ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ดรามา “โรงเรียนสาธิตฯ ธรรมศาสตร์” กับข้อวิจารณ์ “ล้างสมองเด็ก” ถือเป็นเรื่องที่แวดวงการศึกษาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสูง หลัง “บิ๊กตู่ - พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาเปิดประเด็นว่า โรงเรียนแห่งนี้สอนหลักสูตร “บิดเบือนประวัติศาสตร์และสถาบัน” นำสู่การตรวจสอบจนเป็นเรื่องใหญ่โต
แต่เรื่องที่ใหญ่โตโอฬารมากไปกว่านั้นก็คือ ประเด็นที่เกิดขึ้นได้สะท้อนปัญหาการจัดการหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนรัฐในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีข้อจำกัดและเกิดปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็มิได้รับการแก้ไขมาทุกยุคทุกสมัย ทุกรัฐบาลและทุกรัฐมนตรี อันเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมไทยควรหันมาให้ความสนใจและเดินหน้า “ปฏิรูป” หรือ “สังคายนา” อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที
กล่าวสำหรับกรณีโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปรวบตึงได้ว่าเกิดขึ้นเพราะมีการส่งเทียบเชิญนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อย่าง “ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล” ศาสตราจารย์กิตติคุณประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา มาให้คำแนะนำด้านการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ให้กับทีมครู รวมทั้ง เยี่ยมชมห้องเรียน ดูการสอน และเล่าสรุปรายงานการศึกษา เมื่อช่วงวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางถึงจุดยืนของ “ธงชัย วินิจจะกูล” ที่มีต่อสถาบันกษัตริย์
จากนั้นได้มีการแชร์บทสัมภาษณ์ของ “รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี อดีตคณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานบริหาร โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนแนวคิดหลักสูตรก้าวหน้า ตัดทอนบางช่วงบางตอน อาทิ “หลายวิชาเราสลัดทิ้ง เช่น วิชาลูกเสือเนตรนารีก็เปลี่ยนเป็นวิชาอยู่รอดปลอดภัย รื้อเนื้อใหม่หมด เรียนทำไมเงื่อน ปม หรือแบกธง ก็เปลี่ยนเป็นซ้อมหนีไฟให้เป็น เวลาไฟไหม้ดับไฟเป็นมั้ย ปฐมพยาบาลให้เป็น ว่ายน้ำก็ไม่มุ่งกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ แต่เอาพัฒนาการด้านร่างกายก่อน ครูพลต้องตอบโจทย์ว่า ถ้าเด็กตกน้ำ ต้องรอด เอาแค่นี้ ไม่ต้องมาผีเสื้อกับผม” เป็นต้น
และแน่นอนว่า มีการขยายความวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต
ขณะที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกแถลงการณ์ต่อสาธารณชน โดยยืนยันว่า มิได้เป็นไปตามนั้น และอธิบายสรุปรวมความว่า โรงเรียนร่วมทำงานกับผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่ช่วยเตรียมความพร้อมเยาวชนสำหรับการเป็นพลเมืองไทย และพลเมืองโลกที่พร้อมใช้วิจารณญาณในการเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างเท่าทัน ส่วนการพัฒนาหลักสูตรและนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนบนฐานความรู้ที่ทันสมัย ครอบคลุมสาระการเรียนรู้ในแต่ละช่วงชั้น และมีความเหมาะสมกับพัฒนาการของผู้เรียน นอกจากวิชาสาระหลัก โรงเรียนยังได้จัดให้มีการสอนในวิชาต่างๆ เพิ่มเติม อาทิ วิชาอยู่รอดปลอดภัย วิชาว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด วิชาวัยรุ่นศาสตร์ วิชารู้ทันการเงิน วิชาเสพศิลป์และกลิ่นเสี่ยง วิชาผู้ประกอบการ วิชารู้เท่าทันสื่อ วิชาวิถีศรัทธา (ครอบคลุมเนื้อหาทุกศาสนา) เป็นต้น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง
