xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ใต้เงาจีน (1)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ซีรีส์“วันที่ฝันเริ่มต้น” (The sea in the dream หรือ ??????) อำนวยการสร้างโดยสถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CCTV) และบริษัท ซีซี เตี้ยนอิ่ง (XiXi Pictures) เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในกรุงปักกิ่ง สะท้อนช่วงวัยแห่งการเติบโตของกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวที่มีการผสมผสานเรื่องราวเข้ากับสายธารแห่งกาลเวลา และการไล่ล่าทำตามความฝันอย่างมุ่งมั่น ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ชมเป็นอย่างมากหลังออกอากาศในวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา (ภาพ : สำนักข่าวซินหัว)
คอลัมน์...ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล

 อารัมภบท 

 เคยมีนักเขียนประจำมากกว่าหนึ่งคนบ่นให้ฟังว่า ปัญหาหนึ่งของนักเขียนประจำหรือไม่ประจำคือ ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไรดี แต่สำหรับคนที่ผูกพันกับการเขียนหนังสือแล้วยังมีอีกปัญหาหนึ่งคือ อยากเขียนเรื่องหนึ่งใจจะขาด แต่ไม่รู้ว่าเขียนดีไหม หรือถ้าจะเขียนแล้วจะเริ่มอย่างไร 


ผมซึ่งครึ่งค่อนชีวิตผูกพันกับการเขียนหนังสือมักจะมีปัญหาอย่างแรก แต่ก็มีปัญหาอย่างหลังอยู่เช่นกัน และประเด็นที่ผมจะเล่าต่อไปนี้คือ ปัญหาอย่างหลัง ซึ่งเกิดกับผมในขณะที่มีอายุ 30 เศษๆ ที่ถ้าหากนับมาจนถึงขณะที่ผมกำลังนั่งเขียนอยู่นี้ เวลาก็ล่วงเลยมากว่า 30 ปีแล้ว

เรียกได้ว่า คิดนานมากกว่าจะตัดสินใจเขียน

สาเหตุที่เป็นนั้นก็เพราะว่า แม้การเขียนหนังสือจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตก็จริง แต่เรื่องที่ผมคิดจะเขียนนั้นผมไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเขียนได้ดี เพราะมันเป็นเรื่องสารคดีล้วนๆ ซึ่งตลอดชีวิตที่ผูกพันกับการเขียนผมไม่เคยเขียนงานแนวนี้ดังที่นักเขียนสารคดีเขียนกัน แต่มันก็วนเวียนอยู่ในหัวของผมตลอดระยะเวลาดังกล่าว

ตอนที่เกิดความคิดที่จะเขียนนั้น ผมอยู่ในงานเลี้ยงเล็กๆ งานหนึ่งที่จัดขึ้นที่บ้านพักอาจารย์ท่านหนึ่งที่ผมเคารพนับถือ ระหว่างที่สนทนากันในหมู่คนไม่กี่คนที่อยู่ในงานนั้น มีอาจารย์กัลยาณมิตรท่านหนึ่งได้ถามผมว่า ผมไปจีนมาก็หลายครั้งแล้วไม่มีความคิดที่จะเขียนเรื่องจีนที่ได้ไปเห็นมาบ้างหรือ?

ที่ท่านถามนั้นท่านหมายถึงการเขียนในเชิงสารคดี และที่ถามก็เพราะท่านเคยเขียนในแนวที่ว่าอยู่ด้วย แม้จะออกไปในทางวิชาการอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็เป็นงานที่อ่านง่ายและให้ความรู้ดังงานสารคดีที่มีการเขียนๆ กันมา

ผมตอบท่านว่า ทำไมจะไม่คิด และที่คิดนั้นยังมีเค้าโครงเรื่องอยู่หัวอีกด้วย แล้วผมก็เล่าเค้าโครงเรื่องที่ว่าให้ท่านฟังอย่างคร่าวๆ ท่านฟังแล้วก็พยักหน้าหงึกๆ อันเป็นบุคลิกปกติของท่าน แล้วบอกกับผมว่า ควรจะเขียน

