xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ถอดบทเรียน “อาชญากรโจ๋” กร่างให้สุด! แล้วหยุดที่เรือนจำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปสดาห์ - กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เผยสถิติปี 2564 ดูแลคดีเด็กและเยาวชน จำนวน14,593 คดี โดยส่วนใหญ่เกือบ 50% เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายประมาณ 10%

เกิดคำถามขึ้นในสังคมอีกครั้ง หลังเกิดเหตุวัยรุ่นก่อคดีฆาตกรรม จนขึ้นติดเทรนด์ทวิตเตอร์ #เด็ก18ฆ่าเด็ก13 หลังก่อเหตุได้ประกันตัวในวงเงิน 20,000 บาท ไม่สำนึกไม่สลดต่อความผิด โพสต์โซเซียลฯ รอดคุก อวดบ้านรวย คุยโวรู้ช่องโหว่กฎหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชน หากกระทำผิดโทษเบา ไม่หนักเท่าผู้ใหญ่ จนกลายเป็นประเด็นร้อน ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญากับเด็กและเยาวชนในเมืองไทยต้องทบทวนหรือไม่?

ถอดบทเรียน  “คดีเยาวชนอายุ 18 ปี ฆ่าเด็กอายุ 13 ปี”  เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงต้นเดือน พ.ย. 2565 โดยผู้ก่อเหตุคือ  “นายโดม” อายุ 18 ปี บุกเข้าไปในบ้านทำร้าย “น้องฟลุ๊ค" อายุ 13 ปี โดยใช้สายไฟตีที่ศีรษะจนเลือดคั่ง และบีบคอจนขาดอากาศหายใจ จนบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติล้มหัวฟาด ทำการรักษาตัวอยู่ 4 วัน กระทั่งเสียชีวิต จนเกิดกระแสในโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้เอาผิดเยาวชนผู้ก่อเหตุด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพราะคนร้ายไร้สำนึกไม่สลดกับการกระทำ หลังได้ประกันตัวได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กทำนองว่า บ้านรวย กฎหมายทำอะไรไม่ได้ อวดรู้กฎหมายยคดีเยาวชนกระทำผิดจะหลุดคดี เยาะเย้ยญาติคนตายและข่มขู่

สำหรับกระบวนการทางกฎหมายเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ทำการจับกุม นายโดม โดยถูกแจ้ง “ข้อหาพยายามฆ่า”  ก่อนได้ถูกประกันตัวออกมา วงเงิน 2 แสน แต่มีคนเอาเงินไปวางที่นายประกัน 20,000 บาท ภายหลังเป็นกระแสสังคม ร้อยตำรวจเอก อำนวย พงษ์นัยรัตน์ รองสารวัตร (สอบสวน) เจ้าของคดี สภ.ห้วยโป่ง ชี้แจงว่าทางตำรวจได้นำตัวไปฝากขังศาล และคัดค้านการประกันตัวในชั้นสอบสวน ต่อมามีการยื่นประกันตัวผู้ต้องหาในชั้นฝากขังที่ศาล ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2565 นายประกันเตรียมนำตัว ส่งตัวศาลและฝากขังต่อที่เรือนจำ ส่วนทางด้านตำรวจเตรียมแจ้งข้อหาเพิ่ม คือ “ฆ่าคนตายโดยเจตนา”  และจะได้รับโทษในฐานะไม่ใช่เยาวชน เพราะอายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว

 ว่าที่ร้อยตรีธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยใน “รายการโหนกระแส” วันที่ 9 พ.ย. 2565 ดำเนินรายการโดย “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ให้สัมภาษณ์ต่อคดีเยาวชนกระทำผิดอาญา ตามกฎหมายถ้าอายุไม่ถึง 18 กฎหมายก็จะใช้วิธีการสำหรับเยาวชน แต่ถ้าเกิน 18 ก็ไปขึ้นศาลอาญา หรือศาลจังหวัด ตามกระบวนการเมื่อพนักงานสอบสวนรับตัวควบคุมแล้วก็จะดำเนินคดีไปตามกฎหมาย แต่ที่มองว่าอายุไม่ถึง 18 ถ้าศาลพิจารณาแล้วผู้กระทำความผิด มีสภาพเหมือนบุคคลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ศาลท่านอาจให้โอนไปพิจารณาที่ศาลอาญาหรือศาลจังหวัดได้ ให้ไปดำเนินคดีเหมือนผู้ใหญ่ โทษก็เหมือนผู้ใหญ่ ซึ่งถ้ากรณีอายุต่ำกว่า 18 ถูกจับกุม พนักงานสถานพินิจจะไปสอบภูมิหลัง สภาพแวดล้อม ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างไร ก็เอาไปประกอบสำนวนเสนอศาล

