ้นสื่อ “บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด” เหตุไฉนถึงยังปล่อย “พิธา” ตกอยู่ในความเสี่ยงชนิดย่ำรอยอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ของพรรคก้าวไกล และเคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ขาดคุณสมบัติการลงรับสมัครเป็น สส.เมื่อครั้งเลือกตั้งปี 2562 มาแล้ว

จนมีการพูดกันหนาหูว่า ที่ “พิธา” ต้องมีชะตากรรมไม่ต่างจาก “ธนาธร” เป็น “ทฤษฎีสมคบคิด” หรือมีรายการ “วางยา” กันเองโดยเชื่อว่า “ผู้นำค่ายส้มตัวจริง” ยังไม่อยากให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลในครั้งนี้

และที่สำคัญไม่อยากให้ “พิธา” ได้เฉิดฉายในฐานะนายกรัฐมนตรีด้วย

ด้วยเพราะเชื่อว่า บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้สมัคร สส.แต่ละคนของพรรคก้าวไกล ต้องผ่านการตรวจสอบของ “ทีมกฎหมาย” อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะตัวหัวหน้าพรรคที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวของพรรคด้วย

เหตุใด “ทีมกฎหมาย” ถึงไม่เห็นปัญหากับการถือหุ้น “ไอทีวี” ของ “พิธา” หรือเห็นแล้วกลับปล่อยผ่านตาม “ธง” ของ “ผู้มีอำนาจตัวจริง” ในพรรค

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ทวิตให้กำลังใจ พร้อมลงภาพที่ถ่ายร่วมกับ “พิธา”

สส.ก้าวไกลบางคนถึงกับร้องไห้เมื่อรู้ว่า “พิธา” ไม่ได้ไปต่อ
แม้ไม่นึกไม่ฝันว่า พรรคก้าวไกล จะคว้าที่ 1 ในสนามเลือกตั้ง พร้อมสิทธิในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่น่าจะปล่อยให้หัวหน้าพรรคต้องมีความเสี่ยงต้องหลุดจาก สส.

แถมยังส่ง “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” เพียงคนเดียว ต่างจากจอเก๋าอย่าง “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมามากและส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนคือ “เศรษฐา ทวีสิน แพทองธาร ชินวัตรและชัยเกษม นิติสิริ” ซึ่งเมื่อเจอปัญหาทำให้หมดสิทธิในการช่วงชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของพรรคไปอย่างน่าเสียดาย

ขณะที่ตัว “พิธา” เองก็ต้องตอบคำถามด้วยเช่นกันว่า ทำไมถึงไม่รอบคอบ ทำไมถึงไม่ฉุกคิด ทำไมถึงทำให้เรื่องเล็กๆ กลายเป็นอุปสรรคทางการเมืองของตัวเอง แล้วอย่างนี้สมมติว่าถ้าสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ซึ่งมี “พันธกิจ” เดิมพันชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศแล้ว จะไม่พากันเข้ารกเข้าพงสร้างความเสียหายให้กับประเทศหรอกหรือ

ชุดความคิดที่สองก็คือ “สว.” มีไว้ทำไม โดยพยายามโยงให้เห็นว่า “พิธา” และ “พรรคก้าวไกล” ได้รับฉันทามติจากประชาชน ได้รับเลือกตั้งด้วยจำนวน สส.มากที่สุด แต่กลับต้องมาถูกทำลายโดย “สว.” ที่มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งไม่เป็นไปตามครรลองและเจตนารมณ์ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย

มีการนำแฮชแทก “สว.มีไว้ทำไม” ที่เคยใช้มาตลอดช่วง 4 ปีของรัฐบาลชุดที่แล้วขึ้นมาใช้อีกครั้ง ขณะเดียวกันก็มีการยกระดับตั้งขบวนการ “ล่าแม่มด” โดยติดแฮชแทก “ธุรกิจ สว.” นำธุรกิจของ สว.และเครือญาติ มาปักประจานให้เห็น

