xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ชำแหละนโยบายเศรษฐกิจ “นายกฯ ทิม” ทลายทุนผูกขาด รื้อใหม่ค่าไฟฟ้าแพง ค่าแรงปรับขึ้น เมืองไทยจะไม่เหมือนเดิม!!??

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำยังต้องลุ้นระทึกอีกหลายยก และต้องฝ่าอีกหลายด่าน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นาทีนี้ก็คงต้องนับ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ยืนหนึ่งเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนรุ่นใหม่ไฟแรง ซึ่งจับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลเข้ามานำพาเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนทั้งประเทศให้ลืมตาอ้าปาก รุ่งเรืองก้าวทันชาวโลก 

หากพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ว่าที่นายกฯ พิธา และทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล วางแผนปฏิบัติการ 100 วันแรก แผน 1 ปี และแผน 4 ปี พร้อม  “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” ที่จะขับเคลื่อนนโยบายและแผนให้ลุล่วง ซึ่งหากส่องนโยบายเศรษฐกิจ-สังคมเร่งด่วนของพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมรัฐบาล ล้วนแต่เป็นเรื่องใหญ่และเป็น  “ของร้อน” ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกปี, ค่าไฟเป็นธรรมสำหรับประชาชน, กำหนดเพดานปล่อยก๊าซฯ เรือนกระจกรายอุตสาหกรรม เงินผู้สูงวัยเดือนละ 3,000 บาท ส่วนเรื่องน้ำประปาดื่มได้ทุกที่ ตรวจสุขภาพประจำปี ฟรีทั้งค่าตรวจ-ค่าเดินทาง, รถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด - เติมเงินให้ท้องถิ่น เพิ่มขนส่งสาธารณะ แม้จะดูไม่ใช่  “เรื่องใหญ่” แต่นับเป็นเรื่องสำคัญต่อประชาชนคนไทยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

 ทลายผูกขาดสายส่งไฟฟ้า หนุนโซลาร์รูฟทอปสร้างรายได้ 

ประเด็นค่าไฟ ซึ่งถือเป็นเรื่อง  “ใหญ่มาก”  เพราะทันทีที่ลงมือแตะย่อมสะเทือนถึงกลุ่มทุนใหญ่ด้านพลังงานที่เป็นเสือนอนกินหวานๆ มาตลอด เป็นภาพตัดกับสภาพความเดือดร้อนของประชาชนและธุรกิจที่แบกรับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงลิบลิ่วติดอันดับต้นของเอเชียอาคเนย์ ซึ่งเรื่องนี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  ประธานคณะก้าวหน้า ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล มั่นใจว่าจะแก้ปัญหาไฟฟ้าแพงได้ โดยแรกสุดจะเปลี่ยนชุดคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ทั้งหมด เรียกว่าโละ กพช. ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งออกไป

ต้องไม่ลืมว่า กพช. เป็นผู้คุมทิศทางนโยบายพลังงานของชาติ มีนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน วางนโยบายพลังงานของประเทศในภาพรวมทั้งหมด รวมถึงการกำหนดว่าจะมีโรงไฟฟ้าเท่าไหร่ ใช้เชื้อเพลิงแบบไหน หรือปรับเปลี่ยนนโยบายจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมามุ่งเน้นพลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด เช่น แสงอาทิตย์ ติดโซล่าร์เซลล์บนหลังคา หรือโซลาร์รูฟทอป เพื่อให้บรรดาบริษัทธุรกิจโรงงานและประชาชนพึ่งพาตนเองได้

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กลุ่มหุ้นธุรกิจพลังงานโดยเฉพาะทุนใหญ่ไฟฟ้าจะราคาดำดิ่งรับข่าวชัยชนะของพรรคก้าวไกล เพราะไม่แน่ว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลจะมีการหยิบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฯ กับเอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าขึ้นมาทบทวนใหม่หรือไม่ อย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหาไฟฟ้าสำรองเหลือบานเบอะ โยนภาระให้คนไทยจ่าย เรื่องนี้เป็นประเด็นที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคไทยสร้างชาติ ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มองเห็นปัญหาร่วมกันและมีนโยบายจะเขย่าโครงสร้างพลังงานทั้งระบบใหม่เช่นเดียวกัน

 ทิศทางพลังงานของชาติอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อหนึ่งในนโยบายของก้าวไกล คือ ทลายการผูกขาดสายส่ง เปิดเสรีธุรกิจไฟฟ้า ปลดล็อกหลังคา เปิดให้บ้านเรือนใช้ ระบบ Net Metering ได้ ประชาชนติดตั้งโซลาร์บนหลังคา กลางวันไม่ได้ใช้ไฟฟ้าก็ขายคืนเข้าระบบ การจัดสรรก๊าซธรรมชาติของอ่าวไทยใหม่ เพื่อให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่ตกอยู่กับกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม 
นโยบายหลังคาสร้างรายได้ สนับสนุนการติดโซลาเซลล์ตามครัวเรือน พรรคก้าวไกลมองว่าประเทศไทยที่มีอัตราการว่างงานต่ำมากเพียง 1.2% หรือมีคนว่างงานราว 500,000 คน อาจทำให้คนทั่วไปมองว่าการจ้างงานไม่เป็นปัญหา แต่มีตัวเลขคนที่เสมือนว่างงาน คือทำงานต่ำกว่า 24 ชม. ต่อสัปดาห์ อยู่สูงถึง 2 ล้านคน ซึ่งชั่วโมงการทำงานที่น้อยหมายถึงค่าจ้างที่ได้ก็จะลดลง ตามจำนวนชั่วโมงทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ไม่ได้เป็นเขตอุตสาหกรรม

ดังนั้น นโยบายหลังคาสร้างรายได้ จึงมุ่งสร้างงานและเพิ่มรายได้ที่มั่นคงนอกเหนือจากงานในภาคเกษตร โดยส่งเสริมการติดโซลาร์เซลล์ตามครัวเรือน ด้วยระบบ net metering เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในครัวเรือน และสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินจากพลังงานแสงอาทิตย์กลับคืนให้รัฐในราคาตลาด รวมถึงประกันราคารับซื้อไฟฟ้าขั้นต่ำ หากยังไม่มีตลาดที่ 2.2 บาทต่อหน่วย นโยบายนี้จะทำให้เกิดการจ้างงานด้านการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าให้รองรับระบบ net metering

 ปรับขึ้นค่าแรง คุณภาพชีวิตคนทำงานที่ไม่เหมือนเดิม 

อีกเรื่องใหญ่ คือ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเริ่มต้นวันละ 450 บาท และจะปรับขึ้นทุกปี โดยจะเข้าไปช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ใน 6 เดือนแรก ใช้งบประมาณ 16,000 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาแรงงานกว่า 38 ล้านคน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ เผชิญความท้าทายและความไม่เป็นธรรมหลายอย่าง เช่น ค่าแรงที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ การจ้างงานไม่มั่นคง ค่าตอบแทนต่ำกว่ามาตรฐาน การทำงานเกินเวลาโดยไม่มีค่าชดเชย ฯลฯ

ความเปลี่ยนแปลงใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังพรรคร่วมรัฐบาลที่มีก้าวไกลเป็นแกนนำ คือการยกระดับสวัสดิการแรงงานถ้วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดนโยบาย  “สวัสดิการไทยก้าวหน้า”  ของก้าวไกล โดยจะมีระบบค่าแรงปรับขึ้นทุกปี ขึ้นค่าแรงทันทีในปี 2566 และยกระดับสวัสดิการแรงงาน เช่น สัญญาจ้างเป็นธรรม ทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีวันหยุดประจำสัปดาห์ อย่างน้อย 2 วัน และวันหยุดพักผ่อนประจำปี อย่างน้อย 10 วันทำงานต่อปี งานจ้างเหมาบริการในภาครัฐต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน

อีกทั้งยังมี  “ประกันสังคมถ้วนหน้า”  เจ็บป่วยได้เงินชดเชยค่าเดินทางไปหาหมอ ประชาชนวัยแรงงานทุกคนที่ยังไม่ได้เข้าระบบประกันสังคม (แรงงานนอกระบบ) นำเข้าสู่ระบบประกันสังคมถ้วนหน้า ลาพบแพทย์ได้ชดเชย 200 บาทต่อวัน ค่าเดินทางพบหมอ 100 บาทต่อวัน ลาคลอดได้เงินชดเชยรายได้ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 6 เดือน หากเสียชีวิตได้ค่าฌาปนกิจสงเคราะห์ 10,000 บาท และแรงงานทุกกลุ่มตั้งสหภาพได้ สอดคล้องหลักการองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)


