ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - หลังการต่อสู้ทวงถามติดตาม “คดีบิลลี่ - นายพอละจี รักจงเจริญ” ผู้เป็นสามีหายสาปสูญนานกว่า 8 ปี ของ “มึนอ - พิณนภา พฤกษาพรรณ” ผู้เป็นภรรยา และเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน ในที่สุด อัยการสูงสุด ก็มีคำสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร และพวกรวม 4 คน ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน”
ขณะที่ท่าทีของนายชัยวัฒน์ อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ผู้ที่ได้ฉายา “วีรบุรุษแก่งกระจาน” หลังรับทราบข้อกล่าวหาออกแนวมั่นมากไม่หนักใจและไม่กังวล แม้จะเปลี่ยนสถานะจากผู้พิทักษ์ป่า-ข้าราชการพลเรือนดีเด่นมาเป็นผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมบิลลี่เป็นที่เรียบร้อย
คำสั่งฟ้องของสำนักงานอัยการสูงสุด ลงนามโดยนายกุลธนิต มงคงสวัสดิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการแทนอัยการสูงสุด ที่ส่งหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2565 ระบุความเห็นสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร และพวกรวม 4 คน ใน 4 ข้อหา ประกอบด้วย
1.ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่ตามที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนกระทำไว้
2.ร่วมกันโดยมีอาวุธข่มขืนใจโดยให้ผู้อื่นกระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง
3.ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย และ 4.ร่วมกันทุจริตหรืออำพรางคดี กระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะมำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป
นายพอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยงในการอยู่อาศัยและทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 2557 ขณะที่มีอายุได้ 30 ปี โดยนายชัยวัฒน์ อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ยอมรับว่าในวันดังกล่าวเขาได้ควบคุมตัวบิลลี่ไว้ในข้อหาครอบครองน้ำผึ้งป่าอย่างผิดกฎหมายแต่ได้ปล่อยตัวไปในวันเดียวกัน
นับแต่นั้นเป็นต้นมาไม่มีผู้พบตัวนายบิลลี่ ขณะที่นางพิณนภา หรือ มึนอ ผู้เป็นภรรยา ร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ดำเนินเรื่องติดตามการหายตัวของบิลลี่อย่างไม่ลดละ กระทั่งเมื่อเดือน มิ.ย. 2561 หรือ 5 ปีหลังการสูญหาย กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้รับคดีการหายตัวไปของบิลลี่เป็นคดีพิเศษ
ต่อมาเมื่อเดือน ก.ค. 2562 ดีเอสไอ เปิดเผยหลักฐานสำคัญเชื่อมโยงการหายตัวไปของบิลลี่ คือ กระดูกกะโหลกมนุษย์ในถังขนาด 200 ลิตรที่จมอยู่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวนเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน และได้รับการยืนยันจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ว่าเป็นชิ้นส่วนกะโหลกของบิลลี่ ผ่านการตรวจด้วยวิธี “ไมโตรคอนเดรีย ดีเอ็นเอ” หรือการตรวจหาสารพันธุกรรมจากสายทางมารดา และพบว่ากระดูกที่พบมีสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ มารดาของบิลลี่
หลังจากนั้น ดีเอสไอลงพื้นที่ตรวจสอบหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมทั้งสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง กระทั่งวันที่ 23 ธ.ค. 2562 ดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ และพวก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ใน 6 ข้อหา โดยหนึ่งในนั้นคือข้อหาฆาตกรรมบิลลี่
ถัดมา ช่วงเดือน ม.ค. 2563 อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันฆ่าบิลลี่ โดยมีข้อโต้แย้งต่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของดีเอสไอ ซึ่งอัยการคดีพิเศษ ระบุว่า การตรวจหาสารพันธุกรรมด้วยวิธีไมโตรคอนเดรีย DNA ยังไม่ใช่วิธีการที่น่าเชื่อถือ จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าชิ้นส่วนกะโหลกมนุษย์ที่พบเป็นกะโหลกของนายพอละจี จึงไม่สามารถตั้งข้อหาฆาตกรรมเพราะบอกไม่ได้ว่านายพอละจีเสียชีวิตแล้วจริง
อย่างไรก็ตาม อัยการมีเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1-3 คือนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, นายบุญแทน บุษราคัม, นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ ในข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/2, 172 และเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 4 คือนายกฤษณพงศ์ จิตต์เทศ ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้กระทำความผิดดังกล่าวข้างต้น
ส่วนข้อกล่าวหาอื่น สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 เห็นว่าทางคดีไม่มีประจักษ์พยานและพยานแวดล้อมเพียงพอที่จะเชื่อมโยงว่าผู้ต้องหาทั้งสี่ได้ร่วมกันกระทำผิด มีพยานหลักฐานไม่พอฟ้องจึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง
หลังจากอัยการคดีพิเศษมีคำสั่งไม่ฟ้องนายชัยวัฒน์และพวกในข้อหาฆ่าบิลลี่ ทางดีเอสไอกลับไปรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยวันที่ 11 ส.ค. 2563 ดีเอสไอได้ส่งสำนวนคดีฆาตกรรมนายพอละจี พร้อมความเห็นของพ.ต.ท. กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งมีความเห็นแย้งกับความเห็นของอัยการคดีพิเศษ ไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการสูงสุด เป็นผู้ชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์และพวกในคดีนี้หรือไม่ กระทั่งเป็นที่มาของคำสั่งอัยการสูงสุดฟ้องนายชัยวัฒน์ และพวก ในข้อหาฆาตกรรมบิลลี่ในที่สุด
กล่าวสำหรับเส้นทางชีวิตของนายชัยวัฒน์ เขาเป็นชาวอำเภอท่ายาง จ.เพชรบุรี ชื่อเล่นว่า “อี่” เกิดวันที่ 5 ม.ค. 2507 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต การจัดการทรัพยากรป่าไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ปริญญาโท วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต การบริหารทรัพยากรป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นบุคคลที่สื่อบางสำนักรายงานว่ามีบุคลิกนุ่มนวล ใจนักเลง รักพวกพ้อง ทั้งยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลดังเมืองเพชรบุรี
ในชีวิตราชการเขามีความก้าวหน้าเติบโตต่อเนื่อง เคยรับผิดชอบโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพพื้นที่เขานางพันธุรัตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เคยเป็นหัวหน้าวนอุทยานชะอำ ก่อนจะมารับตำแหน่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานระหว่างปี 2551 – 2557 และเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) และผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ก่อนถูกปลดออกจากราชการ
นอกจากนั้น เขายังเคยเป็นหัวหน้าและที่ปรึกษาชุดพญาเสือ ที่สามารถตรวจสอบ จับกุมการกระทำผิดตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ โดยคดีครึกโครมที่เข้าร่วมตรวจสอบพยานหลักฐานคือคดียิงเสือดำที่มีเจ้าสัวบริษัทยักษ์ใหญ่ตกเป็นจำเลย
ชื่อของนายชัยวัฒน์ มีทั้งคนชอบ คนชัง และคนแช่ง โดยมีกรณีที่ตกเป็นข่าวครึกโครม เช่น เมื่อปี 2554 เขานำกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แก่งกระจาน เข้ารื้อ-เผาที่พักอาศัยชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบนและใจแผ่นดิน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อผลักดันออกจากผืนป่าอุทยานฯ แก่งกระจาน นำมาสู่คดีต่อสู้ระหว่าง “ปู่คออี้” ผู้นำกะเหรี่ยง ที่ยื่นฟ้องกรมอุทยานฯ และนายชัยวัฒน์ ต่อศาลปกครองกลาง
เหตุการณ์ดังกล่าว “ปู่คออี้” ยังแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อชัยวัฒน์ พร้อมพวก ต่อพนักงานสอบสวนสภ.แก่งกระจาน และสำนวนถูกส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อีกทางหนึ่ง
สำหรับคดีในศาลปกครอง คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ อส.77/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อส.4/2561 ศาลวินิจฉัยว่า ชัยวัฒน์ กับพวก เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติ ใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่กระทำความผิดในการรื้อถอนเผาทำลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างของนายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวก ในทางกฎหมายอาจมีความผิดตามกฎหมายอาญาหลายมาตรา ได้แก่ มาตรา 157, 217, 218(1) (2) และ 358
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2564 ป.ป.ท. มีมติชี้มูลความผิดนายชัยวัฒน์ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 และมีมติให้ออกจากราชการ ส่งสำนวนให้ต้นสังกัดดำเนินการทางวินัย และส่งสำนวนให้พนักงานอัยการดำเนินคดีอาญา
ต่อมา คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีมติเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2564 ให้ปลดนายชัยวัฒน์ ออกจากราชการ หลัง ป.ป.ท.ชี้มูลความผิดตามมาตรา 157 จากการเผาทำลายทรัพย์สินของชาวบ้านบางกลอยในป่าแก่งประจาน
ถึงแม้กรรมไล่ล่าถูกปลดออกจากราชการ มาถึงการถูกอัยการสูงสุด สั่งฟ้องข้อหาอุ้มฆ่าบิลลี่ นายชัยวัฒน์ หาได้วิตกกังวลแต่อย่างใด โดยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า ไม่ได้รู้สึกกังวลหรือหนักใจในคดีแต่อย่างใด มั่นใจว่าตนเองพร้อมพวกเป็นผู้บริสุทธิ์ คนที่ทำแบบนั้นได้ถือว่าชั่วช้าเลวทรามมาก หากทำจริงขอให้ตกนรก ยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสู้คดี เชื่อว่าศาลจะให้ความเป็นธรรมและเมตตาได้รับการประกันตัวในชั้นอัยการ เนื่องจากไม่มีเจตนาหลบหนีแต่อย่างใด ส่วนตัวเชื่อว่าเรื่องคดีดังกล่าวเป็นการสร้างเรื่องขึ้น ไม่มีหลักฐานว่าลงมือฆ่าจริง ......
ขณะที่นางพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ “มึนอ” ภรรยานายบิลลี่ กล่าวผ่านสื่อว่าดีใจและรู้ว่ากระบวนการยุติธรรมยังมีให้เห็น ต้องปล่อยให้คดีดำเนินไปตามครรลองของศาล
หลังรอคอยมากว่า 8 ปี คดีฆ่าบิลลี่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลแล้ว นับจากนี้ต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน เอาคนกระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายของบ้านเมือง ส่วนผลจะออกมาอย่างไร...ต้องติดตาม


