xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“เฮียมิ่ง” จาก “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ฝันหวาน “แคนดิเดตนายกฯ” สุดท้ายก็แค่ “ตัวตึงพลังประชารัฐ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เล่นใหญ่เกินเบอร์ตามสไตล์ “เฮียมิ่ง”

ทำเอาแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ออกท่าอึกอัก หันรีหันขวางกันเป็นแถว อีเวนท์เปิดตัว “ลุงมิ่ง” มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นักการเมืองคนดัง ที่ตัดสินใจมาลงเอยกับ “ค่ายหลวงพ่อป้อม” พรรคพลังประชารัฐ แบบเซอร์ไพร์สเล็กๆ หลังมีกระแสข่าวมาซักระยะหนึ่ง

ก็ “พี่มิ่ง” เล่นยึดฟลอร์มัดมือชก “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่อุตส่าห์มาร่วมต้อนรับว่า มีสัญญาใจในการวางตัว “มิ่งขวัญ” เป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคพลังประชารัฐ

“กินที่ลับ ไขในที่แจ้ง” เรื่องพูดคุยกัน 2 คน แต่เอามาเปิดเผยแบบไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัวแบบนี้ในทางการเมืองไม่ทำกัน
ที่กะว่าจะวางบทบาท “พี่มิ่ง” ไว้แค่ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” เสริมคมในแง่การแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องประชาชน อันเป็นจุดอ่อนของพรรคพลังประชารัฐ หลังหมด “ทีมสี่กุมาร” ของ “เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ทำท่าจะเอา “ลุงมิ่ง” ไว้ไม่อยู่

แค่ร่วมงานกันวันเดียวก็สะท้อนเป็นมุมมอง “มิ่งขวัญ-พลังประชารัฐ” ว่ามองกลับกันอย่างสิ้นเชิง

เพราะเชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐหวังใช้ชื่อ “มิ่งขวัญ” บวกกับลีลาบนเวทีดีเบต ปั้นกระแสให้กับพรรคพลังประชารัฐ โกย ส.ส.เข้าสภาฯ การันตีร่วมรัฐบาล แล้วค่อยลุ้นให้ “ลุงป้อม” ได้เป็น “นายกฯ ตัวจริง” หลังชิมลางทดลองงานมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้
กลับกันดูเหมือน “มิ่งขวัญ” มองว่า จะใช้พรรคพลังประชารัฐเป็นฐานปั้นตัวเองถึงฝั่งฝันเก้าอี้ “ผู้นำประเทศ” ที่เคยเฉียดมาแล้วสมัยร่วมพรรคพลังประชาชน ของ ทักษิณ ชินวัตร มากกว่า

ในอารมณ์สำคัญตัวผิดของ “มิ่งขวัญ” ที่แม้ต้องยอมรับว่า “มีของ” และทำให้เห็นมาแล้วในการเลือกตั้งปี 2562 ที่ใช้เวลาไม่นาน กับความช่ำชองในแง่การตลาด จนนำพา ส.ส.จาก “พรรคโนเนม” เข้าสภาฯ ได้ถึง 6 คน

แต่เชื่อว่าจากการเปลี่ยน “จุดยืน” ทางการเมืองมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ที่ตัวเองเคยตราหน้าว่าเป็น “นั่งร้านเผด็จการ” หนนี้ คงทำให้อะไรๆไม่เหมือนเดิม

ดูได้จากเทรนด์ทวิตเตอร์ในวันแถลงเปิดตัว “มิ่งขวัญ” กับพรรคกพลังประชารัฐ ที่แม้เจ้าตัวจะเคลมได้ว่า ได้รับความสนใจจนขึ้นเป็นอันดับ 1 เทรนด์ทวิตเเตอร์ประเทศไทย แต่คงลืมดูละเอียดว่า ส่วนใหญ่คน “ชม” หรือ “ด่า”