พร้อมทั้งยืนยันว่า โรงเรียนมีเป้าหมายในการบ่มเพาะเยาวชน ให้เป็นผู้มีจิตสำนึกพลเมืองที่เข้มแข็ง เป็นพลเมืองโลกที่ยึดโยงกับบริบทของสังคมไทย มีทักษะและสมรรถนะแห่งอนาคต รู้จักคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ มีภาวะผู้นำ มีความสามารถในการกำกับตนเอง เข้าอกเข้าใจผู้อื่น และสามารถทำงานเป็นทีม ผ่านกระบวนการเรียนรู้ในชั้นเรียน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเยาวชนให้มีคุณลักษณะดังกล่าว
ก็เป็นอันว่า สถานการณ์ได้คลี่คลายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
... กระนั้นก็ดี จากปมเรื่องดังกล่าว เมื่อย้อนกลับไปดูภาพรวมของระบบการศึกษาไทย ก็จะพบว่า มีปัญหาทับซ้อนอยู่หลายมิติและถือเป็น 1 ในเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศที่จำต้องมีการปฏิรูปโดยเร่งด่วน ทั้ง “ครู-นักเรียนและโรงเรียน” รวมทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษาของชาติอย่าง “กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)”
โรงเรียนมิใช่แหล่งที่เด็กสามารถพึ่งพาทางด้านการเรียนการสอนอย่างเต็มประสิทธิภาพ เด็กไทยจำนวนมากต้องไปเรียนกวดวิชา แถมเหตุผลที่เรียนก็เพราะอยากทำคะแนนให้ดี แต่สุดท้ายเลือกไม่ได้ว่าอยากเข้าคณะอะไร
แถมยังกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำด้วยว่า ยิ่งเรียนสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายยิ่งแพง จนผู้ปกครองรับไม่ได้ และการเรียนฟรีไม่ได้มีอยู่จริง
ขณะที่ “กระทรวงศึกษาธิการ” เอง ก็มีปัญหากับ 4 ระบบหลัก คือ 1.ระบบคุรุสภา ระบบบริหารงานบุคคล และระบบสวัสดิการครู 2.ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3.ระบบเขตพื้นที่การศึกษา และ 4.ระบบโรงเรียนและชั้นเรียน เพราะที่ผ่านมาทั้ง 4 กลไกนี้ยังทำงานไม่สอดคล้องกัน กำกับควบคุมกันไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างทำ ทำให้ไม่เกิดการบูรณาการ
ยิ่งเมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปัญหายิ่งหนักเข้าไปอีก เพราะความพร้อมของครู เด็ก และผู้ปกครอง ที่ไม่ได้เท่ากันทุกคน เกิดความเครียด ตามมาด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำ และเด็กออกกลางคัน
ข้อมูลล่าสุด มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษา เฉพาะภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ไม่ต่ำกว่า 6.6 หมื่นคน ทั้งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ประกอบด้วย กศน. 1,483 คน, สช.ออกกลางคัน 2,578 คน, สอศ.แบ่งเป็น รัฐ 16,690 คน เอกชน 18,161 คน และ สพฐ.แบ่งเป็น กลุ่มเด็กทั่วไป 5,621 คน กลุ่มเด็กพิการ 7,137 คน กลุ่มรอยต่อ 14,953 คน รวมมีนักเรียน/นักศึกษา ออกกลางคันทุกสังกัด 66,623 คน
อีกทั้งเผยผลวิจัยเด็กไทยเกิดความเครียด โดดเรียนออนไลน์มากกว่า 20% ขณะที่ผลสำรวจทั่วโลกระบุว่าการเรียนออนไลน์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดภาวะ Learning Loss หรือความรู้ถดถอย