กระนั้นก็ดี หากพิจารณาในมุมกลับกัน ประเด็นเรื่อง สว.มีเพียงหนึ่งเดียวคือ พวกเขามีความไม่สบายใจและไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขมาตรา112 ของพรรคก้าวไกล ซึ่ง สว.หลายคนให้ความเห็นชัดเจนว่า ถ้าพรรคก้าวไกลประกาศถอย พวกเขาก็พร้อมจะยกมือสนับสนุน “พิธา” ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ทว่า พรรคก้าวไกลก็ไม่สนใจ และยังคงดึงดันที่จะเดินหน้าต่อไปทั้งๆ ที่รู้ว่า เจอผนังทองแดงกำแพงเหล็กอยู่เบื้องหน้า ทำราวกับว่า ต้องการทำให้สถานการณ์เป็นไปเช่นนั้น ต้องการสร้างภาพให้ สว.เป็นผู้ร้าย เป็นผู้ทำลายระบอบประชาธิปไตย และลากพาสถานการณ์ของประเทศไทยให้เกิดความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง

บรรดา “ด้อมส้ม” ที่ไม่พอใจหลังทราบข่าว “แดดดี้ทิม” ต้องหยุดทำหน้าที่ ส.ส.ชั่วคราวและรัฐสภามีมติเรื่อการเสนอชื่อ “พิธา” เป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 เป็น “ญัตติซ้ำ”


มี “ใคร” วางแผนให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่ อย่างไร ถึงได้ยอมทิ้งโอกาสที่จะไปแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปตำรวจ การปฏิรูปการศึกษา หรือแม้กระทั่งการปฏิรูปกองทัพ ฯลฯ ซึ่งประชาชนต่างให้การสนับสนุนเต็มที่เพราะวาดหวังให้ “พิธา” และ “พรรคก้าวไกล” ไปสะสาง แต่พวกเขากลับหมกมุ่นไปกับเรื่องที่ประชาชนจำนวนมากเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนของประเทศ

ความจริงไม่ใช่แค่เพียง สว.เท่านั้นที่ไม่สบายใจในเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หากแต่ สส.ก็กังวลในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน โดยเฉพาะ สส.ในขั้วรัฐบาลเดิม และก็มีอย่างน้อย 1 พรรคที่ประกาศชัดเจนว่า ถ้าพรรคก้าวไกลถอยเรื่องมาตรา 112 ก็พร้อมที่จะยกมือสนับสนุนให้ “พิธา” เป็นนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือพรรคภูมิใจไทย ขณะที่พรรคอื่นๆ เช่นพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคชาติไทยพัฒนาก็ประกาศออกมาเช่นกันว่า แม้พรรคก้าวไกลจะถอยให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ แต่ถ้ามีพรรคก้าวไกลซึ่งดึงดันที่จะแก้มาตรา 112 อยู่ด้วย ก็ขอไม่ร่วมรัฐบาล

แปลไทยเป็นไทยก็คือ ถ้ายอมถอยเรื่องมาตรา 112 ก็จะมีเสียงสนับสนุนที่เพียงพอต่อการให้ “พิธา” เป็นนายกรัฐมนตรีทันที โดยเฉพาะเสียงจาก สส.ที่เพียงพอต่อการโหวตโดยที่ไม่ต้องไปสนใจมือของ สว.ที่ตัวเองตั้งท่ารังเกียจแต่ประการใด

ทว่า “พรรคก้าวไกล” ไม่ยอมถอย

ที่ชวนให้ขบคิดเพิ่มเติมก็คือ ความจริง “พิธา” และ “พรรคก้าวไกล” ก็ควรจะรับรู้ถึงอุปสรรคสำคัญของการแก้มาตรา112 มานับตั้งแต่การประกาศใน MOU ของ 8 พรรคพันธมิตรว่าไม่มีเรื่องมาตรา 112 ปรากฏอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ฝ่ายเดียวกันก็ไม่เห็นด้วย แต่พรรคก้าวไกลก็จะยังดึงดันประกาศเดินหน้าในนามของพรรคอย่างไม่ลดละเหมือนเดิม

คือรู้ทั้งรู้ว่า ทำอย่างไรก็ไม่ผ่าน เข้าสภาไปเมื่อไหร่ก็ต้องตก บทเรียนในการแก้เมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้านก็มีให้เห็น แต่ก็ยังไม่จดจำ

อ้างว่า เป็นนโยบายเรือธง ถ้าถอยแล้วจะสูญเสียมวลชน

ลึกๆ แล้ว ถามว่า “พิธา” อยากถอยไหม

ตอบไม่ได้ เพราะคงไม่สามารถล่วงรู้หัวจิตหัวใจของ “พิธา” ได้ แต่เชื่อกันว่า ลึกๆ แล้วก็คงอยาก “ลดเพดาน” การแก้ไขมาตรา 112 ลงเพื่อเปิดโอกาสก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่เหมือนเดิม

