xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

การจำแนกประเภทพรรคการเมืองไทย (จบ) (Typology of Thai Political Parties) / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


พรรคก้าวไกลขณะหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)
"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"


สังคมไทยเคยปรากฏพรรคการเมืองประเภทพรรคมวลชนฐานชนชั้นอยู่พรรคหนึ่ง แต่เป็นพรรคที่ไม่ได้ใช้แนวทางต่อสู้ในระบบเลือกตั้ง และปัจจุบันล่มสลายไปแล้ว นั่นคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่มีฐานมวลชนหลักเป็น ชาวนา ซึ่งแตกต่างจากพรรคคอมนิสต์ในยุโรปที่มีฐานมวลชนเป็น ผู้ใช้แรงงาน ส่วนพรรคการเมืองแนวสังคมนิยมที่เป็นพรรคในระบบรัฐสภาที่เคยปรากฏขึ้นอย่างมีนัยสำคัญช่วงปี 2517-19 ก็แตกต่างจากพรรคแนวสังคมนิยมในยุโรปเช่นเดียวกัน

พรรคแนวสังคมนิยมในประเทศไทยมีแนวโน้มเป็นพรรคเลือกตั้งประเภทกุมกรอบนโยบาย (programmatic party) ส่วนพรรคแนวสังคมนิยมของยุโรปในยุคแรกมีลักษณะเป็นพรรคมวลชนฐานชนชั้นผู้ใช้แรงงาน แต่ในปลายศตวรรษที่ 20 วิวัฒนาการเป็นพรรคเลือกตั้งแบบกุมกรอบนโยบาย ส่วนพรรคแนวสังคมนิยมในประเทศไทยล่มสลายหายไปเกือบหมดสิ้น แม้ว่าผู้นำแรงงานบางกลุ่มพยายามจัดตั้งพรรคแนวนี้ขึ้นมาใหม่ในยุคปัจจุบัน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งแต่อย่างใด

หลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และมีการเลือกตั้งในปี 2562 พรรคการเมืองหนึ่งชื่อพรรคอนาคตใหม่ปรากฎตัวขึ้นมาในฐานะเป็นพรรคที่ต่อต้านและวิพากษ์รัฐอำนาจนิยม พรรคถูกจัดตั้งขึ้นมาในเดือนมีนาคม 2561 เพื่อส่งสมาชิกแข่งขันเลือกตั้งในปี 2562 พรรคชนะการเลือกตั้งเป็นลำดับ 3 ได้รับการสนับสนุนจากผู้เลือกตั้งประมาณ 6.3 ล้านคะแนน หรือ 17.8 % ของผู้ลงคะแนนเสียงทั้งหมด และได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 81 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่วันหลังเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคก็ถูกสั่งให้พ้นสภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ และต่อมาในปี 2563 พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบด้วยคำศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน แกนนำและสมาชิกคนสำคัญของพรรคได้เข้าไปสังกัดพรรคก้าวไกล และสืบทอดรักษาจุดยืนและความคิดทางการเมืองดั้งเดิมของพรรคอนาคตใหม่เอาไว้ หลังจากนั้น พรรคก้าวไกลก็ได้แสดงบทบาทที่โดดเด่นในเรื่องการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และการผลักดันกฎหมายตามนโยบายของพรรค

พรรคอนาคตใหม่จัดตั้งโดยนักธุรกิจรุ่นใหม่ นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางสังคม แกนนำหลักของพรรคเกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มคนหน้าใหม่ของสนามการเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่หน้าใหม่สำหรับการเมืองภาคประชาชน และหลายคนเคยเป็นอดีตผู้นำนักศึกษา โครงสร้างองค์กรของพรรคมิได้กระชับแน่นแบบพรรคฐานมวลชน หากแต่เป็นโครงสร้างแบบหลวม ที่เชื่อมโยงด้วยความคิดและจุดยืนทางการเมืองที่คล้ายคลึงกัน ผู้สนับสนุนพรรคเกือบทั้งหมดเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีจุดยืนทางการเมืองต่อต้านระบอบอำนาจนิยมของรัฐบาลทหาร เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ หัวหน้าและแกนนำหลักถูกตัดสิทธิทางการเมือง แกนนำและส.ส.ส่วนใหญ่ที่เหลือก็สืบสานภารกิจต่อในนามพรรคก้าวไกล ขณะที่ ส.ส.บางส่วนที่ยังคงมีความเชื่อมโยงกับการเมืองระบบอุปถัมภ์ก็อาศัยจังหวะที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบย้ายไปสังกัดพรรคแนวอุปถัมภ์ใหม่ของนายทุนท้องถิ่น

ในช่วงเริ่มต้นของการจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่และการต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง เงินทุนและทรัพยากรส่วนใหญ่ของพรรคมาจากหัวหน้าพรรค ไม่ได้มาจากการสนับสนุนอย่างกว้างขวางของสมาชิกแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม พรรคมีความพยายามในการแสวงหาและขยายฐานทรัพยากรให้กว้างขึ้น แนวปฏิบัตินี้ปรากฏชัดในเวลาต่อมาในนามพรรคก้าวไกล ซึ่งประสบความสำเร็จไม่น้อยในการระดมการสนับสนุนจากประชาชน ในปี 2565 พรรคได้รับการจัดสรรเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเงินจากผู้เสียภาษีบริจาคให้พรรคการเมืองมากเป็นลำดับหนึ่งในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลาย โดยได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุน 30.14 ล้านบาท

ประเด็นที่บ่งบอกว่า พรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล ไม่ใช่พรรคเลือกตั้งส่วนบุคคลแบบพรรคเพื่อไทยหรือพรรคพลังประชารัฐ คือ พรรคยังคงสามารถดำเนินการต่อไปได้ และยังสามารถแสดงบทบาทที่โดดเด่นทางการเมือง แม้ว่าปราศจากกลุ่มผู้นำเดิมแล้วก็ตาม อีกทั้งกลุ่มผู้นำใหม่ที่เข้ามาก็ไม่ใช่เครือญาติ หรือเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ของกลุ่มผู้นำเดิม หากแต่เป็นกลุ่มที่มีใกล้ชิดกันในเชิงความคิดและจุดยืนทางการเมืองมากกว่า ในแง่นี้ จึงอาจอนุมานในเบื้องต้นว่า พรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกลเป็นพรรคเลือกตั้งแบบกุมกรอบนโยบาย พรรคลักษณะนี้มีกรอบวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน มีชุดนโยบายที่มีสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีกลุ่มผู้สนับสนุนที่ชัดเจน ซึ่งมีจุดยืนทางการเมืองสอดคล้องกับพรรค

กรอบวิสัยทัศน์และชุดนโยบายหลักของพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกลประกอบด้วย 1) การนำเสนอชุดความคิดแบบเสรีนิยมทางการเมือง ซึ่งแสดงออกโดยการต่อต้านระบอบอำนาจนิยม การยกเลิกการเกณฑ์ทหาร การปฏิรูปกองทัพ การล้างมรดกรัฐประหาร การสนับสนุนสิทธิมนุษยชน และสนับสนุนการกระจายอำนาจ 2)ชุดความคิดทางสังคมเป็นแบบสังคมประชาธิปไตย (social democracy) ดังการเสนอ ระบบรัฐสวัสดิการหรือสวัสดิการแบบทั่วหน้า และการลงทุนด้านการศึกษา 3) ชุดความคิดด้านเศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจแนวเสรีนิยมที่เน้นการแข่งขัน ดังการเสนอ นโยบายต่อต้านการผูกขาดทางเศรษฐกิจ นอกจากชุดความคิดเชิงนโยบายที่มีรากฐานจากอุดมการณ์การเมืองแบบดั้งเดิมแล้ว พรรคอนาคต-ก้าวไกลยังนำเสนอชุดนโยบายที่วางอยู่บนรากฐานของอุดมการณ์สมัยใหม่ อันได้แก่ อุดมการณ์นิเวศนิยม โดยการสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และอุดมการณ์พหุวัฒนธรรมนิยม เรื่องการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและทางเพศ

นอกเหนือจากชุดนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงแล้ว สิ่งที่บ่งบอกว่าพรรคก้าวไกลมิใช่พรรคเลือกตั้งส่วนบุคคลอีกประการคือ การแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรคผ่านกลไกรัฐสภา ด้วยการเสนอร่างกฎหมายจำนวนมากที่สอดคล้องกับความคิดและอุดมการณ์ที่เป็นกรอบนโยบายของพรรค เช่น เรื่องสมรสเท่าเทียม (เชื่อมโยงกับพหุวัฒนธรรมนิยม) สุราก้าวหน้า (เชื่อมโยงกับเสรีนิยมและการต่อต้านการผูกขาด) การยกเลิกการเกณฑ์ทหาร การยกเลิกประกาศคณะรัฐประหาร (เชื่อมโยงกับการต่อต้านอำนาจนิยม) เป็นต้น แม้ว่าในร่างกฎหมายทั้งหมดที่เสนอ มีเพียง 2 เรื่องเท่านั้นที่ผ่านวาระ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรไปได้ นั่นคือ เรื่องสมรสเท่าเทียม และสุราก้าวหน้า แต่การความพยายามในการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ตามชุดกรอบความคิด ย่อมแสดงให้เห็นว่า พรรคก้าวไกลมิใช่พรรคเลือกตั้งส่วนบุคคล หากแต่มีลักษณะเป็น “พรรคเลือกตั้งแบบยึดกุมกรอบนโยบาย” ที่เชื่อมโยงกับอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน

การเติบโตและขยายตัวของพรรคก้าวไกลในอนาคต ขึ้นอยู่กับทั้ง ปัจจัยภายนอก เช่น การขยายตัวของคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดใหม่ การเปลี่ยนแปลงความคิดของกลุ่มคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ การคุกคามจากฝ่ายอำนาจนิยม เป็นต้น และปัจจัยภายในพรรคเอง เช่น ความมั่นคงในจุดยืนและอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคแบบ “พหุสังคมเสรีประชาธิปไตย” (การบูรณาการระหว่างอุดมการณ์พหุวัฒนธรรมนิยม สังคมสวัสดิการ และเสรีนิยมทางเศรษฐกิจและการเมือง) ความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นจริง ความสามารถในการสร้างและพัฒนาความเป็นสถาบันของพรรค และความสามารถในการรักษาและขยายฐานการสนับสนุนจากประชาชน

นอกเหนือจากพรรคกุมกรอบนโยบายแล้ว ยังมีพรรคการเมืองอีกประเภทหนึ่งในบริบทการเมืองไทยนั่นคือ พรรคอุปถัมภ์ใหม่ของชนชั้นนำท้องถิ่น พรรคแบบนี้เกิดจาก การรวมตัวของ ส.ส. ที่เป็นนายทุนชนชั้นนำท้องถิ่น และอาจมีนายทุนระดับชาติเข้ามาผสมอยู่บ้าง พรรคแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อเข้าถึงอำนาจรัฐเป็นหลัก มีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน คือการเข้าร่วมรัฐบาล หรือในบางกรณี้หากโอกาสก็เป็นพรรคแกนนำจัดจั้งรัฐบาลเสียเอง แกนนำของพรรคลักษณะนี้มีฐานเสียงที่มั่นคงจำนวนหนึ่งในเขตเลือกตั้ง การได้มาซึ่งอำนาจและรักษาอำนาจอาศัยระบบอุปถัมภ์เป็นฐาน ขนาดของพรรคขยายและหดหัวตามขอบเขตของเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ หากมีขอบเขตระบบอุปถัมภ์คับแคบก็จะเป็นพรรคอุปถัมภ์ระดับจังหวัด หากขอบเขตกว้างหน่อยก็จะเป็น พรรคอุปถัมภ์ระดับกลุ่มจังหวัด หรือภูมิภาค และอาจจะขยายตัวไปถึงระดับประเทศก็ได้ หากแกนนำของพรรคสามารถดึงดูดกลุ่มอุปถัมภ์ระดับจังหวัด (หรือที่เรียกในภาษาการเมืองไทยปัจจุบันว่า “บ้านใหญ่” ) หรือควบรวมคุมพรรคอุปถัมภ์เล็ก ๆ ให้เข้ามาอยู่ร่วมในพรรคเดียวกันได้

พรรคการเมืองแบบอุปถัมภ์ใหม่เป็นพรรคการเมืองที่มีความเชื่อมโยงกับอุดมการณ์ทางการเมืองน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ นโยบายถูกผลิตขึ้นมาเพื่อหาเสียงและสร้างคะแนนนิยมเป็นหลัก ทั้งยังมีลักษณะที่ปะปน สับสน และขัดแย้งกันเอง หรือเลือกใช้เฉพาะบางประเด็นที่สามารถตอบสนองประโยชน์ของกลุ่มแกนนำพรรคได้ ยุทธศาสตร์ในการชนะเลือกตั้งของพรรคประเภทนี้ คือ การใช้ยุทธศาสตร์ซื้อเสียง ผ่านกลไกหัวคะแนนที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของแกนนำหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค และในบางพื้นที่ก็อาจใช้ความรุนแรงคุกคามเพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่คู่แข่ง หากพรรคประเภทเป็นรัฐบาลหรือเป็นรัฐมนตรีกระทรวงใดก็จะจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรจำนวนมากไปยังจังหวัดที่เป็นฐานที่มั่นหลักของตนเอง

