xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ซักฟอก“รัฐบาลตู่”หนสุดท้าย ปล่อย“นั่งร้าน”ซัดกันนัวสภาฯ “หัว”ฟาดกันเองนอกสังเวียน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รายงานการเมือง

ผู้จัดการสุดสัปดาห์
- ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2565 นับเป็นครั้งที่ 4 และเป็นครั้งสุดท้ายของรัฐบาลภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่นับถอยหลังจะครบวาระในเดือน มีนาคม 2566

รอบนี้ฝ่ายค้านตีปิ๊บภายใต้ชื่อยุทธการ “เด็ดหัว สอยนั่งร้าน” ในนิยามของ “ค่ายดูไบ” พรรคเพื่อไทย หรือ “ตอกตะปูปิดตาย ทะลายระบอบประยุทธ์” ของ “ค่ายสีส้ม” พรรคก้าวไกล ที่จับ “นายก ฯตู่” พร้อมด้วย 10 รัฐมนตรีขึงพืดถล่ม

แต่ละฝ่ายมีการสร้างสีสันก่อนการอภิปราย โดยหัวหอกฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ปล่อยโปสเตอร์โปรโมทจับ “พี่หมอ” นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือ “เฮียเสริฐ” ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค มาเต๊ะท่า ปรับมุมถ่าย ในสไตล์ “ซีรีย์เกาหลี”

ขณะที่ พรรคก้าวไกล เป็นโปสเตอร์เชิญชวนประชาชนร่วมติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในธีม “การ์ดเชิญงานศพ” จับ ส.ส.มืออภิปราย แต่งชุดขาว-ดำ ไว้ทุกข์ มาเรียงหน้าพนมมือเชิญร่วม “เผาจริง” รัฐบาลประยุทธ์

เห็นฝ่ายค้านสร้างคอนเทนต์ปั่นกระแส ฝั่งรัฐบาลก็นึกสนุกบ้าง จัดแจงตัดต่อโปสเตอร์ภาพยนตร์ดัง “เจมส์ บอนด์ พยัคฆ์ร้าย 007” ภาคล่าสุด “No Time To Die” แปะรูปรัฐมนตรีทั้ง 11 รายที่มีชื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปแทนที่พระเอกของเรื่อง ดัดแปลงข้อความเล็กน้อยว่า “008 พยัคฆ์ร้ายไม่มีวันตาย No Time To Die”

เลือกใช้เลข 008 เพื่อแทนสัญลักษณ์ “อินฟินิตี้” ไม่มีสิ้นสุด แต่ดันไม่รู้ หรือลืมนึกไปไม่ทราบได้ เพราะหนังเจมส์ บอนด์ ภาค No Time To Die ที่ออกฉายเมื่อ 2 ปีก่อนนั้น ตอนจบพระเอกตาย จนโดยแซวไม่น้อยว่าเป็น “ลางร้าย” หรือเปล่า

โปสเตอร์โหมโรงของแต่ละฝ่ายที่ถือเป็นสีสันของการอภิปรายไม่ไว้วางใจหนนี้


ตัดมาที่การอภิปราย ก็ยังคงเป็นบรรยากาศเดิมๆ คล้ายกับ 3 ปีกว่าที่ผ่านมา กับการโต้ตอบกันด้วยวาทกรรม มากกว่าข้อมูลข้อเท็จจริง โดยครั้งนี้ฝ่ายค้านที่ระดมขุนพลไว้ราว 50 คน จัดเต็มซักฟอก 4 วันรวด ปรับแผนใหม่ จากเดิมที่มักเปิดหัวด้วย “นายกฯ ตู่” ในฐานะผู้นำรัฐบาล คราวนี้กลับวางคิวไล่ซัดบรรดา “นั่งร้าน” ก่อน

เปิดด้วยคู่หูภูมิใจไทย “หมอหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข เป็นคนแรก ที่โดนอภิปรายใน 2 ประเด็นหลัก คือ นโยบายกัญชาเสรี และการบริหารยาและวัคซีนป้องกันรักษาโควิด-19 ตามด้วย “เสี่ยโอ๋” ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ที่นอกเหนือจากเรื่องการบุกรุกที่ดินเขากระโดงที่ จ.บุรีรัมย์ และงบประมาณกระทรวงคมนาคมที่กระจุกตัวที่ จ.บุรีรัมย์ แล้ว งวดนี้มีประเด็นใหม่ กรณี “บริษัทนอมินี” เข้ารับงานที่กระทรวงคมนาคม มูลค่าหลักพันล้านบาท