แต่จากการที่สดับตรับฟังข้อมูลข่าวสารจากวงใน ก็พอจะรับรู้ได้ว่า “พิธา” ไม่ได้มีอำนาจการตัดสินใจอะไรได้มากนัก นอกจากแรงกดดันของ “ด้อมส้ม” ที่หัวชนฝาแล้ว ยังมีแรงค้านจาก “คนกันเอง” ซึ่งเป็น “ผู้มีบารมี” อย่างน้อย 3 คนที่มีอิทธิพลภายในพรรค มีอิทธิพลเหนือ “พิธา” และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขมาตรา 112 เหนือสิ่งอื่นใด

ขณะที่บรรดา “ด้อมส้ม” เองก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาของ “พิธา” และ “พรรคก้าวไกล” เช่นกัน ดังที่ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย หนึ่งใน 8 พรรคพันธมิตรได้ให้สัมภาษณ์ผ่าน PPTV รายการเข้มข่าวค่ำ ช่วง บางช่วงว่า “ด้อมส้มเป็นใคร พวกนั้นมีความรู้แค่ไหน เป็นแค่เด็กวานซืน อายุ 18 ปี สมองยังไม่มี ไปปิดสภาจะเอากำลังไปล้อม ไม่มีใครกลัวหรอก พิธา ก้าวไกล เป็นแบบนี้ มันถึงพัง เพราะเชื่อด้อมส้ม”

ทว่า สิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ “ด้อมส้ม” คือผลผลิตที่นับเนื่องมาจากพรรคอนาคตใหม่จนมาถึงพรรคก้าวไกลในปัจจุบัน ดังนั้น การที่ “ด้อมส้ม” มีความคิดเช่นนั้น ก็ไม่อาจโยนความผิดไปให้ใครได้

ตามต่อด้วยชุดความคิดที่สามคือ “กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ” มีไว้ทำไม

ความจริงเรื่องนี้ ถ้ามองด้วยใจเป็นธรรม ก็ต้องบอกว่า ข้อกล่าวหาว่า กกต. “เร่งรีบ-รวบรัด” นั้นเป็นมุมมองของฝ่ายสนับสนุน “พิธา” ผู้ที่ทำท่าจะ “เสียประโยชน์” จากการดำเนินการของ กกต.ต่อเนื่องไปถึงคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยมี “บทเรียน” มาแล้ว ทั้งกรณี “เสี่ยเอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ตกม้าตายจากกรณีถือหุ้นสื่อบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ตลอดจนพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบจากกรณีกู้ยืมเงิน “เสี่ยเอก”

เพราะกกต.ดำเนินการตามกรอบที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ เหมือนกรณีรับรอง ส.ส. กกต.ก็ทำเร็วกว่าเส้นตายถึง 1 เดือน ขณะที่เรื่องคดีหุ้นไอทีวีกฎหมายไม่ได้ระบุระยะเวลาไว้ว่าต้องพิจารณาเรื่องให้เสร็จภายในกี่วัน หรือกี่เดือน โดยมาตรา 82 วรรค 4 แห่งรัฐธรรมนูญ ระบุไว้เพียงว่า “ในกรณีที่ กกต.เห็นว่าสมาชิกภาพของ ส.ส.หรือ ส.ว.คนใดคนหนึ่งมีเหตุสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งได้ด้วย”

แปลความได้ว่า หาก กกต.เห็นว่า ส.ส.-ส.ว.คนใดขาดคุณสมบัติ หรือมีคุณสมบัติต้องห้าม ก็สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

ชาดา ไทยเศรษฐ์ ที่ประกาศชัดว่า ถ้า “ก้าวไกล” ถอยเรื่องมาตรา 112 พรรคภูมิใจไทยจะยกมือสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ปิยบุตร แสงกนกกุล
“ การดำเนินการของ กกต. เป็นเพียงกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยไม่ได้เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่าบุคคลหนึ่งบุคคลใดมีเหตุสิ้นสุดสมาชิกภาพฯ ขอยืนยันว่า กกต. ไม่ได้ดำเนินการอย่างเร่งรีบ หรือเร่งรัดที่จะทำให้เรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นเร็วกว่าปกติ ทั้งนี้ กกต. ได้ใช้ระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ แล้ว” เป็นคำชี้แจงของ กกต.ซึ่งสามารถรับฟังได้

ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูเอง ก็ทำตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย เมื่อได้รับคำร้องจาก กกต. โดยเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องปรากฏ “เหตุอันควรสงสัย” ว่ามีกรณีตามที่ถูกร้องประกอบกับการปฏิบัติหน้าที่ของ “พิธา” อาจก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายและการคัดค้านโต้แย้งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานสำคัญของที่ประชุมรัฐสภาและที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้

ที่สำคัญคือ ไม่เพียงเป็นมาตรฐานเดียวกับ “เสี่ยเอก-ธนาธร” ที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนถูกวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติการเป็น สส. เมื่อปี 2562 ยังเป็นมาตรฐานเดียวกับเมื่อครั้งที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกร้องให้วินิจฉัยว่าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปีตามรัฐธรรมนูญแล้วหรือไม่ ครั้งนรั้น “บิ๊กตู่” ก็ถูกสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี เหลือเพียง รมว.กลาโหม ตำแหน่งเดียวเช่นกัน

เพราะไม่ว่าจะยื่นวันไหน หรือรับวันไหน สุดท้ายความจริงก็คือความจริง ถ้า “พิธา” บริสุทธิ์ ยังไงก็พ้นผิด แต่ถ้ามีความผิดตามข้อกฎหมายก็จำต้องปฏิบัติตามและไม่อาจก้าวไปตามความฝันของตัวเองได้อยู่ดี

ไม่เท่านั้นยังมีลูกหลงไปถึง “ประธานวันนอร์” วันมูหะมัดนอร์ มะทา จากพรรคประชาชาติ ที่ถูกจับแขวนในฐานะทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง ในการควบคุมการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 โดยถูกกล่าวหาว่า “ไม่กล้าหาญ” ในการใช้ดุลยพินิจตัดสินว่าการเสนอชื่อ “พิธา” ไม่เป็นญัตติซ้ำตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41

ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่า แม้จะผ่านด่านแรกในการดันญัตติเสนอชื่อ “พิธา” ไปได้ แต่ในการลงมติก็คงไม่รับเสียงสนับสนุนจาก สว. หรือพรรคเสียงข้างน้อย อย่างมี “นัยสำคัญ” ตามที่ “พิธา” เองได้ประกาศไว้

จึงจะเห็นได้ว่า ท่ามกลางกระแสการให้กำลังใจ “แดดดี้ทิม” ที่พลาดหวังการเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็มีกระแสโจมตี “ประธานวันนอร์” คู่ขนานกันไปด้วย

เป็นไปในทิศทางเดียวกับ “จารย์ป๊อก” ปิยะบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่เป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” อีกคนของพรรคก้าวไกล และด้อมส้ม ที่วิพากษืวิจารณ์การทำหน้าที่ของ “อาจารย์วันนอร์” โดยระบุว่า หากเป็น “หมออ๋อง” ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 คนของพรรคก้าวไกล ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ผลลัพธ์ที่ออกมาจากจะต่างออกไป

“หาก ปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็นประธานรัฐสภา วันนี้ ผมมั่นใจว่า เขาจะกล้าใช้อำนาจประธานยืนยันว่า การเสนอชื่อนายกฯ ไม่ใช่ญัตติ หรือต่อให้ลากไปเป็นญัตติซ้ำ แต่ก็มีข้อยกเว้นในข้อ 41 ตอนท้ายว่า “เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป” ทำให้เสนอซ้ำได้” อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ว่าไว้

แล้วอย่างนี้ “ใคร” จะอยากร่วมงานกับพรรคก้าวไกลที่ขับเคลื่อนด้วย “3 ผู้มีบารมี” และ “ด้อมส้ม”

ถึงตรงนี้ คงอาจสรุปรวมความและตั้งข้อสงสัยได้ว่า หรือนี่คือเจตจำนงที่แท้จริงของ “พรรคก้าวไกล” โดยเฉพาะ “เจ้าของพรรคตัวจริง”

หรือนี่คือการปั่นให้การเมืองไทยเดินไปสู่จุดวิกฤติ โดยมี สว. มี กกต. มีศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึง สส.ที่ไม่เห็นดีเห็นงามตามแนวทางของตัวเอง เป็น “เหยื่อ” อันโอชะ เพื่อที่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะสามารถ “แลนด์สไลด์” ตามแผนการที่วางไว้

หรือแม้แต่ “พิธา” เอง ก็เป็นหนึ่งในเหยื่อตามฉากทัศน์ที่ “เจ้าของพรรค” กำหนดไว้ก็เป็นได้.