ขณะเดียวกัน แรงงานยังมีโอกาสพัฒนาทักษะและประสิทธิภาพการทำงานผ่านโครงการ Upskill และ Reskill คาดว่างบประมาณที่ต้องใช้ต่อปี คือ 5,000 ล้านบาท เช่น สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ผ่านการรวบรวมคอร์สพัฒนาทักษะ บริการจับคู่ผู้ประกอบการและจัดหางาน แจกคูปองคนวัยทำงาน อายุ 30-60 ปี เริ่มต้นที่ 1 ล้านคน เพื่อเลือกพัฒนาทักษะเชิงลึกทั้งในรูปแบบออนไลน์ โดยรัฐร่วมจ่าย 80% จากราคาหลักสูตรฝึกอบรม ไม่เกิน 5,000 บาท/คน

นโยบายสำคัญที่โดนใจแรงงานวัยเกษียณ คือ แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของคนวัยทำงาน ด้วยสวัสดิการถ้วนหน้า-ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนแก่ เพื่อลดภาระของคนวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเด็กเล็ก 1,200 บาทต่อเดือน เงินผู้สูงวัย 3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งการปักธง  “รัฐสวัสดิการ” ดูแลทุกช่วงวัย ตั้งแต่เกิดจนตายดังกล่าวของพรรคก้าวไกล อยู่ภายใต้งบประมาณ 6.5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการบ้านตั้งตัว โดยรัฐช่วยค่าเช่าบ้าน 1,000 บาทต่อเดือน ส่วนผู้ที่มีรายได้ 15,000 บาท และต้องการซื้อบ้านในราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท รัฐจะช่วยผ่อนบ้านให้ 2,500 บาทต่อเดือน รวม 350,000 หลัง ใช้งบฯ 6,000 ล้านบาท เป็นต้น

นโยบายปรับขึ้นค่าแรงและดูแลสวัสดิการของแรงงาน ไม่เพียงถือเป็นนโยบายสำคัญของพรรคก้าวไกลเท่านั้น พรรคเพื่อไทยก็เช่นกัน โดยเพื่อไทยจะมุ่งเน้นเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีของประเทศเฉลี่ยต่อปีไม่ต่ำกว่า 5% เพื่อให้สามารถยกระดับปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 600 บาทต่อวัน ภายในปี 2570 คนจบปริญญาตรี รวมถึงคนทำงาน ข้าราชการ ต้องได้เงินเดือนเริ่มต้น 25,000 บาท และสร้างเขตธุรกิจใหม่ นำร่อง 4 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ สร้างงานสร้างอาชีพ

แน่นอน การประกาศขึ้นค่าแรงและดูแลสวัสดิการ ทำให้บรรดาบริษัทธุรกิจ ห้างร้านต่างผวาว่าต้นทุนธุรกิจจะสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs ที่ยังอยู่ในสภาพซวนเซนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาจนบัดนี้ยังไม่ฟื้นตัวดี หากมาเจอค่าแรงสูงขึ้นก็คงม้วนเสื่อกันเป็นทิวแถว

ดังนั้น เพื่อช่วยบรรเทาภาระ SMEs พรรคก้าวไกลจึงงัดนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคล SMEs รวมถึงหักค่าใช้จ่ายเหมาภาษี เพิ่มแต้มต่อให้ SMEs ด้วยหวยใบเสร็จ ซื้อของร้านค้ารายย่อย ทั้งคนซื้อ คนขายได้หวยลุ้นรวยเงินล้าน ลดหย่อนภาษีให้ธุรกิจที่ซื้อจาก SMEs, ให้โควตาชั้นวางสำหรับสินค้า SMEs ในห้างใหญ่ มีคูปองแลกซื้อสินค้าท้องถิ่น และยังมีทุนแสนตั้งตัว 2 แสนราย และทุนล้านตั้งตัว 2.5 หมื่นราย จัดตั้งสภา SMEs ทุกจังหวัด วงเงินที่ใช้ 44,000ล้านบาท โดยอุดหนุนงบประมาณให้กับ บสย.เพื่อค้ำประกันความเสี่ยงในการกู้เงินของ SMEs และเพื่อดำเนินการตามหวยใบเสร็จ