ทั้งนี้ กรณีของนายโดม อายุ 18 ปี ผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายเด็กชายอายุ 14 ปี จนถึงแก่ความตายนั้น อายุเกิน 18 ปีบริบูรณ์แล้ว เข้าราชทัณฑ์ใหญ่แน่นอน ถามว่าโทษจะเท่ากับผู้ใหญ่หรือไม่ ต้องดูพฤติกรรมพฤติการณ์ในการก่อเหตุ

อย่างไรก็ดี หนุ่ม กรรชัย ตั้งคำถามต่อมุมมองสังคมที่กำลังมองว่าโทษเยาวชนตามข้อกฎหมายไม่รุนแรงพอหรือเปล่า ทำให้เด็กก่ออาชญากรรมซ้ำ โทษไม่ได้หนัก เขาก็เรียนรู้และกล้าที่จะทำ โดนโทษไม่หนักอะไรแล้วก็ออกมาได้

 นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดีอัยการและรองโฆษกสำนักงานอัยการ อธิบายว่าในการพิจารณาคดีนั้น ถ้าอายุต่ำกว่า 18 มีภูมิหลังสภาพแวดล้อมมาอย่างไร มีพฤติกรรมกร่างใหญ่โต เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมั้ย มีการรายงาน ถ้าศาลพิจารณาสภาพร่างกาย สภาพจิต สติปัญญา ถ้าพบว่ามีสภาพเหมือนคนอายุ 18 ไปแล้ว ศาลเลือกได้ มีอำนาจโอนไปศาลจังหวัดหรือศาลอาญาเลย ก็เป็นดุลยพินิจของศาลเรื่องการลงโทษ ดูพฤติกรรมและความร้ายแรงของการกระทำ สำนึกไหมว่าการกระทำไปนั้น มีผลอย่างไร ยอมรับสารภาพไหม มีการเยียวยาผลการกระทำไหม เช่นกรณีแบบนี้ ถ้าออกมาพูดลักษณะแบบนี้ ถ้าพนักงานสอบสวน เอาคลิปหรือโพสต์ไปเข้าสู่สำนวนการสอบสวน จะเห็นว่ากระทำผิดแล้วไม่สำนึกถึงการกระทำความผิด ไม่ได้คิดที่จะแก้ไขหรือเยียวยาอะไร

อนึ่ง กฎหมายเด็กและเยาวชนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กฎหมายไม่ได้มุ่งจะลงโทษเด็ก แต่มุ่งเยียวยาให้เด็กกลับมาเป็นคนดีของสังคม ถ้าทำได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ กฎหมายก็มีลำดับอีกว่าถ้าเยียวยาไม่ได้ก็เข้าสู่กระบวนการลงโทษ การปรับแก้ไขเกี่ยวกับกฎหมายเด็ก ค่อนข้างละเอียดอ่อนที่เรามีการประชุมระหว่างประเทศตลอด เรามองว่าเด็กต้องเยียวยา

สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการรับผิดของเด็กและเยาวชน คือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 ผู้ที่อายุไม่เกิน 12 ปี ถ้าทำความผิด ไม่ต้องรับโทษ, มาตรา 74 ผู้ที่อายุ 12-15 ปี ถ้าทำความผิด ก็ไม่ต้องรับโทษ แต่กฎหมายเปิดช่องให้ศาลมีอำนาจสั่งมาตรการพิเศษ ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อฟื้นฟูเด็กที่กระทำผิดได้ เช่น วางข้อกำหนดกับผู้ปกครอง ส่งตัวไปสถานอบรม กำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติ เป็นต้น, มาตรา 75 ผู้ที่มีอายุ 15-18 ปี ถ้าทำความผิด ศาลจะพิจารณาถึงความรู้ผิดชอบ และตัดสินว่าจะสั่งลงโทษหรือไม่ ถ้าตัดสินลงโทษทางอาญาแบบคนทั่วไป จะให้ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง แต่ถ้าไม่ลงโทษ อาจกำหนดให้ดำเนินการฟื้นฟูตาม ม.74 และมาตรา 76 ผู้ที่อายุ 18-20 ปี ถ้าทำความผิด ต้องรับโทษอาญาเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่ศาลอาจให้ลดโทษ 1/3 หรือกึ่งหนึ่งก็ได้

โดยเจตจำนงของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดของเด็กและเยาวชน แตกต่างจากผู้ใหญ่เพื่อป้องกันและคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์ เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ตามอนุสัญญาที่นำทางให้รัฐบาลคุ้มครองสิทธิเด็กในประเทศอย่างเท่าเทียม ซึ่งประเทศไทยลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2535 โดยมีมีเนื้อหาระบุว่า หากต้องดำเนินคดีกับเด็กและเยาวชนที่ทำผิด จะต้องทำแตกต่างจากผู้ใหญ่ และมุ่งทำให้เด็กกลับเข้าสู่สังคมไวที่สุด บนฐานที่เชื่อว่าเด็กอาจมีสาเหตุการทำผิดจากความอ่อนเยาว์และสภาพแวดล้อม ดังนั้น การเพิ่มโทษคดีเยาวชน เป็นการขัดอนุสัญญาสิทธิเด็กที่ไทยให้สัตยาบันไว้

อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์การลงโทษคดีเด็กและเยาวชนทางกฎหมาย มองว่าด้วยความที่เป็นยังอ่อนต่อโลกจึงไม่ควรมีโทษอัตราเดียวกับผู้ใหญ่ ส่วนบทลงโทษจะพิจารณาจากหลายปัจจัย วุฒิภาวะ ประสบการณ์ ฯลฯ โทษทัณฑ์ที่ได้รับจะไม่หนักเท่าวัยผู้ใหญ่ อีกทั้ง การผลักดันเข้าเรือนจำโดยไม่ได้แก้ในเชิงพฤติกรรม ผู้เยาว์จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ออกมากระทำผิดมากกว่าเดิมก็เป็นได้

 พันตำรวจโท กฤษณพงค์ พูตระกูล  นักอาชญวิทยา ให้ความเห็นต่อกระแสสังคมที่เรียกร้องให้ดำเนินคดีผู้เยาว์ให้เด็ดขาดมากขึ้น ในทางอาชญวิทยามองว่าจะทำให้เด็กเยาวชนที่ถูกลงโทษเกิดความเคียดแค้น กดดัน และก่อเหตุที่รุนแรงมากขึ้น ดังนั้น การดำเนินคดีเด็กและเยาวชนต้องการลงโทษเพื่อให้เกิดการแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรมมากกว่า มีกระบวนการควบคุมอบรม เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเยาวชนผู้ก่อเหตุ เป็นต้น

ในมุมมองของนักฎหมายสะท้อนตัวบทกฎหมายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนได้มาตรฐานแล้ว เพียงแต่ช่องโหว่อยู่ที่การบังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็นกลไกการฟื้นฟูและบริหารจัดการที่ไม่ดีพอ ขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนเพื่อฟื้นฟูเด็ก หรือจำนวนเยาวชนผู้กระทำผิดล้นคุก ส่งผลให้ขาดประสิทธิภาพในการอบรมฟื้นฟู ฯลฯ

อีกทั้ง มีรายงานเชิงสื่อเชิงสืบสวนสะท้อนว่าบทลงโทษที่หนักแบบผู้ใหญ่ ไม่ได้ทำให้เด็กและเยาวชนเกรงกลัวจนไม่กล้ากระทำผิด ยิ่งไปกว่านั้น เด็กและเยาวชนกลุ่มที่ได้รับโทษหนักเช่นเดียวกับผู้ใหญ่หลังได้รับการปล่อยตัว แนวโน้มที่จะกระทำผิดซ้ำๆ ถี่ขึ้นอีกด้วย