หรือก่อนหน้านั้น พลันที่มีข่าวว่า พรรคพลังประชารัฐจะแถลงเปิดตัว “มิ่งขวัญ” ทำเอาวงการ “นักขุด” คึกคัก สรรหาคำอภิปรายที่ “ลุงมิ่ง” ตั้งแต่ช่วงหาเสียง มาถึงการอภิปรายในสภา ที่เคยด่ารัฐบาลสาดเสียเทเสียมาแชร์กันสนั่นหวั่นไหว

โดยเฉพาะซีนประกาศลาออกจากการเป็น ส.ส.ของ “มิ่งขวัญ” กลางที่ประชุมสภาเมื่อต้นปี 2565 หลังถล่มทำงานของ “นายกฯ ตู่” ทั้งยังตั้งคำถามถึง 5 ส.ส.อดีตลูกพรรคที่ย้ายขั้วไปสนับสนุนรัฐบาล
การแถลงข่าวเปิดตัวของ “มิ่งขวัญ” ก็เลยเน้นหนักไปกับการยืนยันว่า ไม่เคย “ตระบัดสัตย์” ต่อคำพูดที่เคยประกาศว่า จะไม่เข้าร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากอุดมการณ์ไม่ตรงกัน
โดยใช้ “สีข้างแถ” ว่า ที่ตัดสินใจเข้าร่วมพรรคพลังประชารัฐ เพราะ “บิ๊กตู่” ไม่ได้อยู่กับพรรคพลังประชารัฐแล้ว และตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ก็อภิปรายวิจารณ์ “พล.อ.ประยุทธ์” เพียงคนเดียว ในแง่ความล้มเหลวด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งวิกฤตโควิด-19

ทำเอาบรรดาแกนนำพรรคพลังประชารัฐที่เป็นรัฐมนตรี ซึ่งมีศักดิ์เป็น “ลูกน้องนายกฯ” รวมถึง “หัวหน้าป้อม” ด้วย ต่างต่างออกสีหน้าสีตาอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งต้องมีรายการแทรกคิวตัดจบการแถลงข่าว

“ฝากไปบอก พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยว่า ผมไม่สามารถร่วมอุดมการณ์กับท่านได้” ส่วนหนึ่งของคำประกาศของ “มิ่งขวัญ” ระหว่างเปิดตัวเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ
อ่านไม่ยากว่า “พี่มิ่ง” คงหวังใช้การด้อยค่า “ลุงตู่” เป็นเชือกเด้งออกจากมุม “ตระบัดสัตย์” ผสมกับผูกใจเจ็บที่เคยถูก “บิ๊กตู่” ตอกหน้ากลางสภาฯ ว่า “มิ่งขวัญ” มาขอเป็นรองนายกฯ แต่ไม่ให้ เพราะที่นั่งใน ครม.เต็มแล้ว
แล้วคงมั่นใจในตัวเองว่า ชื่อ “มิ่งขวัญ” ยังขายได้ ไม่จำเป็นต้องไปห้อยโหนกระแสคนอื่น

เอาว่า ทั้งชอตที่เคลมว่า จะได้เป็นแคนดิเดตนายกฯ และชอตที่เล่นงาน “พล.อ.ประยุทธ์” ก็ทำเอาคนในพรรคพลังประชารัฐ ต่างส่ายหัวรับไม่ได้ ถือว่า เริ่มต้นกันไม่สวยสำหรับ “มิ่งขวัญ” กับพรรคพลังประชารัฐ

จนถูกขนานนามว่าเป็น “ตัวตึง” คนใหม่แห่งค่ายพลังประชารัฐ

ไล่หลังการแถลงข่าว ทำเอาแกนนำ-ส.ส.พลังประชารัฐ ต้องออกมา “แตะเบรก” กันเป็นแถว โดยระบุว่า เรื่องแคนดิเดตนายกฯ กระทั่ง “ลุงป้อม” ในฐานะหัวหน้าพรรคยังไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการบริหารพรรคเสียก่อน

“คุณมิ่งขวัญเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ผมก็เชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อพรรคแน่นอน แต่ถึงขั้นเป็นแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ ต้องเป็นเรื่องของกรรมการบริหาร” วีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ และรองผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ ว่าไว้

ขณะที่ รงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้รับผลกระทบเต็มๆ เพราะรู้ดีว่าชื่อ “บิ๊กตู่”ยังขายได้ในพื้นที่ ต้องออกมามาตำหนิ “มิ่งขวัญ” ในทีว่า “การแถลงของคุณมิ่งขวัญ เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่ได้มีผลผูกพันอะไร”

นอกเหนือจากเป็นการแสดงความไม่พอใจ ยังเป็นการสอนมวย “มิ่งขวัญ” กลายๆ ด้วยว่า ในหลายพื้นที่ยังคงต้องใช้ชื่อ “นายกฯ ตู่” ในการหาเสียง การไปประกาศตัดขาด อาจทำให้ชะตากรรมไม่ต่างจาก “ค่ายสะตอ” พรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งปี 2562 ที่ “จารย์มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคขณะนั้นประกาศไม่สนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์” จนเจ๊งคาสนามเลือกตั้งมาแล้ว

อีกทั้ง การประกาศไม่สามารถร่วมอุดมการณ์กับ “บิ๊กตู่” ได้ นั้นดูจะไม่เข้าใจเกมการเมืองของ “น้องตู่-พี่ป้อม” แม้แต่น้อย เพราะแม้วันนี้ “สองลุง” จะแยกทางกันสร้างดาวคนละดวง แต่ “รู้กัน” หลังเลือกตั้งก็มาบรรจบกันที่รัฐบาลอยู่ดี

มองอีกมุมการตัดขาดจาก “บิ๊กตู่” ก็อาจจะเป็นนโยบายของ “ซุ้มโชคชัย” ที่ส่ง “พี่มิ่ง” มาช่วยงาน “พี่ป้อม” ตามข่าววงในถึงเบื้องลึก “ดีลมิ่งขวัญ” ว่า เป็นฝีมือของ “เสี่ยตุ๊” พล.ต.ต.จตุรงค์ ภุมรินทร์ อดีตรองจเรตำรวจ ที่ระยะหลังปรากฎตัวพร้อม “ลุงมิ่ง” ทั้งที่ลับ-ที่แจ้งหลายโอกาส

เป็น “เสี่ยตุ๊-จตุรงค์” นายตำรวจคนดังสังกัด “ซุ้มโชคชัย” ของ “ป.ที่ 4” ที่เป็นแบ็คอัพทางการเมืองของ “พี่ป้อม”

ครั้งฟอร์มรัฐบาลเมื่อปี 2562 ก็เคยมีความพยายามโยนชื่อ “มิ่งขวัญ” ให้มาร่วมรัฐบาลเพื่อดูแลด้านเศษฐกิจแทน “ทีมสี่กุมาร” ซึ่งก็มี “เสี่ยตุ๊” เป็นพ่อสื่อพ่อชัก แต่ไม่สำเร็จ เพราะ “บิ๊กตู่” ไม่เอาด้วย จากนั้นก็ยังมีกระแสข่างเนืองๆ ว่า “มิ่งขวัญ” จะมาร่วมงานกับรัฐบาล แต่ก็ไม่เกิด

กระทั่ง “บิ๊กตู่” ชัดเจนทางการเมือง ที่จะไปร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ หลายเดป็นทางสะดวกให้ “ป.ที่ 4” แทงชื่อ “มิ่งขวัญ” มาให้ “พี่ป้อม” ใช้งาน

นับได้ว่าการแลถงข่าวเปิดตัวกับพรรคพลังประชารัฐเพียงหนเดียวของ “มิ่งขวัญ” ไม่ต่างจากการอัตวิบากกรรมทางการเมืองของตัวเอง