“ผศ. อรรถพล อนันตวรสกุล” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Athapol Anunthavorasakul ในบางช่วงบางตอนเอาไว้อย่างน่าสนใจ ความว่า การจะทำพัฒนาโรงเรียนของรัฐ (Public School) ซึ่งเป็นการศึกษาสำหรับปวงชน (Mass Education) ดีขึ้น ต้องทบทวนในประเด็นต่อไปนี้ 1. คืนความเป็นอิสระจัดการตนเองได้ในทางวิชาการ ให้กับโรงเรียน 2. ลดและงดการควบคุมสั่งการให้ทำตามนโยบายจากสำนักต่างๆ ที่ไม่มีการจัดวางลำดับความสำคัญและบูรณาการงานก่อนคำสั่ง/นโยบายจะถึงโรงเรียน จะช่วยลดภาระงานโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเอกสารรายงานโครงการต่างๆ
3. เกลี่ยและจัดหาอัตราบุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ธุรการทั้งหลายให้โรงเรียนมีเพียงพอที่จะไม่ไปดึงเวลาครูจากงานสอน งานดูแลนักเรียน มาจมอยู่กับงานธุรการในหลายหน้างาน และ 4. จัดงบประมาณ ทรัพยากรการศึกษา และจำนวนครูให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะและขนาดของโรงเรียน บนฐานคิดความเท่าเทียม โรงเรียนเล็ก ต้องได้เงินรายหัวของผู้เรียนในอัตราที่มากกว่า โรงเรียนใหญ่ มีทรัพยากรเพียงพอ ไม่ต้องดิ้นรนทอดผ้าป่าจ้างครูกันเองตามยถากรรม เป็นต้น
นอกจากนี้ หนึ่งในประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและป้องกันโดยเร่งด่วน คือ “วิกฤตนักเรียน - นักศึกษา ฆ่าตัวตายจากความเครียดเรื่องการเรียน” ซึ่งมีกรณีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือล่าสุดกับโศกนาฎกรรม นักศึกษาปริญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระโดดตึกเรียนฆ่าตัวตาย สาเหตุมาจากความเครียดเรื่องเรียน มีประวัติรักษาโรคเครียด
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยสถิติคนไทยที่ฆ่าตัวตาย ปี 2563 เฉลี่ย 7 ราย ต่อประชากร 100,000 ราย, ปี 2564 เฉลี่ย 8 ราย ต่อประชากร 100,000 ราย พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่าระบบการศึกษาไทยกำลังฆ่าเด็กไทยเป็นใบไม้ร่วง สถิติการฆ่าตัวตายยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี การฆ่าตัวตายในวัยรุ่นสาเหตุหนึ่งมาจากปัญหาจากระบบการศึกษา
เด็กไทยในระบบการศึกษาต้องเผชิญกับความกดดัน โดยเฉพาะเด็กที่ย่างก้าวเข้ามหาวิทยาลัยในช่วงการระบาดของโควิด-19 และการเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบจึงไม่ได้เข้าสังคมอย่างที่ควรจะเป็น กิจกรรมต่างๆ ไม่ค่อยมี หรือแม้กระทั่งในเด็กเล็ก เด็กวัยเจริญเติบโต และการสร้างสรรค์จิตนาการเพื่อค้นหาความชอบ และความฝัน ซึ่งตอนนี้เป็นไปได้เพียงแค่นิทานบนหน้าจอ หรือในอินเตอร์เน็ตเท่านั้น เด็กไม่ได้เจอเพื่อนใหม่ ไม่ได้เจอการเผชิญโลกกว้าง อีกทั้งข้อกำหนดต่างๆ ที่การศึกษาไม่เอื้อต่อช่วงวัย
กล่าวสำหรับ ปัญหาความเครียดสะสมที่เกิดขึ้นระหว่างเรียนออนไลน์ เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้ทั่วโลก อาทิ หน่วยตรวจสอบสุขภาพจิตของโรงเรียนในเมืองคลาร์กเคาน์ตี (Clark County) ชานเมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา ที่ต้องปิดลงในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 รายงานว่า มีเด็กนักเรียนส่งสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในการฆ่าตัวตายมากกว่า 3,100 ครั้ง
หันกลับมาที่ประเทศไทย ความเครียดสะสมที่เกิดขึ้นระหว่างเรียน ไม่ว่าจะออนไลน์หรือออนไซด์ก็ตาม เป็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันกลับมาทบทวน ตระหนักให้ความสำคัญในสุขภาพจิตผู้เรียน รวมทั้งประเด็นพัฒนารูปแบบหลักสูตรการศึกษาจะมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพอย่างไร


