xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“โรคเลื่อน” สะเทือน “พ.ร.บ. อุ้มหาย" ปชช. เสียสิทธิ “นายกฯ ลุงตู่” ต้องรับผิดชอบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - นับเป็นประเด็นใหญ่ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่คนไทยต้องจับตาใกล้ชิด ความคืบหน้าการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ “พ.ร.บ.อุ้มหาย” ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 บ่งชี้ว่า การออก พ.ร.ก. เลื่อนบังคับใช้ พ.ร.บ. อุ้มหาย ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 

กล่าวสำหรับการขับเคลื่อนภาคประชาสังคม “พ.ร.บ.อุ้มหาย” ของประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ซึ่งได้เข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2550 และมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance (CED) ) ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาแล้ว เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันเพื่อเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญา ทำให้ประเทศไทยยังไม่ผูกพันตามพันธกรณีในอนุสัญญาฉบับนี้ (CED) แต่ตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 มาตรา 18 กำหนดให้ประเทศไทยซึ่งลงนามในอนุสัญญาแล้วต้องผูกพันที่จะหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ อันเป็นการทำลายวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายของอนุสัญญานี้

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ “พ.ร.บ.อุ้มหาย” มีการผลักดันมาอย่างยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ โดยหน่วยงานหลักกระทรวงยุติธรรม เครือข่ายญาติผู้เสียหาย องค์กรเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชน และตัวแทนภาคประชาชน จวบจนกระทั่งมีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566

อย่างไรก็ดี เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2566 รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ได้ออกพระราชกำหนดเพื่อเลื่อนการบังคับใช้ในมาตรา 22- 25 ของ พ.ร.บ. อุ้มหาย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

ประกอบด้วย  มาตรา 22  การควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้รับผิดชอบต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับและควบคุมจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนหรือปล่อยตัวบุคคลดังกล่าว มาตรา 23  การควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบต้องบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว มาตรา 24 การเข้าถึงข้อมูลของผู้ถูกควบคุมตัว และ  มาตรา 25 การไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว กรณีอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายละเมิดต่อความเป็นส่วนตัว เกิดผลร้ายต่อบุคคล หรือเป็นอุปสรรคต่อการสืบสวนสอบสวน

เหตุผลที่ต้อง  “เลื่อน” อ้างถึงเหตุผลความไม่พร้อมด้านงบประมาณ การจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ และขั้นตอนการปฏิบัติงานในการบังคับใช้ อันเป็นปัญหาสะท้อนมาจาก  “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)”  ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่เสนอให้เลื่อนการบังคับใช้กฎหมาย

ต่อมาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 99 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า พ.ร.ก เพิ่มเติม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 พ.ศ.2566 ตราขึ้นเพื่อขยายกำหนดเวลาการมีผลใช้บังคับของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 มาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 25 จากเดิมที่ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 120 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป จากเดิมวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 แก้ไขเป็นให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้น ซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

จึงมีการส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง โดยเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 ศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่ผลการประชุมกรณี พ.ร.ก แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. อุ้มหาย มีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ซึ่งมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 วรรค 4 วินิจฉัยว่า พ.ร.ก แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 พ.ศ. 2566 กรณีไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรค 1 และให้ พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 พ.ศ. 2566 ไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น คือวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรค 3


 นางปิยนุช โคตรสาร  ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สะท้อนว่าการชะลอการบังคับใช้กฎหมายที่มีการผลักดันมามากกว่า 10 ปี และถือเป็นกฎหมายสำคัญที่นำไปสู่การป้องกันการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายในประเทศไทย ส่งผลให้ผู้เสียหายไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรม และเป็นเหตุให้ผู้เสียหายคนอื่นไม่กล้าออกมาร้องเรียน ทั้งยังส่งสัญญาณต่อเจ้าพนักงานว่า พวกเขาอาจกระทำการละเมิดเช่นนี้ได้อีกโดยไม่ต้องรับโทษ

อ้างอิงรายงานสถิติศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสอบสวน จากสถิติตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่ราชกิจจาฯ ประกาศให้มีผลบังคับใช้ตั้งเเต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์จนถึง 22 พฤษภาคม 2566 มีการรายงานรับแจ้งเหตุทั้งหมด 914 เรื่อง เกี่ยวกับการทรมานการกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือการกระทำให้บุคคลสูญหายจากผู้พบเห็นหรือทราบเหตุ

อนึ่ง การที่ศาลรัฐธรรมนูญตีตก พ.ร.ก. เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากทั้งในด้านกฎหมาย และการเมือง แต่ทางคณะรัฐมนตรีกลับไม่แสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด อานนท์ มาเม้า  อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ โพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊ก Arnon Mamout ระบุว่า เนื่องด้วย พ.ร.ก. คือกฎหมายที่รัฐบาลออกโดยอ้างเหตุผลพิเศษ แทนที่รัฐสภาในยามปกติ โดยในอดีต พ.ร.ก. ที่ถูกตีตก จะถูกตีตกในชั้นสภา เนื่องจากสภาอาจไม่พอใจการตัดสินใจของรัฐบาลที่ออก พ.ร.ก.ฉบับนั้น

ทั้งนี้ ในอดีตเคยมีกรณีที่นายกรัฐมนตรีลาออก เนื่องจาก พ.ร.ก.ถูกตีตก อย่าง จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อปี 2487 และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยยุบสภา เมื่อปี 2529 หลังไม่สามารถผ่าน พ.ร.ก.ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยสามัญ) ส่งผลให้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ลาออกจากนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่สามารถผ่าน พ.ร.บ.อนุมัติ พ.ร.ก.ระเบียบราชการการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ และร่าง พ.ร.บ.อนุมัติ พ.ร.ก.จัดสร้างพุทธบุรีมณฑลในวันที่ 20 และ 22 กรกฎาคม 2487 ตามลำดับ

ดังนั้น กรณีล่าสุดที่ตีตก พ.ร.ก.เลื่อนบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันซ้อมทรมานและอุ้มหายนั้นรุนแรงกว่า เนื่องจากถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกด้วยเหตุผลฝ่าฝืนเงื่อนไขในการตราออกมาใช้ และไม่ต้องเอาไปให้สภาพิจารณาอีกแล้ว เนื่องจากมีสภาพมีโมฆะตั้งแต่ต้น

การที่ ครม .ประยุทธ์ กระทำการที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในการตรา พ.ร.ก. ย่อมเป็นเรื่องหนักหนากว่าการที่ตรา พ.ร.ก.ออกมาโดยสภาไม่เห็นด้วยในทางการเมือง แต่ว่าทางคณะรัฐมนตรีประยุทธ์ ยังไม่ออกมารับผิดชอบต่อกรณีนี้แต่อย่างใด ทั้งที่การเป็นรักษาการนายกฯ สามารถลาออกได้ หรือไม่มีแม้กระทั่งการออกมาขอโทษประชาชนที่ต้องเสียสิทธิตามกฎหมาย จากการเลื่อนใช้บังคับ พ.ร.บ.ดังกล่าว

ขณะที่คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.), สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) และเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch) ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการ ให้ต้องแสดงความรับผิดชอบการออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะหากยังเป็นรัฐบาลปกติต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ซึ่งเป็นบรรทัดฐานทางการเมือง แต่สถานะรักษาการในปัจจุบันคณะรัฐมนตรีรักษาการควรแสดงสปิริตหยุดการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รักษาราชการแทน รวมทั้งขอโทษประชาชนที่ได้กระทำการดังกล่าว ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสังคมอย่างไม่สามารถประเมินค่าได้

เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เคารพต่อพันธกรณีที่รัฐมีต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เคารพต่อหลักนิติรัฐ-นิติธรรม และไม่ให้คุณค่าความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนแล้ว ยังถือเป็นพฤติการณ์จงใจใช้อำนาจหน้าที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ประพฤติผิดจริยธรรมร้ายแรงของข้าราชการการเมืองและข้าราชการระดับสูง