เพราะการประกาศร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ก็เท่ากับตัดขาดจาก “ติ่งประชาธิปไตย” ที่เคยกาเบอร์ให้พรรคเศรษฐกิจไทย จน “เฮียมิ่ง” ได้เข้าสภาฯพร้อม ส.ส.อีก 5 คน ส่วนการประกาศไม่ร่วมงานกับ “พล.อ.ประยุทธ์” ก็ไม่ต่างจากการตัดญาติกับ “ติ่งอนุรักษ์นิยม” ที่ยังชมชอบนายกฯ คนปัจจุบันอยู่

จนดูไม่ออกว่า เส้นทางการเมืองเบื้องหน้า “มิ่งขวัญ” จะหาฐานเสียงจากฝ่ายไหน

ทำท่าว่า “หัวหน้าป้อม” อาจไม่ได้มรรคผลอะไรจากการได้ “มิ่งขวัญ” มาเป็นขุนพลข้างกายครั้งนี้

หันมาดูที่ “นายกฯ ตู่” ที่แม้จะชัดเจนมากขึ้นกับบเส้นทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติ และอนาคตที่ยอมรับว่า ตัวเองอยู่ทำงานในฐานะนายกฯ ได้อีกเพียง 2 ปี หรือสิ้นสุดในปี 2568 แต่ก็ยังคง “ดึงเชง” ไม่ไปเปิดตัวร่วมงานกับพรรคใหม่เสียที

โดยล่าสุดนักข่าวทำเนียบรัฐบาลก็ซักถึงแนวทางการเมืองของ “นายกฯ ตู่” อีกครั้ง ก็ได้คำตอบว่า “ถ้าสมมุติว่าต้องอยู่ ก็อยู่ได้แค่ปี 68 นั่นแหละนะ … ก็ 2 ปี ก็จะทำทุกอย่างให้มันดีที่สุด และจากนั้นต่อมาก็จะมีคนใหม่ที่เหมาะสม ที่ประชาชนยอมรับ และทำต่อแค่นั้นเอง"

ส่วนการร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ได้คำตอบเพียงว่า "ก็เดี๋ยวผมยังไม่ได้พูดเท่านั้นเอง เดี๋ยวค่อยพูด" รับกับที่เจ้าตัวระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีสาเหตุที่จะตัดสินใจ “ยุบสภา” คล้ายกับส่งสัญญาณว่า จะ “อยู่ยาว” ไปอีกระยะ ซึ่งจะครบเทอมในเดือนมีนาคม 2566

เข้าใจได้ว่าเป็นการ “ดึงเวลา” เพื่อรอ “ค่ายรวมไทยสร้างชาติ” ที่มี “หัวหน้าตุ๋ย” พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และ “เลขาฯขิง” เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ขับเคลื่อนอยู่ ยังถือเป็นพรรคใหม่ป้ายแดงได้ตั้งไข่เติบโตอีกซักระยะ ตามฟอร์มที่มองกันว่า ขณะนี้ “นั่งร้านใหม่” ของ “ลุงตู่” ยังไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควร

เท่าที่ติดตามความเคลื่อนไหว นอกเหนือจาก ส.ส.ในสภาฯ หลายสิบชีวิต ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมเปลี่ยบนสีเสื้อมาร่วมงานแล้ว ก็มีเพียงการเดินสายเปิดสาขาพรรค ที่เน้นหนักไปในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น

ที่น่าสนใจช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็จู่ๆมี “รายงานข่าว” ออกมาจากพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมุ่งประเด็นไปที่การทำพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของพรรค ตามที่มีการประเมินว่า ชื่อ “ลุงตู่” ยังได้เสียงตอบรับจากคนใต้อย่างกว้างขวาง

รายงานข่าวที่ว่า เจาะจงไปที่การปฏิเสธการมีส่วนร่วม และความสัมพันธ์กับ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส.โดยเฉพาะ มีการไล่เรียงมูลเหตุว่า จากการต่อสู้แย่งชองฐานในภาคใต้ ที่มีเจ้าถิ่นอย่าง “ค่ายสะตอ” พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมทั้ง “ค่ายลุงป้อม” พรรคพลังประชารัฐ แยกเขี้ยวขวางอยู่ ก็เลยมี “ข่าวปล่อย” ออกมาว่า “สุเทพ” มีส่วนร่วมอยู่เบื้องหลังของพรรครวมไทยสร้างชาติ