 อีกนโยบายสำคัญ คือ จัดการกับทุนผูกขาดเพื่อเปิดโอกาสให้ SME อย่างอุตสาหกรรมสุราที่มีมูลค่าเกือบ 500,000 ล้านบาทต่อปี โดยจะแก้กฎหมายให้ประชาชนมีสิทธิเติบโตไปแข่งขันกับรายใหญ่ได้ และจะยกเครื่องกฎหมายแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ เปลี่ยนที่มาและเพิ่มอำนาจในการยุติการควบรวม และสามารถสั่งให้แยกกิจการที่ผูกขาดเพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม 

ส่วนการแก้ปัญหาหนี้สิน มีนโยบายจ่ายดี ลดดอกเบี้ย, ดอกเบี้ยเงินกู้เป็นธรรม ผ่านการใช้ข้อมูลการชำระเงิน, ประกาศสงครามหนี้นอกระบบ ตั้งงบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท, หนี้ราชการไม่ท่วมหัว หักไม่เกิน 70% ของเงินเดือน โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี วงเงิน 500,000,000 บาท เป็นการชดเชยดอกเบี้ยให้กับธนาคารออมสิน

 บูทพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซอฟท์พาวเวอร์ บูมท่องเที่ยว 

มองไปข้างหน้า พลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท มีคนทำงานในอุตสาหกรรมราว 900,000 คน เป็นเป้าหมายที่พรรคก้าวไกลจะเข้าไปพัฒนาให้ทันอารยประเทศ และแก้ปัญหาที่ฝังรากลึก ด้วยการเติมงบประมาณผ่านกองทุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เหมือนกับกองทุนตั้งตัวของเอสเอ็มอี เพิ่มทักษะความรู้และคุณภาพแก่คนในอุตสาหกรรม รวมถึงเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ในจังหวัดต่างๆ โดยนำพื้นที่ราชพัสดุหรือพื้นที่ทหารมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และให้เสรีภาพแก่คนทำงาน ทบทวนแก้ไขกฎหมายที่กดทับวิธีคิดสร้างสรรค์ เช่น กฎหมายเซ็นเซอร์

สำหรับนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จัดสรรงบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นนโยบายคุ้มครองเสรีภาพทางศิลปะ ยกเลิกการเซ็นเซอร์ เพิ่มความหลากหลายทางศิลปะ เปลี่ยนกระทรวงวัฒนธรรม เป็นกระทรวงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ โดยเพิ่มงบฯสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 10 เท่า ส่งเสริมงานสร้างสรรค์ที่เจาะตลาดเวทีโลกได้ เพิ่มพื้นที่ผลิตและแสดงงานสร้างสรรค์ เช่น co-studio แกลเลอรี่ ให้มีกองทุนภาพยนตร์ เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตหน้าใหม่ ทลายการผูกขาดในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ที่ผ่านมาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับ “ซอฟต์พาวเวอร์” เพียง 60 ล้านบาท และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้รับงบประมาณเพียง 300 ล้านบาท ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรม ได้รับงบประมาณต่อปีกว่า 7,000 ล้านบาทเท่านั้น ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงแค่งบประมาณที่จำกัด แต่เพราะรัฐบาลมองวัฒนธรรมเป็นเรื่องตายตัว เปลี่ยนแปลงไม่ได้จึงเลือกที่จะส่งเสริมวัฒนธรรมแบบเดิมๆ

ส่วนพรรคเพื่อไทย มีนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ผลักดันให้ “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์” ในทักษะ ด้านการทำอาหาร ร้องเพลง ออกแบบ ศิลปะ กีฬา เพื่อสร้างแรงงานทักษะสูง 20 ล้านคน มีรายได้อย่างน้อย 200,000 บาทต่อปี ส่วนนี้จะมีการสร้างงาน 20 ล้านตำแหน่งรองรับ และยังจะสนับสนุนทุกอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักทำเงินเข้าประเทศ พรรคก้าวไกล จะยกระดับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การท่องเที่ยวสีเขียว การท่องเที่ยว-ทำงาน workcation แก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว เปลี่ยนงบฯ event เป็นงบฯ influencer และตีปี๊บอาหารไทย Champion, 1 เมือง 1 พิพิธภัณฑ์ จัดให้มีเทศกาลตลอดปี from local to global และ metaverse Thailand as advertising tool

สอดรับไปกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวด้านการแพทย์ และสุขภาพ แบบ “Wellness Destination” ของเอเชีย และวางจุดยืนให้ไทยเป็น “Festival Hub of Asia” เช่น เทศกาลสงกรานต์ เทศกาลลอยกระทง เทศกาลมวยไทย เป็นต้น และยังจะมุ่งให้ไทยเป็น Regional transport hub เชื่อมต่อสายการบินให้สายการบินจากทั่วโลกมาต่อเครื่องที่ไทย, รองรับนักท่องเที่ยว 120 ล้านคน และปริมาณการขนส่งสินค้า cargo จำนวน 3 ล้านตัน ภายในปี 2570


 หยุดแช่แข็งภาคเกษตร สร้างรายได้เกษตรกรเพิ่ม3เท่า 

ที่ลืมไม่ได้คือ ภาคการเกษตร พรรคก้าวไกล เน้นแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรอย่างถาวร โดยการรับซื้อหนี้จากเกษตรกร เปลี่ยนพื้นที่เกษตรเป็นสวนป่า รัฐเช่าที่ดินเกษตรกรเพื่อปลูกไม้ยืนตันและให้เกษตรกรดูแล ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากค่าเช่าและค่าแรง แบ่งส่วนหนึ่งใช้หนี้ ธกส. ได้ รวมทั้งวางนโยบายปฏิรูปที่ดิน ด้วยการเร่งรัดออกโฉนด 10 ล้านไร่ ยึดที่ สปก. จากนายทุน และเปลี่ยน สปก. ชาวบ้านเป็นโฉนดทันที รื้อกฎหมายที่ดินทั้งระบบ ให้คนไทยได้เข้าถึงสิทธิที่ดินทำกิน

ขณะที่พรรคเพื่อไทย มีความแจ่มชัดในนโยบายสร้างรายได้เกษตรกร โดยเพิ่มรายได้ขึ้นเป็น 3 เท่า มีรายได้ 30,000 บาท ต่อไร่ต่อปี และให้มีการพักหนี้เกษตรกร ทั้งต้นและดอก 3 ปี ส่วนพืชเกษตรหลัก ที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญในการเพิ่มผลผลิตจะมี ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ลำไย โดยข้าวโพดและถั่วเหลือง เน้นผลิตลดการนำเข้าปีละ 3 แสนกว่าล้านบาทต่อปี ส่งเสริมการเลี้ยงโค จากความต้องการปีละ 4 ล้านตัว และยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

ส่วนนโยบายบริหารจัดการน้ำ จะมีการเพิ่มพื้นที่ชลประทานเป็น 50 ล้านไร่ ภายในปี 2570 สร้างทางระบายน้ำลงสู่ทะเล ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ฯลฯ

นโยบายจัดทำกรรมสิทธิ์ที่ดิน เร่งรัด การพิสูจน์สิทธิ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งโฉนด อย่างถูกต้องและเป็นธรรม ด้วยการใช้หลักฐานภาพถ่ายจากดาวเทียม และ/หรือหลักฐานอื่นซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง และจะนำที่ดินของรัฐจำนวนมาก ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาจัดให้เป็นที่ดินทำกินของราษฎร

 วางโครงข่ายคมนาคม ขนส่งมวลชนถ้วนหน้า 


พรรคก้าวไกล จัดงบประมาณ 10,000 ล้านบาท ไว้สำหรับอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและอุดหนุนค่าโดยสาร โดยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่, รถไฟทั่วถึงทุกจังหวัดทั่วไทย, ออกแบบระบบถนนหนทางเพื่อลดรถติด-ลดอุบัติเหตุ, กระจายงบฯซ่อมถนนอย่างเป็นธรรม, กระจายอำนาจการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ผนวกความต้องการด้านการขนส่งเข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรม พัฒนาระบบตั๋วร่วม ใช้บัตรใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบขนส่งสาธารณะทั่วไทย, รถเมล์และรถไฟฟ้า 8-45 บาทตลอดสาย ใช้บัตรใบเดียวครอบคลุมทั้ง กทม. รถเมล์ไฟฟ้าทุกคันภายใน 7 ปี