สอดคล้องกับ  นายสุรพงษ์ กองจันทึก  อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ อธิบายว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ที่รัฐบาลออกเพื่อขยายการบังคับใช้ พ.ร.บ. อุ้มหาย ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลผู้กระทำผิดกฎหมาย แม้ไม่มีบทลงโทษไว้โดยตรง แต่ต้องมีความรับผิดชอบในการกระทำ

โดยเรียกร้องให้รัฐบาล หน่วยงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งออกมาแสดงความรับผิดชอบ และขอโทษต่อประชาชนในการออก พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวผิดพลาด อีกทั้ง ต้องเยียวยาประชาชนที่เสียประโยชน์และไม่ได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย เนื่องจากไม่มีการดำเนินการใน 4 มาตรา ซึ่งต้องดำเนินการมาตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับคือ 22 ก.พ. 2566 แม้ไม่มีบทลงโทษความผิดพลาดเรื่องนี้ไว้โดยตรง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบในการกระทำ

แม้มีการเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการ แสดงความรับผิดชอบต่อประเด็นที่เกิดขึ้น แต่ยังไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ

ส่วนความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกฎหมายฉบับดังกล่าว คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายตามมาตรา 14(4) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565

อีกทั้งการบันทึกภาพและเสียงจะช่วยทำให้การทำงานของตำรวจเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ออกคำสั่งที่ 178/2564 ลงวันที่ 9 เมษายน 2564 เรื่องการบันทึกภาพและเสียงการตรวจค้น จับกุม และสอบสวนคดีอาญา แสดงถึงการเตรียมการของตำรวจมีมานานแล้ว จึงอยากให้ทางตำรวจรีบดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที

ทำให้ภาคประชาสังคมเกิดคำถามว่าการอ้างถึงเหตุผลความไม่พร้อมด้านงบประมาณ การจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ และขั้นตอนการปฏิบัติงานในการบังคับใช้ เป็นเพียงการประวิงเวลาบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่

 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รักษาการนายกรัฐมนตรี

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ขณะที่  นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่าหน้าที่ของสำนักงานอัยการแม้จะยังขาดวัสดุอุปกรณ์ที่รอการจัดสรรจากงบประมาณ ที่จะต้องรับเรื่องและบันทึกภาพและข้อมูลต่างๆ ทั่วประเทศ แต่เมื่อเป็นหน้าที่ สำนักงานอัยการก็จัดวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ที่มีอยู่มาแก้ปัญหาในการรับเรื่องต่างๆ ไปก่อน เมื่อเป็นหน้าที่ก็จะทำให้กฏหมายมีประสิทธิภาพเพื่อคุ้มครองประชาชน อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งในระหว่างนี้ผู้บริหารทั้งสองสำนักงาน คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานอัยการสูงสุดก็ได้มีการร่วมหารือเพื่อให้การดำเนินการตามกฏหมายเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติต่อไป

อิงตามคำตัดติดของศาลรัฐธรรมนูญ ชัดเจนว่า “พ.ร.บ.อุ้มหาย” มีการประกาศใช้แล้วทั้งฉบับ และต้องบังคับใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อคุมครองมิให้มีผู้ใดต้องถูกบังคับให้สูญหายหรืออุ้มหาย

ในส่วนของไม่พร้อมด้านงบประมาณ การจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ และขั้นตอนการปฏิบัติงาน ข้ออ้างของเจ้าหน้าที่รัฐที่กลายเป็นเงื่อนไขการบังคับใช้กฎหมายนั้นเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องจัดการ

ด้าน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์” ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)ได้เรียกประชุมด่วนตำรวจระดับหัวหน้าหน่วยประเทศ เพื่อกำชับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 แม้ว่าขณะนี้ตำรวจจะขาดแคลนอุปกรณ์ที่ใช้ในการบันทึกภาพและเสียง รวมทั้งการจัดเก็บข้อมูล แต่ได้แจ้งแนวทางการปฏิบัติงาน เพื่อแก้ไขปัญหาให้หน่วยไปเบื้องต้นแล้ว โดยให้ตำรวจใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