รวมทั้งตอกย้ำความสัมพันธ์ “สุเทพ-เอกนัฏ” ที่มีศักดิ์เป็นพ่อ-ลูกบุญธรรม

ทางพรรครวมไทยสร้างชาติมองว่า ความพยายามเชื่อมโยง “กำนันเทือก” กับพรรคเป็นความพยายามดิสเครดิตพรรค เพื่อไม่ให้แย่งชิงที่นั่ง ส.ส.ภาคใต้

พร้อมหยิบยกคำให้สัมภาษณ์ของ “เอกนัฏ” เมื่อช่วงตั้งพรรคที่ยืนยันว่า ในทางการเมืองได้แยกทางกับ “สุเทพ” ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 แล้ว เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย และโดยส่วนตัวก็กลับไปเป็นสมาชิกพรรค และลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์

“ที่ผ่านมา กับนายสุเทพ พูดคุยกันในฐานะครอบครัว แต่เรื่องการเมืองแยกกันชัดเจน ซึ่งในครอบครัวเคารพการตัดสินใจซึ่งกันและกัน” รายงานข่าวหยิบยกคำให้สัมภาษณ์ “เอกนัฏ” เพื่อหักล้างข่าวปล่อย พร้อมยืนยันด้วยว่า ไม่มีแนวคิดในการควบรวม พรรครวมพลัง กับพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่อย่างใด

“พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็เชื่อว่า ความเชื่อมโยง นายสุเทพ กับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะต้องการทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคเสื่อมเสีย เนื่องจากต้นทุนและความน่าเชื่อถือในทางการเมืองของนายสุเทพ แทบจะหมดสิ้นไปแล้ว หลังเคยประกาศเลิกเล่นการเมือง แต่ก็กลับคำลงมาร่วมผลักดันพรรครวมพลังประชาชาติไทย ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็นพรรครวมพลังในปัจจุบัน”

ถ้อยคำในรายงานข่าวที่มุ่งด้อยค่า “อดีตลุงกำนัน” จนแทบไม่เหลือชิ้นดี ขณะเดียวกันก็ขับความโดดเด่นของ “เอกนัฏ” ขึ้นมาว่า เป็นคนเดินสายดีลกับนักการเมืองให้มาร่วมพรรคด้วยตัวเอง โดยไม่ได้ใช้คอนเนกชัน “กำนันเทือก” แต่อย่างใด

หยิบยกกรณี “กำนันศักดิ์” พงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สุราษฎร์ธานี ซึ่งรู้กันว่าเป็น “ไม้เบื่อไม่เมา” และไม่ลงรอยกับ “สุเทพ” ในการทำการเมืองในพื้นที่เมืองหอยใหญ่ มาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า “เทพเทือก” ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคอย่างแน่นอน

แต่ต้องยอมรับว่า “สุเทพ” เองก็มีร่องรอยความสัมพันธ์แนบแน่นกับทั้ง “พล.อ.ประยุทธ์-พีระพันธุ์” และโดยเฉพาะ “เอกนัฏ” ที่เป็นคนครอบครัวเดียวกัน

ดังนั้นการตัด “สุเทพ” ออกจากสมการพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากจำเชื่อ

ทว่า ต้องมองด้วยว่า รายงานข่าวที่ออกมาจากพรรครวมไทยสร้างชาติชิ้นดี ต้องมี “ไฟเขียว” จาก “บิ๊กรวมไทยสร้างชาติ” รวมไปถึง “นายกฯ ตู่” แล้ว

ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติจะตัดขาดจาก “อดีตกำนันเทือก” ได้จริงหรือไม่ ต้องตามดูกันต่อไป.