ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - สภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ส่งผลให้บริษัทใหญ่น้อยหลายแห่งทั่วโลกต่างปรับลดพนักงาน เช่นเดียวกับประเทศไทยมีบริษัทต่างๆ ทะยอยปลดพนักงานอย่างต่อเนื่อง ลูกจ้างจำนวนมากเผชิญภาวะตกงาน ซ้ำเติมด้วยสถานการณ์เด็กจบใหม่ว่างงานสูงต่อเนื่อง
ข่าวคราวสถานการณ์เลิกจ้างของบริษัทยักษ์ในต่างประเทศ ล่าสุด มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) Meta Platforms Inc. (Meta) เจ้าของแพลตฟอร์ม Social Network อย่าง Facebook ออกมายอมรับว่าธุรกิจของบริษัทกำลังเผชิญกับการชะลอตัวครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ และอาจทำให้ต้องจัดสรรทรัพยากรใหม่รวมถึงปรับลดการจ้างพนักงานลง โดยช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีข่าว Meta เตรียมที่จะชะลอรับวิศวกรใหม่มากถึง 30% โดยบริษัทจะจ้างวิศวกรเหลือเพียงแค่ 6,000-7,000 รายเท่านั้น จากเดิมที่คาดว่าจะมีการจ้างวิศวกรมากถึง 10,000 ราย
ขณะที่ อีลอน มัสก์ ในฐานะซีอีโอของบริษัทเทสล่า (Tesla) ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของโลก หลังจากออกมาพูดเรื่องลดพนักงานลดและปรับเงินเดือนต่ำลง โดยอ้างว่าบริษัทอยู่ในภาวะถดถอย ซึ่งได้ระบุชัดเจนว่าจะลดเงินเดือนของพนักงานลงสูงถึงประมาณ 10% ใน 3 เดือนข้างหน้าและจะเน้นการรับพนักงานแบบพาร์ทไทม์หรือรายชั่วโมงเป็นหลัก ล่าสุด มีการร่อนอีเมลถึงผู้บริหารภายใต้หัวข้อ "หยุดการจ้างงานทั่วโลกชั่วคราว"
ตัดภาพมาที่ประเทศไทยโรงงานและบริษัทหลายแห่งเลิกจ้างพนักงาน ที่เป็นข่าวครึกโครมไม่นานมานี้กรณีที่ Shopee บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ปลดพนักงานมากถึง 50% โดยในไทยเลิกจ้างพนักงานกว่า 300 คน
ล่าสุด บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด หรือ JSL ซึ่งดำเนินงานด้านการผลิตรายการโทรทัศน์ ตั้งมานาน 43 ปี ได้แจ้งปิดกิจการบางส่วน เนื่องจากผลกระทบดิจิทัลดิสรัปชั่น และการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 บริษัทขาดทุนสะสมมาโดยตลอด โดยเลิกจ้างพนักงาน จำนวน 89 คน
และตามมาซึ่งการร้องเรียนของพนักงงาน JSL กรณีที่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ซึ่งทาง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งการไปยังสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้การช่วยเหลือลูกจ้างให้ได้รับสิทธิประโยชน์ รวมทั้ง ส่งทีมลงพื้นที่ติดตามการให้ความช่วยเหลือ ของสำนักงานประกันสังคมและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางการให้ความช่วยเหลือลูกจ้าง รวมถึงให้คำปรึกษาแนะนำข้อกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงจะได้รับ ณ สำนักงานสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 4 ซึ่งมีลูกจ้างของบริษัท JSL เข้ายื่นเอกสารร้องเรียน โดยมี ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ อดีตพนักงานบริษัท JSL เปิดเผยว่าถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็น โดย JSL ระบุว่าจะจ่ายให้กับพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง เพียงร้อยละ 16 ของเงินชดเชยทั้งหมดตามกฎหมาย ซึ่งยอดเงินชดเชยเลิกจ้างที่ทางบริษัทต้องจ่ายให้ รวมเป็นเงินกว่า 31 ล้านบาท แต่ทางบริษัทบอกว่าจะให้เงิน 5 ล้านบาท ให้ไปแบ่งกัน