ด้าน “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ที่เพิ่งจัดงานวันเกิดครบรอบ 48 ปีอย่างยิ่งใหญ่ที่ จ.ชลบุรี โดยกล่าวหาว่า รู้เห็นให้นำเงินกองทุนประกันสังคม ไปซื้อหุ้นบริษัทพรรคพวกตัวเอง แล้ววกกลับมาซื้อหุ้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวตัวเอง จนหุ้นขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์สวนทางกับผลประกอบการ ที่เข้าข่ายปั่นหุ้น

แต่ “เสี่ยเฮ้ง” ก็ไม่ครณา ชี้แจงข้อสงสัยปแล้ว ยังแวะไปปขวะ “อริการเมือง” ด้วยว่า บริษัทของตัวเองทำมาหากินจริง ไม่ได้ “ค้าแป้ง”

ต่อด้วย “เสี่ยไก่” จุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในโควตา “ค่ายสะตอ” พรรคประชาธิปัตย์ ที่น่าจะโดนจัดหนักที่สุดรอบนี้ เมื่อถูก “บ่าวกาย” ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดโปงขบวนการหาประโยชน์ในการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ผ่านโครงการ “เคหะสุขประชา”

ที่ว่าจัดหนักก็เพราะหลัง “ณัฐชา” อภิปรายจบ “จุติ” ถึงกับไปไม่เป็น ขอไปหาข้อมูลก่อน แล้วมาขอใช้สิทธิ์ชี้อจงภายหลัง จนเสียยี่ห้อ “ค่ายประชาธิปัตย์” ไปพอสมควร อีกทั้งการตอบของ “จุติ” ก็ไม่เคลียร์เท่าที่ควร

หลายเป็นเข้าทาง “กองแช่ง” ในพรรคประชาธิปัตย์ ที่จ้องเลื่อยเก้าอี้รัฐมนตรีของ “จุติ” มาโดยตลอด ขนาดเพื่อนร่วมคณะรัฐมนตรีอย่าง “หมอตี๋” สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข รองหัวหน้าพรรค ยังยอมรับว่า มีสมาชิกพรรคบางคนไม่โหวตให้ “จุติ” สอดรับกับ “แก๊งพรรคเล็ก” ที่ประกาศว่า ไม่สามารถไว้วางใจ รมว.พม. คนนี้ได้

ย้อนไปไม่นานก้เคยมีความเคลื่อนไหวในพรรคประชาธิปัตย์พยายามเดินเกมสอย “เสี่ยไก่” ให้ร่วงจากเก้าอี้รัฐมนตรีมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 โทษฐานไม่มีส่วนร่วมกับพรรค และมีข่าวว่าปันใจไปอยู่ขายคาอื่นนานแล้ว โดยมี “นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรค ดูแลภาคใต้ เป็นแกนนำ

ถึงขั้นว่า ที่มีชื่อ “จุติ” อยู่ในลิสต์ศึกซักฟอก ก็เพราะมีรายการ “คุณขอมา” จากในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยซ้ำ

ถัดมารายของ “เสี่ยโอ๋” ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ที่โดนจี้จุดปัญหาการปราบปราม “คอลเซนเตอร์-ไฮบริดสแกม” ที่กำลังระบาดช่วงที่ผ่านมา แต่เรื่องเนื้องานดูเบาไปเลย เมื่อถูกแฉ “เรื่องในมุ้ง” จน ส.ส.ลุกประท้วงกันวุ่น


ก่อนมาถึงคิว “เสี่ยอู๊ด” จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ที่โดนกระแทกแผลเดิม “ทุจริตถุงมือยาง” ในประเด็นไม่ติดตามทวงถามงบประมาณที่ถูกทุจริตออกมา ส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็กรีดกลับไปว่า ง่วนอยู่กับการทวงเงินขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอยู่

เช่นเดียวกับ นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ที่ถูกอภิปรายเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิที่ดิน สปก.เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ตลอดจนคุณสมบัติส่วนตัวหลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบยปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งฟ้องศาลทุจริตกรณีไม่จ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทาง สมัยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา

