xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

การติดตามข่าวสารทางการเมืองกับการเลือกพรรคการเมือง / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"


ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตัวแทนเพื่อทำหน้าที่นิติบัญญัติและบริหารเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งของประชาชนทุกคน เพราะหมายถึงเรากำลังมอบอนาคตที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของเราเองให้กับบรรดาตัวแทนที่ได้รับเลือก มากไปกว่านั้นยังหมายถึงเรากำลังวางเดิมพันอนาคตของประเทศด้วย หากเลือกได้ถูกต้องเหมาะสม ประเทศก็มีโอกาสเจริญรุ่งเรือง และปัญหาต่าง ๆ จะได้รับการแก้ไขอย่างเต็มกำลัง แต่หากเลือกผิดพลาดเส้นทางแห่งความล้มเหลวก็อยู่ไม่ไกล ความทุกข์ยากก็จะแผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วแดนดิน

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยให้การเลือกตัวแทนและพรรคการเมืองได้ดีขึ้นคือ การติดข่าวข่าวสารทางการเมือง ยิ่งมีการติดตามข่าวสารการเมืองเป็นประจำก็ยิ่งทำให้รับรู้และเข้าใจความคิดความเชื่อ และบทบาทของนักการเมืองและพรรคการเมืองได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างชัดเจนว่า เราจะเลือก หรือไม่เลือกบุคคลและพรรคการเมืองใดเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศ และหากการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างครบถ้วนรอบด้าน มีความความน่าเชื่อถือ และมีความถูกต้อง ก็จะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในการตัดสินใจได้

ขณะที่การไม่สนใจติดตามข่าวสารข้อมูลการเมือง หรือติดตามแบบผ่าน ๆ ดูแต่พาดหัวข่าว โดยไม่เข้าไปอ่านรายละเอียด จะทำให้ได้ข้อมูลแบบเสี่ยงเสี้ยวและเป็นข้อมูลที่เจือปนด้วยอารมณ์สูง เพราะการพาดหัวข่าวมุ่งผลิตข้อความเพื่อดึงดูดใจผู้อ่าน ดังนั้นจึงมักเป็นถ้อยความที่ดุเดือด เร่าร้อน และรุนแรง ซึ่งหากอ่านโดยไม่ไตร่ตรองและไม่ดูรายละเอียดแล้ว ก็จะก่อให้เกิดการตีความผิดและเข้าใจผิดได้ง่าย ส่งผลให้คุณภาพการตัดสินใจของเราด้อยลง การตัดสินใจของเราก็จะถูกชักจูงโดยนักฉวยโอกาสทางการเมืองได้ง่าย และหากนักฉวยโอกาสทางการเมืองได้รับเลือกเข้าไปบริหารประเทศ พวกเขาก็จะนำพามาซึ่งความสิ้นหวังและความตกต่ำของสังคม ซึ่งส่งผลกระทบทางลบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างไม่อาจประมาณได้

อย่างไรก็ตาม การติดตามข่าวสารทางการเมืองในทางที่เสริมสร้างปัญญาและความเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างมีคุณภาพสามารถทำได้ไม่ยาก สิ่งที่สำคัญคือ การเปิดใจให้กว้างในการรับฟังข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน ไม่ว่าข้อมูลข่าวสารนั้นจะสอดคล้อง หรือขัดแย้งกับความเชื่อหรือจุดยืนทางการเมืองของเราหรือไม่ก็ตาม และต้องนำข้อมูลข่าวเหล่านั้นมาพิจารณาไตร่ตรองและประเมินอย่างรอบคอบ เพื่อตัดสินว่าข้อมูลข่าวสารที่เราได้มามีความเชื่อถือได้หรือไม่ เป็นข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง หรือเป็นข้อมูลข่าวสารปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของบางคนบางกลุ่ม

สิ่งที่พึงหลีกเลี่ยงอีกอย่างหนึ่งคือ การรับฟังข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว เพราะเป็นการตอกย้ำความเชื่อหรืออคติเดิมที่มีแล้วในใจเราให้ผนึกแน่นยิ่งขึ้น ส่งผลให้ความคิดของเราคับแคบ หนักเข้าก็จะกลายเป็นผู้คลั่งไคล้บูชาบุคคล หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมืดบอด และมองผู้เห็นต่างเป็นศัตรูไปเสียหมด อันนำไปสู่จุดจบของปัญญาและความมีเหตุผล ซึ่งหมายถึงกระทบต่อความเป็นมนุษย์ของเราด้วย เพราะปัญญาและความมีเหตุผลนั้นเป็นคุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์ประเภทอื่น ๆ ซึ่งดำเนินชีวิตไปด้วยสัญชาติญาณและความรู้สึกเป็นหลัก