เมื่อผู้นำกลุ่มอุปถัมภ์หลักพรรคการเมืองประเภทนี้กำลังหมดบทบาททางการเมือง พวกเขาพยายามสร้างทายาทที่เป็นเครือญาติเข้ามาสืบทอดธุรกิจอำนาจในจังหวัดต่อไป แต่หากผู้นำรุ่นใหม่ไม่สามารถรักษาสถานภาพของอำนาจเอาไว้ได้ ก็อาจยุบพรรค และแกนนำก็เข้าไปสังกัดพรรคใหม่ที่เป็นพรรคประเภทเดียวกัน หรืออาจถูกดูดไปสู่พรรคเลือกตั้งส่วนบุคคลที่มีขนาดใหญ่ก็ได้ สำหรับการเมืองไทย พรรคอุปถัมภ์ใหม่ของชนชั้นนำท้องถิ่น บางทีเรียกว่า “พรรคจังหวัด” หรือ “พรรคบ้านใหญ่” พรรคการเมืองไทยที่มีลักษณะใกล้เคียงกับประเภทอุปถัมภ์ใหม่มีอยู่หลายพรรคทีเดียว บางพรรคก็กำลังอยู่ในช่วงขยายตัวและเติบโต เช่น พรรคอุปถัมภ์แถบอีสานใต้ แต่หลายพรรคก็อยู่ในช่วงที่ร่วงโรยถดถอย เช่น พรรคอุปถัมภ์แถบภาคตะวันตก เป็นต้น

พรรคการเมืองประเภทสุดท้ายในปัจจุบันคือ พรรคเลือกตั้งแบบแตะทุกกลุ่ม การดำเนินงานของพรรคขึ้นอยู่กับกลุ่มคณะผู้บริหารหลักของพรรค ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้นำพรรคเพียงผู้เดียวดังพรรคเลือกตั้งส่วนบุคคล พรรคมีความต่อเนื่องแม้ว่าผู้นำหมดบทบาททางการเมือง แต่พรรคไม่มีกรอบวิสัยทัศน์ที่เชื่อมโยงกับอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน ชุดของนโยบายถูกผลิตออกมาอย่างหลากหลาย โดยมีเป้าหมายในการตอบสนองคนทุกกลุ่ม เพื่อชัยชนะในการเลือกตั้ง ในบางสถานการณ์หรือบางพื้นที่ พรรคแบบแตะทุกกลุ่มอาจรับนักการเมืองแบบนายทุนท้องถิ่นเข้ามาเสริม เพื่อขยายฐานคะแนนเสียงของพรรค อาจกล่าวได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีลักษณะใกล้เคียงกับพรรคแบบแตะทุกกลุ่มมากที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองไทย
กล่าวโดยสรุป ในยุคปัจจุบัน พรรคการเมืองที่ดำรงอยู่และมีบทบาททางการเมืองในระบบรัฐสภาไทยมี 4 ประเภทคือ 1) พรรคเลือกตั้งส่วนบุคคล (พรรคการเมืองไทยส่วนใหญ่เป็นพรรคประเภทนี้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคขนาดใหญ่ หรือขนาดเล็กก็ตาม) 2) พรรคเลือกตั้งแบบกุมกรอบนโยบาย (ปัจจุบันมีพรรคเดียว) 3) พรรคเลือกตั้งแบบแตะทุกกลุ่ม (มีพรรคเดียว) และ 4) พรรคอุปถัมภ์ใหม่ของชนชั้นนำท้องถิ่น (มีหลายพรรค และเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมจากนักการเมืองที่เป็นชนชั้นนำท้องถิ่นไม่น้อย) พรรคอีกประเภทหนึ่งที่เริ่มมีการจัดตั้งขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่มีบทบาททางการเมืองในระบบรัฐสภา นั่นคือ พรรคเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายเสรี กับ พรรคขวาสุดโต่งหลังสังคมอุตสาหกรรม ส่วนพรรคที่ไม่ปรากฏและยากที่จะเกิดขึ้นได้ในการเมืองไทยคือ พรรคมวลชนฐานชนชั้น ฐานศาสนา และฐานชาติพันธุ์