ตามมาด้วย สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ที่ยังถูกขึงพืดเรื่องเปิดประมูลท่อน้ำอีอีซีไม่โปร่งใส เอื้อประโยชน์เอกชน ที่มีการตอบโต้กับ “เสี่ยโจ้” ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งงานนี้ “สันติ” ถึงกับตอกกลับ “ยุทธพงศ์” ว่า ไปรับงานใครมา

จากนั้นก็เป็นคิวของ “พี่น้อง 3 ป.” ทั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก่อนปิดท้ายด้วย “นายกฯตู่” โดย “ลุงป้อม” ถูกรื้อข้อกล่าวหา “แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน” ขึ้นมาอีกครั้ง ฝ่ายค้านกล่าวหาว่า หลีกเลี่ยงกฎหมายป้องกันทุจริต ใช้อำนาจแทรกแซง ป.ป.ช. และกรมศุลกากร ให้พ้นจากคดี ซึ่งก็สร้างความฮือฮาไม่น้อย เมื่อ “ลุงป้อม” ลุกขึ้นตอบยาวพอสมควร

ระบุว่า "ข้อกล่าวหาผู้อภิปราย เรื่องนาฬิกาทั้งหมดไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่ก้าวล่วงเรื่อง ป.ป.ช. ได้ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง ส่วนกรณีที่มีเพื่อนดีสักคน คุณคงไม่เคยมี ผมมีเพื่อนดี คบมาตั้งแต่ประถม ดังนั้นเรามีอะไร ลูกสาวเหมือนลูกผม ผมมีเพื่อนดีๆ ที่ให้ผมยืมอะไรได้ ส่วนจะตอบกับ ป.ป.ช. ไม่อาจก้าวล่วงได้”

ไฮไลท์น่าจะอยู่ในช่วงที่ตอบเรื่องการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ที่ “พี่ป้อม” ยืนกรานว่า “เรื่องปฏิวัติผมไม่เกี่ยวข้อง คนที่เกี่ยวคือ คนนี้ นายกฯ คนเดียว อนุพงษ์ไม่เกี่ยว คุณเอาผมไป ผมไม่รู้เลยว่าจะปฏิวัติเมื่อไร 3 ป. พูดไปเรื่อย เอาความจริงดีกว่า” ระหว่างพูดก็ผายมือไปที่ “น้องตู่” ที่นั่งอยู่ข้างๆ พร้อมบอกว่า “นี่ครับ คนปฏิวัติ ท่านนายกฯคนเดียว” ท่ามกลางเสียงหัวเราะจาก ส.ส.ในห้องประชุม

ขณะที่ “บิ๊กป๊อก” ถูกอภิปรายเกี่ยวกับ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ในส่วนของโครงการน้ำประปาปทุมธานี-รังสิต ที่แก้ไขสัญญา พ.ร.บ.ร่วมทุน เปลี่ยนไปต่อสัญญาให้เอกชนรายเดิม ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ แล้วก็ยังโดน “ผีจีที 200” เครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด หลอกหลอนว่า ที่ผ่านมา 13 ปี ยังไม่สามารถดำเนินคดี “ตัวการ” ได้

แน่นอนคนที่โดนหนักที่สุดคงไม่พ้น “นายกฯตู่” ที่ฝ่ายค้านกันเวลาถล่มไว้ถึง 30 ชั่วโมง ซึ่งหากไล่เรียงปัญหาภายใต้รัฐบาลชุดนี้ที่มีทั้งปัญหาเรื้อรัง และปัญหาแทรกซ้อน ก็ต้องบอกว่า ใช้เวลา 7 วัน 7 คืนในการอภิปรายนายกฯ ก็คงไม่แปลก

อย่างไรก็ดีเนื้อหาการอภิปรายในส่วนของ “บิ๊กตู่” นั้น ถูกกลบไปด้วยการสร้างวาทกรรมวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ไม่ว่าการเปรียบเป็น “รัฐบาล 608” หรือการเน้นย้ำยุทธการ “เด็ดหัว สอยนั่งร้าน”

ก็เหมือนเปิดช่วงให้ “นายกฯตู่” ตอบโต้เหน็บแนมไปถึงสภาพของพรรคเพื่อไทยว่า “ท่านว่าผมมีนั่งร้าน ผมนั่งอยู่บนนั่งร้าน ผมเป็นหัว ท่านก็มีนั่งร้านของท่าน แต่ท่านไม่มีหัว หัวขาดไปแล้ว”