ขณะที่พรรคเพื่อไทย มีนโยบายคมนาคม เช่น รถไฟฟ้า กทม. 20 บาทตลอดสาย และติดแอร์ให้รถไฟชั้น 3 ทุกขบวน ยกระดับรถไฟโดยสารทั่วประเทศให้สามารถเดินทางแบบไป-กลับได้ สร้างความเชื่อมโยงการขนส่งสินค้า เช่น จากลาวเข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบัง และสนามบินสุวรรณภูมิ เชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ เพิ่มทั้งการค้าและการท่องเที่ยว


 เปลี่ยนส่วยเป็นภาษี กาสิโนถูกกฎหมาย  

เป็นที่รู้กันว่าหลายปีที่ผ่านมา หลายรัฐบาลพยายามผลักดันคาสิโนถูกกฎหมาย แต่สุดท้ายก็พังพาบ มาคราวนี้ พรรคก้าวไกลมีแผนเปลี่ยนส่วยเป็นภาษี เพิ่มธุรกิจถูกกฎหมาย เศรษฐกิจโปร่งใส คือกาสิโนของรัฐถูกกฎหมาย และเปิดกาสิโนออนไลน์ของรัฐ อาชีพให้บริการทางเพศถูกกฎหมาย ปลดล็อกเซ็กซ์ทอย และหนังผู้ใหญ่ ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า

ปัจจุบันมีธุรกิจที่ผิดกฎหมายแต่ยังคงเปิดดำเนินการอยู่เป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่มีมาตรการปราบปรามที่จริงจังจนสุดท้ายกลายเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ที่ร้ายแรงมากยิ่งขึ้น เช่น การฟอกเงินของผู้ค้ายาเสพติดและการค้ามนุษย์ รวมไปถึงไปถึงการกดขี่ลูกจ้างแรงงานในอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม

การนำธุรกิจที่แต่เดิมผิดกฎหมายและอยู่ใต้ดินให้ขึ้นมาอยู่บนดินโดยมีการกำกับควบคุมอย่างเข้มข้นจะเป็นทางออกที่จะสามารถควบคุมการดำเนินธุรกิจและปิดช่องโหว่ได้จริง อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้เข้ารัฐในรูปแบบของภาษีและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตได้อีกด้วย การมีกาสิโนถูกกฎหมายจะมีเงื่อนไข จำกัดอายุผู้เล่นไม่ต่ำกว่า 20 ปี จำกัดฐานะของผู้เล่น โดยกำหนดรายได้ขั้นต่ำของผู้ที่จะมีสิทธิเล่นได้ยึดตามรายได้ที่แจ้งต่อสรรพากรในปีภาษีก่อนหน้า จำกัดจำนวนกาสิโน โดยถ้าจังหวัดไหนจะมีกาสิโนได้ ต้องออกเป็น พ.ร.ฎ. กำหนดพื้นที่และจำนวนกาสิโนที่จะออกใบอนุญาตได้ มีคณะกรรมการการพนันและขันต่อเป็นผู้ออกใบอนุญาต รวมทั้งกำหนดประเภทของการพนันและขันต่อที่จะมีในกาสิโนได้

พรรคก้าวไกล ยังมีนโยบายแหลมคมที่ท้าทายจะทำได้สำเร็จหรือไม่ อย่างเช่น นโยบายปฏิรูปกองทัพ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ลดจำนวนกำลังพล ลดขนาดกองทัพ ยุบ กอ.รมน. ยกเลิกกฎอัยการศึกชายแดนใต้ รวมทั้งการผลักดันให้เกิดการปลดล็อกท้องถิ่นให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด การเปิดเพดานเสรีภาพ 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และปฏิรูปสถาบันศาลให้ยึดโยงกับประชาชน

 ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมา หากฝ่าด่านประเด็นเดือดคือการปลดชนวนยอมถอยเรื่องแก้ไข “ม.112” ไม่ได้ โอกาสที่พรรคก้าวไกลจะไปไม่ถึงฝั่งฝันก็คงเป็นไปได้สูง เพราะยากยิ่งที่จะได้รับการยกมือสนับสนุนจาก ส.ว.รวมถึงพรรคเพื่อไทยที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เช่นกัน