พร้อมเน้นย้ำสั่งการให้ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ผบช. ผบก. หน.สน./สภ. กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบให้ทำความเข้าใจหลักกฎหมาย วิธีการ ขั้นตอนการปฏิบัติ ตาม พ.ร.บ.อุ้มหายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งนี้ โดยมีแนวปฏิบัติดังต่อไปนี้

1. ให้หัวหน้าหน่วยงานบริหารจัดการอุปกรณ์กล้องบันทึกภาพและเสียงที่มีอยู่เดิม ให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน (ส.) ฝ่ายป้องกันปราบปราม (ป.) และฝ่ายจราจร (จร.) หรือเจ้าหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่จับและควบคุมตัวเป็นหลักก่อน และหากไม่เพียงพอให้จัดให้กับเจ้าหน้าที่ที่เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ประจำวันก่อน

2. การบันทึกภาพและเสียง ตามมาตรา 22 วรรคหนึ่ง ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบ บันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับและควบคุมจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนหรือปล่อยตัวบุคคลดังกล่าวไป โดยให้ใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงที่รัฐจัดหาให้ หรือในกรณีจำเป็นอาจใช้อุปกรณ์อื่นใดที่สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์และเสียงได้ชัดเจนเพียงพอ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถกระทำได้ก็ให้บันทึกเหตุนั้นเป็นหลักฐานไว้ในตามแบบบันทึกการควบคุมตัวที่ ตร.ได้ดำเนินการทำเป็นแนวทางการปฏิบัติ

3. การแจ้งการควบคุมตัวไปยังพนักงานอัยการ และนายอำเภอท้องที่ที่มีการจับกุม หรือผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ ตาม ม.22 วรรคสอง เบื้องต้นให้ใช้วิธีประสานแจ้งไปยังศูนย์รับแจ้งของสำนักงานอัยการสูงสุด และกรมการปกครอง ซึ่งได้แจ้งแนวทางไปยังหน่วยแล้ว พร้อมให้จัดทำสมุดคุมการแจ้ง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ชื่อผู้ต้องหา ข้อหา เจ้าหน้าที่ผู้แจ้ง-ผู้รับแจ้งพร้อมหมายเลขโทรศัพท์ วัน เวลาที่แจ้ง

4. การจัดเก็บบันทึกข้อมูลภาพและเสียง ในเบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบในการจับและควบคุมตัว บันทึกข้อมูลภาพและเสียงลงในเครื่องคอมพิวเตอร์หน่วยงานของตนเองไปพลางก่อน โดยในการเก็บข้อมูลให้จัดทำให้ปรากฎชื่อและนามสกุลของผู้ถูกจับ พร้อมทั้งหมายเลขประจำวันไว้ด้วย ส่วนการจัดเก็บในระบบภาพรวม ตร. ขณะนี้ สทส. อยู่ระหว่างการจัดหาระบบจัดเก็บข้อมูลภาพและเสียงในระบบ CRIMES ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2566

ทั้งนี้ เบื้องต้นตำรวจมีกล้องติดตัวเดิม 120,597 ตัว กำลังพลตำรวจที่จะใช้ 160,000 นาย อยู่ระหว่างจัดหาอีกราวๆ 37,000 ตัว โดยได้เร่งให้ทางสำนักงานส่งกำลังบำรุง รับผิดชอบการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์เครื่องบันทึกภาพและเสียง และเร่งให้สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สทส.) รับผิดชอบจัดทำระบบจัดเก็บข้อมูลการบันทึกภาพและเสียง คาดว่าจะเสร็จสิ้นและส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประมาณต้นเดือนกันยายน 2566

 อย่างไรดี สุดท้ายคงต้องติดตามว่า “รักษาการ นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะแสดงความรับผิดชอบต่อประเด็นที่เกิดขึ้นอย่างชอบธรรมหรือไม่ อย่างไร เฉกเช่นเดียวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า จะสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน