ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ถึงแม้ “พรรคก้าวไกล” โดยเฉพาะ “เสี่ยทิม-พิธา ลิ้มจรูญรัตน์” หัวหน้าพรรค จะเสียรังวัดในการอภิปรายงบประมาณประจำปี 2565 โดยเข้าไปแตะงบรายจ่ายสวัสดิการบุคลากรภาครัฐที่หมายรวมถึง “บำเหน็จบำนาญ” บานตะไทเพิ่มขึ้นทุกปี แต่เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่างบส่วนนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 9.43 ของงบฯรวมในปีงบประมาณ 2557 เป็นร้อยละ 13.68 ในปีงบประมาณ 2564 โดยปีงบประมาณ 2566 พุ่งทะลุถึง 3 แสนกว่าล้านบาท ถือเป็นความเสี่ยงทางการคลังที่ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้
และก็เป็นไปตามคาด เมื่อถูกใส่สีตีไข่ในทางการเมือง “กลุ่มข้าราชการ-บุคลากรภาครัฐ” ย่อมแสดงปฏิกิริยาไม่พอใจพรรคก้าวไกลอย่างรุนแรง จนต้องออกมาขออภัยที่ทำให้เสียความรู้สึก พร้อมยืนยันว่าไม่เคยคิดตัดงบบำเหน็จบำนาญ
แต่ถามว่า น่าเป็นห่วงไหม
ก็ต้องตามว่า ใช่ เฉกเช่นเดียวกับ “งบรักษาพยาบาล” ของบุคลากรภาครัฐที่บานเบอะจนกรมบัญชีกลางต้องเข้ามาคุมเข้มมากขึ้นในระยะหลัง กระนั้นตัวเลขรายจ่ายส่วนนี้ก็ยังพุ่งสูงขึ้น และต้องยอมรับว่ามีปัญหาจริงๆ
แน่นอน ถ้าจะแก้ก็ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการวางแผนกำลังคนภาครัฐที่ต้องควบคุมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
“..... ก่อนอภิปรายนั้นผมพอทราบว่ามีความเสี่ยงในการพูดเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่าควรพูดตั้งแต่ตอนนี้ แทนที่จะไปพูดในอนาคต เพราะความเป็นห่วงสถานการณ์งบประมาณ โดยเฉพาะรายได้ของเราในอนาคตที่อาจจะกระทบกับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนไม่ว่าจะอายุหรือสาขาอาชีพอะไร ตอนนี้เรายังมีเวลาสามารถมาระดมสมองช่วยกันก่อนจะสายเกินแก้ ขับเคลื่อนประเทศไทยของพวกเราทุกคนไปด้วยกันครับ” นายพิธา ตอบข้อแคลงใจของข้าราชการบำนาญ
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า งบประมาณรายจ่ายบุคลากร (เงินเดือน ค่าจ้างประจำ ค่าจ้างชั่วคราว ค่าตอบแทนพนักงานราชการ) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยปีงบประมาณ 2566 อยู่ที่ 772,119 ล้านบาท ย้อนกลับไป 5 ปีงบประมาณ จะพบว่า ปี 2565 จำนวน 770,160 ล้านบาท, ปี 2564 จำนวน 782,566 ล้านบาท, ปี 2563 จำนวน 777,549 ล้านบาท, ปี 2562 จำนวน 1,060,960 ล้านบาท และปี 2561 จำนวน 1,021,488 ล้านบาท
ส่วนงบรายจ่ายสวัสดิการบุคลากรภาครัฐ หรือที่เรียกกันว่างบเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญนั้น ในปี 2566 ตั้งงบจำนวน 322,790 ล้านบาท และย้อนหลังไป 5 ปีงบประมาณ ปี 2565 จำนวน 310,600 ล้านบาท, ปี 2564 จำนวน 300,435.514 ล้านบาท, ปี 2563 จำนวน 265,716.318 ล้านบาท, ปี 2562 จำนวน 223,762 ล้านบาท และปี 2561 จำนวน 191,222.723 ล้านบาท
เปรียบเทียบงบฯค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ (รวมถึงบิดา มารดา สามี/ภรรยา หรือบุตรของข้าราชการ) ปี 2566 จำนวน 76,000 ล้านบาท ย้อนหลังไป 5 ปีงบประมาณ ปี 2565 จำนวน 74,000 ล้านบาท, ปี 2564 จำนวน 74,000 ล้านบาท, ปี 2563 จำนวน 71,200 ล้านบาท, ปี 2562 จำนวน 70,000 ล้านบาท และ ปี 2561 จำนวน 63,000 ล้านบาท
ส่วนงบฯเงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการเข้ากองทุน กบข. ปี 2566 จำนวน 75,980 ล้านบาทย้อนหลัง 5 ปีงบประมาณ ปี 2565 จำนวน 72,370 ล้านบาท, ปี 2564 จำนวน 69,707 ล้านบาท, ปี 2563 จำนวน 62,780 ล้านบาท, ปี 2562 จำนวน 54,845 ล้านบาท และปี 2561 จำนวน 47,623 ล้านบาท
จากตัวเลขงบประมาณรายจ่ายข้างต้น สะท้อนแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี สอดคล้องกับ “รายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปีงบประมาณ 2564” ที่กระทรวงการคลังรายงานให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ เมื่อเดือน มี.ค. 2565 ซึ่งระบุว่า รายจ่ายสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรภาครัฐ (ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการรักษา ,พยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ,เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ,เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ และ เงินสำรองเข้า กบข.) มีแนวโน้มขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย โดยสัดส่วนสวัสดิการบุคลากรภาครัฐต่องบประมาณรายจ่ายประจำปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 9.43 ในปีงบประมาณ 2557 เป็นร้อยละ 13.68 ในปีงบประมาณ 2564 (ขยายตัวในช่วงปีงบประมาณ 2558- 2564 เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 9.56)
“นายวิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวโดยอธิบายว่า เรื่องบำเหน็จบำนาญเป็นผลที่เกิดจากกฎหมายที่เขียนเอาไว้ เมื่อทำงานราชการมา เมื่อถึงเวลาก็ต้องได้บำเหน็จบำนาญซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา ที่มองว่ามากไปหรืออย่างไรก็แล้วแต่ ส่วนจะไปแปรญัตติตัดงบประมาณกันนั้น หากจะไปกระทบกับสิทธิตามกฎหมายของบุคคลนั้นคงไม่ได้ เว้นแต่จะมีข้อเสนอแนะให้แก้กฎหมายจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะตัวเลขงบประมาณที่มองดูว่าสูง ความจริงเหมือนกับตัวเลขในอดีต
เมื่อข้าราชการจำนวนมากขึ้นจำนวนบำเหน็จบำนาญก็มากขึ้นเท่านั้นเอง รัฐบาลคิดสิ่งเหล่านี้อยู่โดยตลอด จึงไม่คิดให้มีการเออรี่รีไทร์ เพราะจะเป็นภาระงบประมาณ หรือแม้แต่ในเรื่องการขยายอายุการเกษียณราชการซึ่งเดิมเคยมีการคิดเอาไว้ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่าจะขยายจาก 60 ปีเป็น 63 ปี หากเป็นเช่นนั้นจะยังไม่ต้องจ่ายบำนาญ แต่ปรากฏว่าไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โควิดที่เข้ามา จึงหยุดเรื่องการขยายอายุเกษียณราชการไว้ก่อนไม่เช่นนั้นจะมีการขยายอายุราชการลอตแรกที่จะเกษียณอายุราชการอายุ 63 ปี และอีกลอตคือขยายเป็นอายุ 65 ปี ซึ่งอยู่ในแผนปฏิรูป จะเป็นการทำให้ชะลอการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญได้ แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 คนต้องการเงินและออกจากระบบราชการโดยเร็ว จึงต้องปล่อยให้เป็นเกษียณอายุราชการ 60 ปีไปก่อน
“ผมคิดไม่ออกว่าจะปรับลดอย่างไรที่ไม่ให้ขัดกับกฎหมายเรื่องงบประมาณเงินบำเหน็จบำนาญ นายพิธาเอาขึ้นมาพูดโดยที่อาจไม่คิดมีเจตนาไปไกลกว่านั้น แต่หลังจากนั้นเอาไปขยายความว่าท่านจะตัดและต่อมาพรรคก้าวไกลมีคลิปออกมาแถลงว่าไม่ได้คิดที่จะตัด ซึ่งเหตุเกิดในช่วงที่สภาพิจารณางบประมาณ และผมก็ไม่รู้ว่าข่าวมันบานปลายต่อไปอย่างไร พรรคก้าวไกลก็ออกมาแก้ข่าวแล้วว่า เขาไม่คิดจะตัดเพราะจะตัดได้อย่างไรในเมื่อทุกอย่างจ่ายไปตามกฎหมาย แต่ถ้าคิดจะแก้กฎหมาย นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง อย่างนั้นก็ได้ ถ้าคิดว่าจะแก้กฎหมาย เช่น ทำราชการ 10 ปี ถ้าออกแล้วจะได้บำเหน็จเปลี่ยนเป็น 15 ปีจะได้บำเหน็จ ถ้าทำราชการ 25 ปี ถ้าคิดแก้ให้เป็น 30 ปี ถ้าจะแก้อย่างนั้นก็แล้วแต่ แต่ก็ต้องแก้กฎหมายเสียก่อน”นายวิษณุกล่าว
สำหรับรายจ่ายสวัสดิการสำหรับประชาชน ประกอบด้วย เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินเบี้ยยังชีพผู้พิการ เงินเบี้ยยังชีพผู้ป่วยเอดส์ ,เงินช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าอาหารกลางวันและอาหารเสริม (นม) ในโรงเรียน และเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้กับกองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (กองทุนประชารัฐฯ)) มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2561 มีการจัดตั้งกองทุนประชารัฐฯ ขึ้นเพื่อดูแลสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อย รวมถึงมีการขยายระยะเวลาและฐานกลุ่มเป้าหมายของเงินช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูบุตรทำให้สัดส่วนรายจ่ายสวัสดิการสำหรับประชาชนต่องบประมาณรายจ่ายประจำปีปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 9.78 ในปีงบประมาณ 2560 และเป็นร้อยละ 12.79 ในปีงบประมาณ 2561 และเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยหลังจากนั้น โดยในปี 2564 มีสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 12.23
อย่างไรก็ตาม สำหรับสวัสดิการสำหรับประชาชนนั้น มีความเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐจัดสวัสดิการสำหรับประชาชน ผลักดันบำนาญถ้วนหน้าสำหรับประชาชนคนไทยทุกคนเดือนละ 3,000 บาท ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร ลงมติเอกฉันท์เห็นชอบรายงานแนวทางการจัดบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2565 และส่งต่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการตามรายงานต่อไป เฉก
ความหวังอันเลือนรางของประชาชนเริ่มชัดเจน แต่กว่าจะเป็นจริงได้คงอีกยาวไกล เช่นเดียวกับ “บำนาญจากระบบประกันสังคม” เดือนละประมาณ 3,000 – 4,000 บาท ที่น้อยนิดจนเกิดจะยังชีพได้ในชีวิตจริงเมื่อเทียบกับบุคลากรของรัฐ ซึ่งสมควรที่จะได้รับการปรับปรุงเช่นกัน.