หลังจากการสนทนาในคืนวันนั้นไปแล้วผมก็ไม่เคยบอกใครในเรื่องนี้อีกเลย แต่งานเขียนในแนวที่ว่าก็ไม่เคยเกิดขึ้นเช่นกัน จนเวลาล่วงเลยมา 30 กว่าปีเข้านี่แล้ว ส่วนเค้าโครงเรื่องที่คิดได้ในตอนนั้นก็ได้สลายไปแล้วเช่นกัน เพราะพอเวลาผ่านไปผมก็คิดได้ว่า ถ้าขืนผมนำเค้าโครงเรื่องที่คิดได้ในตอนนั้นมาเขียนจริงแล้ว ชีวิตคงบรรลัยแน่ๆ

ด้วยหลังจากนั้นเรื่อยมา ความรู้เรื่องจีนที่เพิ่มพูนขึ้นตามกาลเวลาได้บอกให้รู้ว่า เค้าโครงเรื่องที่ผมคิดได้ในตอนนั้นไม่ใช่จะเขียนได้ง่ายๆ และหากเขียนได้ไม่ดีแล้วผมคงหนีไม่พ้นที่จะเจอสหบาทาจากผู้รู้หลายท่านแน่ๆ

แม้เค้าโครงเรื่องที่ว่าจะสลายไปแล้ว แต่ที่ไม่ได้สลายไปด้วยก็คือ ความคิดที่จะเขียนเรื่องสารคดีจีน ถึงตอนนั้นเค้าโครงเรื่องก็ผุดพรายขึ้นมามากมาย แต่ถึงที่สุดแล้วมันก็ผ่านเลยไปและสลายไปแล้วเช่นกัน โดยผมบอกกับตัวเองว่า เขียนมันไปตามความทรงจำดีกว่า และเขียนไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องอิงกับลำดับเวลา แต่ให้ยึดเอาสาระหรือประเด็นที่จะเขียนเป็นหลัก

ที่ผมบอกกับตัวเองเช่นนั้นแม้จะมาจากประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นก็ตาม แต่มันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะส่วนที่เหลือนอกนั้นก็ไม่ต่างกับการไปตายเอาดาบหน้า หรือพูดอีกอย่างคือ วัดดวงกันให้รู้แล้วรู้รอดกันไปข้าง

เพราะอย่างที่บอกไปแต่ต้นแล้วว่า ผมไม่เคยเขียนสารคดีมาก่อน

และในขณะที่ผมเริ่มประสบกับปัญหาแบบแรก คือไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไรดี ผมก็บอกกับตัวเองเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า แล้วทำไมไม่เขียนเรื่องจีนในแนวสารคดีที่คิดมานานหลายสิบปีเลยเล่า และนี่ก็คือที่มาของงานเขียนที่ผมตั้งชื่อไว้ว่า ใต้เงาจีน 

ชื่อที่ว่าดูจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ไม่ได้สลายไปกับเค้าโครงเรื่องที่ผมคิดจะเขียน เป็นชื่อที่ผมตั้งขึ้นมาตั้งแต่คืนวันนั้น คืนที่ผมได้สนทนากับท่านอาจารย์ที่เป็นกัลยาณมิตรของผม แต่ชื่อนี้หากใครมาได้ยินตอนนี้ก็อาจมีปัญหาได้ว่า ผมหมายถึงว่าผมตกอยู่ภายใต้เงื้อมเงาของจีนหรือไร ถึงได้ตั้งชื่อดังว่า

ครับ ถ้าใครคิดตอนนี้ก็ย่อมตีความได้เช่นนั้น เพราะไม่กี่ปีมานี้จีนถูกมองว่ากำลังแผ่อิทธิพลไปแทบจะทั่วโลก การบอกว่าตัวเองอยู่ใต้เงาของจีนฟังดูแล้วก็ไม่ต่างกับการตกอยู่ใต้อิทธิพลของจีน หรือยอมรับอิทธิพลของจีน ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหนมันก็ไม่ดีทั้งสองแบบ

แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อนแล้วเราอาจไม่คิดเช่นนั้น เพราะเวลานั้นจีนยังไม่ได้ผงาดดังทุกวันนี้ และจะว่าไปแล้วจีนในเวลานั้นยังด้อยกว่าไทยในหลายเรื่องด้วยซ้ำไป จากเหตุนี้ เมื่อผมใช้คำว่า  ใต้เงาจีน  เป็นชื่อเรื่องในที่นี้  ความหมายจึงคือ ชีวิตที่ได้ไปรู้ไปเห็นแผ่นดินจีนในแง่มุมต่างๆ จากหลายสถานที่และหลายเวลา เป็นชีวิตที่มีเงาของจีนตามติดตลอดอยู่ในความรู้สึกนึกคิด 

ถึงกระนั้น ก็ยังมีอีกความหมายหนึ่งที่ออกจะพิเศษแตกต่างไปจากคนที่เขียนสารคดีทั่วไปอยู่อย่างคือ การที่ผมมีภูมิหลังเป็นลูกจีน ภูมิหลังนี้เกาะติดตัวผมตั้งแต่เกิดจนแก่เฒ่าไม่ต่างกับเงา ที่ยังไงเสียก็ไม่มีทางสลัดทิ้งไปได้ตราบวันสิ้นลม

ภูมิหลังเช่นนี้มีผลอย่างมากเวลาที่ผมได้ไปพบเห็นจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นจีนในสายตาของผม ชั่วอยู่แต่ว่าเป็นจีนที่มีความแตกต่างในแง่ของความรู้สึกนึกคิด และชีวิตความเป็นอยู่

 ใต้เงาจีน  จึงมีความหมายเช่นว่ามาตั้งแต่แรกเริ่ม

แต่จะด้วยฟ้าลิขิตหรืออะไรก็ตามแต่ ตอนที่ผมได้เดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกในชีวิตด้วยเครื่องบินนั้น ประเทศแรกที่ผมไปก็คือ จีน

และที่ไปนั้นก็ไปด้วยภารกิจตามหน้าที่การงาน มิใช่ไปในฐานะนักท่องเที่ยว อีกทั้งที่ไปนั้นก็ยังไปในแบบที่เรียกว่า ไปราชการยังต่างประเทศ ซึ่งมีอะไรบางอย่างมาค้ำยันไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อไปถึงแล้วที่จะให้สลัดความเป็นจีนที่เป็นภูมิหลังก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ หลังจากที่ไปครั้งแรกและครั้งต่อๆ มาอีกหลายครั้งนั้น ส่วนใหญ่ผมจะไปกับบุคคลอื่นเป็นคณะ ที่จะไปคนเดียวนั้นมีอยู่ไม่กี่ครั้ง แต่การไปคนเดียวครั้งสำคัญที่สุดก็คือ การไปอยู่ที่จีนเป็นแรมเดือน ซึ่งจะให้ความรู้สึกนึกคิดไม่เหมือนกับการไปเป็นหมู่คณะ ยิ่งประสบการณ์ด้วยแล้วก็ยิ่งแตกต่างกันอย่างมาก

เช่นนี้แล้ว การที่จะเขียนเรื่องจีนในเชิงสารคดีที่จะได้ดำเนินต่อไปนี้ ในด้านหนึ่งจึงเป็นการเขียนถึงสิ่งที่ได้สัมผัสในจีน แต่มิใช่ว่าสัมผัสอย่างไรก็เขียนไปอย่างนั้น เพราะหลายเรื่องที่ได้สัมผัสก็ใช่ว่าจะรู้และเข้าใจทันทีในตอนนั้น หากแต่มารู้มาเข้าใจก็หลังจากนั้น

เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งละอันพันละน้อยที่จะได้เขียนใน  ใต้เงาจีน  ต่อจากนี้ไปจึงเป็นไปตามเงื่อนไขเช่นนั้น บุคคลที่ไปด้วยกันก็ดี หรือกัลยาณมิตรชาวจีนที่ได้รู้จักกันก็ดี จะไม่ถูกเอ่ยนามดังงานสารคดีที่มีการเขียนกันมา

 เรียกได้ว่า จะดีๆ ชั่วๆ อย่างไรก็ให้มาลงที่ผมคนเดียว คนอื่นไม่เกี่ยว