ชัดเจนว่าเป็นการเอาเปรียบพนักงาน ไม่จ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างตามหลักเกณฑ์ ถือเป็นการไม่ปฎิบัติตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งในประเด็นนี้นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 ลูกจ้างมีสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ซึ่งการที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง จะต้องจ่ายเงินชดเชยตามที่กฎหมายกำหนดทันที
สำหรับการเลิกจ้างและการจ่ายค่าชดเชย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้กำหนดหน้าที่ของนายจ้างและสิทธิของลูกจ้างกรณีการเลิกจ้าง ทั้งนี้ โดยอาศัยหลักการตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่158 ที่กำหนดเรื่องการเลิกจ้าง คือ ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรที่เกี่ยวข้องกับความสามารถหรือพฤติกรรมของลูกจ้าง และลูกจ้างจะต้องได้รับการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้างหรือได้รับค่าชดเชยหรือการชดเชยแบบอื่นๆ เว้นแต่ลูกจ้างจะกระทำความผิดอย่างร้ายแรง รวมทั้ง ในกรณีที่มีการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม หากนายจ้างไม่สามารถรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานได้ลูกจ้างต้องได้รับเงินชดเชยอย่างเพียงพอ เป็นต้น
กรณีเลิกจ้างมีกฎหมายคุ้มกรณีการเลิกจ้างระบุไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจะได้รับสิทธิประโยชน์เงินทดแทน การขาดรายได้กรณีว่างงาน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน และยังคงได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 38 กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย ต่อไปอีก 6 เดือน โดยไม่ต้องนำส่งเงินสมทบ ส่วนลูกจ้างที่มีอายุ 55 ปีบริบูรณ์ สามารถเบิกสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพได้ หรือหากต้องการใช้สิทธิประกันสังคมต่อ สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39 ภายใน 6 เดือนหลังสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ทั้งนี้ ขอให้มั่นใจในการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคม ในการดูแลให้ความช่วยเหลือผู้ประกันตนให้ได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะผู้ประกันตนคือครอบครัวประกันสังคม
สำหรับสถานการณ์ด้านแรงงานในช่วงไตรมาส 1/2565 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ แถลงรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 ปี 2565 ความว่า มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นทุกด้าน โดยในไตรมาสนี้มีจำนวนผู้มีงานทำ 38.71 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผู้มีงานทำในภาคเกษตร 11.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3% และผู้มีงานทำนอกภาคเกษตร 27.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3%
อัตราการว่างงานโดยรวม พบว่าในช่วงไตรมาส 1/2565 อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.53% ซึ่งเป็นอัตราการว่างงานที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดโควิด-19 เป็นต้นมา โดยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 6.1 แสนคน ลดลงจากไตรมาส 1/2564 ที่มีจำนวนผู้ว่างงาน 7.6 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงานที่ 1.96% ขณะที่จำนวนผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานอยู่ที่ 3.05 แสนคน ลดลงจากไตรมาส 1/2564 ที่มีจำนวนผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 3.45 แสนคน
ขณะที่ตัวเลขผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยจำนวนผู้ว่างงานระยะยาวหรือว่างงานเกิน 1 ปีขึ้นไป มีจำนวน 1.74 แสนคน ขณะที่แรงงานที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.1% หรือคิดเป็นจำนวน 2.25 แสนคน