หรือจะเป็นการตอบโต้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพี่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่กล่าวหาความไร้ความสามารถของ “นายกฯ ตู่” ก็ตอบกลับไปตอนหนึ่งว่า “นายกฯไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง ไม่ได้เก่งทุกเรื่อง ไม่ได้ฉลาดที่สุด เหมือนบางคนที่ท่านบอกว่าฉลาดที่สุดตอนนี้อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ … ผมทราบดีท่านชื่นชมคนที่ทำงานมาก่อน ว่าดีกว่าผม ไม่เป็นไร ก็เอากลับมาให้ได้แล้วกัน”

ทำเอาสปอตไลท์ส่งไปนอกสภาฯ ปล่อยให้การอภิปรายในสภาฯเป็นเรื่องของ “นั่งร้าน” ทันที เมื่อ “เฮียโทนี” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาตอบโต้ผ่านไลฟ์สด CareTalk x Care ClubHouse หัวข้อ “โลกป่วน ผู้นำเปลี่ยน” เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2565

โดยบอกว่า “…ประยุทธ์พูดในการอภิปราย บอกว่า “คนที่หลายคนชมตอนนี้ไม่รู้อยู่ไหน เอากลับมาให้ได้ก็แล้วกัน” ผมอยากจะบอกว่า ผมอยู่ในใจประยุทธ์ตลอดนะ ต้องขอโทษอาจารย์น้องด้วยนะ ตอนสัมภาษณ์สื่อก็ชอบพูดถึงผมหลายครั้ง สรุปแล้วคือท่านอึดอัด แหม โกรธเวลาคนอื่นว่ากูไม่เก่ง จริงๆแล้ว ท่านไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ตั้งใจทำงานให้เท่าผม แต่ต้องทำอย่างมีกลยุทธ์มากกว่านี้”

ไม่เท่านั้น “เฮียโทนี” ยังพูดถึงสูตรการคำนวณ ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์หาร 500 ที่ว่ากันว่าเพื่อสกัดแลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทยว่า “เขากำหนดกติกาเองหมด แต่คุณเชื่อไหม ถ้าจังหวะมันใช่ คู่แข่งจะส่งท้ายให้เราแรงขึ้น อย่างสมัยคุณปู (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ลงเลือกตั้ง อยู่ๆ ฝ่ายตรงข้ามก็มาแก้กฎหมายเลือกตั้งให้เป็นประโยชน์กับเพื่อไทยเอาดื้อๆ โดยที่เราไม่ได้ขอ มันลงตัวเฉยเลย ครั้งนี้ก็เหมือนกัน กฎหมายลูกท่านก็ทำเอง แก้เอง จะหาร 100 จะหาร 500 ท่านก็เป็นคนกำหนด ถ้าแพ้แล้ว อย่าร้องนะ”

สะท้อนให้เห็นว่า “ทักษิณ” ที่อ้างว่าไม่มีส่วนร่วมกับพรรคเพื่อไทย ยังจับจดกับการเมืองไทย ติดตามทุกประเด็นแบบกัดไม่ปล่อย

เพราะไม่เพียงแต่ “ประยุทธ์” เท่านั้นที่ถูกพูดถึง เป็นระดับ “หัว” คนอื่น “นายห้างดูไบ” ก็ไล่เก็บเรียบ

ทั้ง “เสี่ยหนู-อนุทิน” หัวหน้าพรรค และว่าที่แคนดิเดตนายกฯของพรรคภูมิใจไทย ที่ชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันแรกถึงกรณีการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 และจัดสรรฉีดวัคซีนให้กับประชาชน แฉลบไปถึง “ทักษิณ” ว่า "มีคนเคยพูดว่าถ้าฉีดวัคซีนถึง 100 ล้านโดสภายในปี2564 ร้อยบาท เอาแค่กองเดียว แต่วันที่ 21 ธ.ค.2564 ฉีดครบ 100 ล้านโดสแล้ว"

ซึ่งก่อนหน้า “ทักษิณ” ได้เคยพูดไว้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.65 ถึงการจัดสรรฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไว้ว่า "โอ้โห วันนี้ท่านมั่นใจว่า 100 ล้านโดสมาแน่นอนสิ้นปีนี้ 100 บาทเอาขี้หมากองเดียว สิ้นปีนี้ไม่มี 100 ล้านโดสฉีดให้ประชาชน"