ในการสำรวจคะแนนนิยมรายไตรมาสครั้งที่ 3 ของนิด้าโพลเมื่อปลายเดือนกันยายน 2565 นิด้าโพลได้เพิ่มคำถามเกี่ยวกับการติดตามข่าวสารทางการเมืองของประชาชน ข้อมูลจากการสำรวจน่าสนใจมาก มีประชาชนประเภทที่เรียกว่าเป็น “คอการเมือง” หรือติดตามข้อมูลข่าวสารบ่อยมากเป็นประจำอยู่ร้อยละ 17.8 (ดูตารางที่ 1) บรรดาคอการเมืองเกือบทั้งหมดตัดสินใจแล้วว่า จะสนับสนุนพรรคการเมืองใด มีเพียงร้อยละ 9.89 (ดูตารางที่ 2) เท่านั้นที่ระบุว่า ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใด นั่นหมายความว่า กลุ่มคอการเมืองมีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน และประมาณเกือบครึ่งของคอการเมือง หรือร้อยละ 44.72 สนับสนุนพรรคเพื่อไทย รองลงมาหรือร้อยละ 13.03 สนับสนุนพรรคก้าวไกล และที่น่าสนใจคือ กรณีพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชารัฐ ปรากฏว่า กลุ่มคอการเมืองสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์เล็กน้อย แม้ว่าการสนับสนุนของประชาชนในภาพรวมต่อพรรคการเมืองในครั้งนี้ ประชาชนจะสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าพรรคพลังประชารัฐก็ตาม

ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่ไม่ติดตามข้อมูลข่าวสารทางการเมืองเลย หรือเรียกอีกอย่างว่า “ผู้ห่างเหินการเมือง” มีสัดส่วนร้อยละ 17.68 ซึ่งเป็นตัวเลขที่พอ ๆ กันพวกคอการเมือง ขนาดตัวเลขของกลุ่มห่างเหินทางการเมืองบ่งบอกว่า คนไทยประมาณหนึ่งในห้ามองการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว ไม่สนใจไยดีในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองแม้แต่น้อย สิ่งนี้อาจเป็นปัญหาประการหนึ่งของการพัฒนาการทางเมืองไทย และเห็นได้ชัดว่ากลุ่มห่างเหินการเมืองประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 42.3 ระบุว่าไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงอยู่ไม่น้อย

ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่คอการเมือง แต่ก็ยังสนใจสถานการณ์บ้านเมืองอยู่บ้าง มีการติดตามข้อมูลข่าวสารทางการเมืองค่อนข้างบ่อย กลุ่มนี้มีร้อยละ 26.2 กลุ่มนี้เรียกว่า “ผู้สังเกตการเมือง” เป็นพลเมืองที่มีความสนใจความเป็นไปของบ้านเมือง ติดตามฝ้าสังเกตบทบาทของพรรคการเมืองและนักการเมืองอย่างใกล้ชิด ในการสนับสนุนพรรคการเมือง ปรากฏว่ากลุ่มผู้สังเกตการเมืองร้อยละ 35.57 สนับสนุนพรรคเพื่อไทย รองลงมาร้อยละ 17.71 สนับสนุนพรรคก้าวไกล ส่วนระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ปรากฏว่าสัดส่วนของกลุ่มผู้สังเกตการเมืองสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าพรรคพลังประชารัฐอยู่เล็กน้อย

ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยติดตามข่าวสารบ้านเมือง อาจจะรับฟังข่าวสารบ้างตามโอกาส กลุ่มนี้เรียกว่า เป็น “ผู้กวาดตามองการเมือง” ซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุดหรือร้อยละ 38.32 ผู้กวาดตามองการเมือง อาจติดตามข่าวสารประเภทพาดหัว หรือฟังข่าวสั้น ๆ เป็นหลัก สนใจการเมืองอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก อย่างไรก็ตามกลุ่มนี้ ก็ยังคงสนับสนุนพรรคเพื่อไทยมากเป็นลำดับหนึ่ง และตามมาด้วยพรรคก้าวไกล เช่นเดียวกันกับกลุ่มอื่น ๆ

มีข้อสังเกตอีกบางประการคือ 1) แนวโน้มการไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดมีสูงขึ้น เมื่อการติดตามข่าวสารน้อยลง กลับกันหากติดตามข้อมูลข่าวสารมาก ประชาชนก็ยิ่งสามารถสรุปจุดยืนทางการเมืองของตนเองได้ชัดเจน และ 2) ในภาพรวมเมื่อนำตัวเลขของกลุ่มที่ติดตามการเมืองบ่อยมากกับกลุ่มที่ค่อนข้างติดตามมารวมกันจะอยู่ที่ร้อยละ 44.0 ซึ่งน้อยกว่าตัวเลขผลรวมของกลุ่มที่ไม่ค่อยติดตามและไม่ติดตามเลย แสดงว่าคนไทยส่วนใหญ่นั้นยังคงเป็น “ผู้กวาดตามองการเมือง” กับ “ผู้ห่างเหินทางการเมือง” ขณะที่กลุ่ม “คอการเมือง” และ “ผู้สังเกตการเมือง” ยังคงเป็นส่วนน้อย

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ เราคงไม่สามารถทำให้พลเมืองทุกคนเป็น “คอการเมือง” ได้ เพราะนั่นออกจากฝืนธรรมชาติไปหน่อย แต่เราสามารถทำให้พลเมืองเปลี่ยนจาก “ผู้กวาดตามองทางการเมือง” เป็น “ผู้สังเกตการเมือง” ได้ การเป็นผู้สังเกตการเมืองนั้นจะช่วยยกระดับการรับรู้และเข้าใจข้อมูลข่าวสารทางการเมืองทั้งในระดับกว้างและลึกให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้พลเมืองใช้เป็นปัจจัยนำเข้าเพื่อตัดสินใจอย่างมีคุณภาพมากขึ้น และเมื่อพลเมืองมีการตัดสินใจทางการเมืองที่เปี่ยมด้วยคุณภาพแล้ว โอกาสจะเกิดความผิดพลาดก็มีน้อย และอาจทำให้สังคมไทยมีโอกาสหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ (vicious circle) ทางการเมืองในอนาคตได้