นส. วันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ(สสช.) เปิดเผยว่าหากเจาะลึกไปยังข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการจ้างงาน รวมถึงอัตราการว่างงาน ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2565 ยังแสดงถึงความเปราะบางของการจ้างงานในประเทศที่ยังน่าเป็นห่วงอีกหลายประเด็น ทั้งในเรื่องของจำนวนผู้ว่างงานระยะยาว และผู้เสมือนการว่างงาน
สำหรับการว่างงานระยะยาว (ว่างงานมาเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป) มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น คือในไตรมาสที่ผ่านมามีจำนวนแรงงานที่ว่างงานมานานกว่า 1 ปีเป็นจำนวนทั้งสิ้น 174,900 คน เพิ่มขึ้นจากในไตรมาสก่อนหน้าที่มีจำนวนผู้ว่างงานระยะยาว 136,288 คน เพิ่มขึ้นถึง 38,612 คน และถือว่าเป็นจำนวนที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ที่มีการระบาดของโควิด-19 เป็นต้นมา โดยจำนวนแรงงานที่ว่างงานในระยะยาวที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับในไตรมาสที่ 3/2564 ที่มีการล็อคดาวน์จากสถานการณ์โควิดระบาดโดยในขณะนั้นมีจำนวนผู้ว่างงานระยะยาว 171,415 คน
สำหรับผู้เสมือนว่างงานจำนวนสูงเกือบ 4 ล้านคนนั้น อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลสำรวจภาวะการทำงานของประชากรไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2565 พบว่าผู้เสมือนว่างงานหรือผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาสที่ 4/2564 ที่มีจำนวนผู้เสมือนว่างงาน 2.63 ล้านคน เพิ่มขึ้นเป็น 3.78 ล้านคน
กล่าวคือแรงงานกลุ่มนี้แม้ไม่ตกงาน แต่ก็มีรายได้ลดลงตามชั่วโมงการทำงาน ทำให้มีรายได้ไม่ เพียงพอต่อการยังชีพทั้งครัวเรือน มีจำนวนสูงถึง 3.78 ล้านคน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ธุรกิจพยายาม ประคับประคองธุรกิจไว้ ไม่เลิกจ้าง แต่ใช้วิธีลดเวลาทำงาน แรงงานกลุ่มนี้จึงอาจได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ ลดลงตามชั่วโมงการทำงาน และหากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้า จนส่งผลให้หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง กลุ่มคนที่ เสมือนว่างงานก็จะเปลี่ยนสถานภาพเป็นผู้ว่างงานได้เช่นกัน
นอกจากนี้ งานวิจัยเรื่อง Youth Unemployment : ส่องตลาดแรงงานเด็กจบใหม่ยุค COVID-19 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าการว่างงานของเด็กจบใหม่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ก่อนแล้วและถูกซํ้าเติม ด้วยการระบาดเชื้อโควิด-19 ทำให้เกิดภาวะเยาวชนว่างงาน (อายุ 14 - 26 ปี) ที่เพิ่มมากกว่าปกตินับแสนคน ทั้งที่มีศักยภาพจะเป็นแรงงานฝีมือในอนาคต
เกิดสถานการณ์เด็กจบใหม่วุฒิการศึกษาสูง แต่ตลาดแรงงานต้องการกลุ่มอาชีพพื้นฐานเน้นวุฒิตํ่ากว่าปริญญาตรี หรือบางตำแหน่งที่ต้องการเช่น โปรแกรมเมอร์ Data Scientist ก็หายาก เป็นสาขาที่มีคนจบน้อย รวมทั้ง เด็กจบใหม่จำนวนมากปรับตัวไปทำอาชีพอิสระในภาคการค้าและบริการแทน และนายจ้างก็หันไปลงทุนใช้ระบบออโตเมชั่นในการผลิตลงทุนระบบไอทีลดภาระงานเอกสาร ลดจ้างคนหรือให้ทำงานหลากหน้าที่มากขึ้น
และน่ากังวลสำหรับสถานการณ์ว่างงานของเด็กจบใหม่มีแนวโน้มที่จะเกิดผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะการเกิดช่องว่างของทักษะการทำงาน (skilled gap) หากคนกลุ่มนี้ว่างงานยาวนาน 2-3 ปี ประกอบกับมีกลุ่มเด็กจบใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานราวอีก 4 - 5 แสนคนในแต่ละปี จะยิ่งส่งผลให้เข้าสู่ตลาดแรงงานยากขึ้นไปอีก