เมื่อถูกตอกกลับ “ทักษิณ” ก็ยอมไม่ได้ แม้จะยอมรับว่า แพ้พนัน “อนุทิน” ในเรื่องการจัดหาวัคซีน ด้วยขี้หมากองเดียว แต่ก็เหน็บกลับอีกว่า ให้เตรียมขี้หมาไว้เยอะหน่อยจะเอาไปอุดรูรั่วบนหลังคารัฐสภาที่บริษัทของ “อนุทิน” สร้าง

ตัดมาที่ “อนุทิน” ก็ไม่ต่อความยาว ที่ตัดจบว่า “หยอกกันนิดหน่อย ไม่มีปัญหา ตอนที่ท่าน (ทักษิณ” หยอกมาก็หยอกมาด้วยการเปรียบเปรยเช่นนี้เหมือนกัน ซึ่งเราก็ตอบกันไปตอบกันมา ไม่ใช่สาระสำคัญ ไม่ได้ตั้งใจจะไปสวนอะไรท่านอยู่แล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องเคารพกัน”

แต่ประเด็นอยู่ที่เมื่อถูกถามว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลายเป็นปัญหาหรือไม่ หากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เรื่องนี้ “อนุทิน” กล่าวแบบไร้เยื่อใยว่า “ไม่ได้คิดจะไปร่วมอยู่แล้ว”

 พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา - ทักษิณ ชินวัตรสองคู่เอกที่เปิดศึกอภิปรายนอกสังเวียน


ไม่เพียงเท่านั้น “เฮียโทนี” ยังพูดไปถึง “เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ และว่าที่แคนดิเดตนายกฯของพรรคสร้างอนาคตไทย ด้วยว่า “…มีอยู่วันหนึ่ง ผมจ้างทีมธรรมศาสตร์มาเขียนนโยบาย จ้างอาจารย์หนึ่งในนั้นมา แล้วเขาเป็นคนจีนที่ดูโหวงเฮ้ง จู่ๆ แกทักโหวงเฮ้งสมคิดว่า จะได้เป็นนายกฯ แต่ไม่ได้ทักผมว่าจะเป็นนายกฯ พอพรรคผมได้เป็นรัฐบาล สุดท้ายสมคิดได้เป็นแค่ รมว.คลัง สงสัยตอนนี้เขายังติดใจ คิดว่าจะได้เป็นนายกฯ สักวันมั้ง…”

ท่าทีของ “นายใหญ่ทักษิณ” ยิ่งสะท้อนว่า เป้าหมายของพรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำฝ่ายค้าน ไม่ได้วาดหวังจะล้มรัฐบาลให้หงายตึงกลางสภาฯผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างที่โฆษณาไว้ ด้วยรู้ว่า มือไม่พอ โหวตเท่าไรก็แพ้

โดยเฉพาะยิ่งมีเสียงเจี๊ยวจ๊าวของ “แก๊งปัดเศษ” ที่ล้อไปกับกระแส “แจกกล้วย” ที่ว่ากันว่า ราคาแพงถึงหัวละ 2 กิโลกรัมเลยทีเดียว

การโหวตให้ล้มหลายในสภาฯก็เลยเป็นเรื่องรอง มองไกลไปถึงการเลือกตั้งชิงอำนาจงวสดหน้า แบบไม่แวะเรื่องวาระ 8 ปีของ “นายกฯตู่” ในช่วงเดือนหน้าที่จะมีการยื่นคำร้องต่อศาลรับธรรมนูญด้วยซ้ำ

ก็เลยได้เห็น “ทักษิณ” ออกมาเคลื่อนไหวจ้อการเมืองถี่ยิบ เน้น “เจาะยาง” ระดับ “หัว” ด้วยกัน ทั้ง “ประยุทธ์-อนุทิน-สมคิด” รวมไปถึงใครก็ตามที่มีแนวโน้มจะมาชิงเก้าอี้นายกฯ ที่หวังปูทางให้ “ลูกอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย

ศึกซักฟอก อภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เลยกลายเป็นแค่เทศกาลการเมือง ยื่นญัตติกันตามฤดูกาล กลายเป็น เรื่องของ “นั่งร้าน” ในสภาฯ ที่จะแป้ก-ปัง ก็ช่างหัวมัน

ส่วนนอกสภาฯก็เป็นเรื่องของระดับ “หัว” เขาว่ากัน.