xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“ตู่มูเตลู” สู้ของแพง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กลายเป็นที่ฮือฮาอีกครั้งกับ “ไอเทมสายมูเตลู” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

โดยช่วงวันเด็กแห่งชาติปี 2565 ที่ผ่านมา มีการปล่อยภาพกิจกรรมตัวแทนเด็กและเยาวชน เข้าพบและพูดคุยกับ “นายกฯลุงตู่” นอกจากนี้ยังได้เปิดโอกาสให้ตัวแทนเยาวชนไปนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีตามธรรมเนียมทุกปีที่ผ่านมา

ก็เลยมีคนตาดีสังเกตเห็นว่า ห้องทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ มีการปรับภูมิทัศน์ไปพอสมควร โดยเฉพาะด้านหลังโต๊ะทำงานนายกฯ ที่มีไอเทมเครื่องรางของขลัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพิ่มขึ้นจากที่ผ่านมา

ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็น “พญาครุฑ” และ “พระนารายณ์ทรงสุบรรณ” ขนาดใหญ่ที่ถูกนำมาประดับไว้ด้านหลังโต๊ะทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตามความเชื่อ พญาครุฑ และพระนารายณ์ทรงสุบรรณจะช่วยเสริมอำนาจบารมี แก้อาถรรพณ์ ทำลายอุปสรรคขวากหนาม และปราบสิ่งเลวร้าย

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้ปรับภูมิทัศน์ภายในทำเนียบรัฐบาล และภายในห้องทำงานของตัวเองมาตลอด ทั้งที่ตกเป็นข่าวและไม่เป็นข่าว

นอกจากนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ที่ระเบียงด้านหน้าชั้น 2 ของตึกไทยคู่ฟ้า ได้มีการตั้งบูชารูปปั้น “นรสิงห์” โดยมีการนำพวงมาลัยดอกดาวเรืองคล้องไว้ด้วย ซึ่งมีรายงานว่า “สมเด็จธงชัย” สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี แห่งวัดไตรมิตรวิทยาราม ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้เข้ามาทำพิธีในช่วงกลางปี 2564

ส่วนในห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ภายในตึกไทยคู่ฟ้านั้น ตั้งแต่เข้ามาเป็นนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งให้ฝ่ายสถานที่ทำเนียบรัฐบาล จัดตั้งโต๊ะหมู่บูชา 3 ชุดใหญ่ ประกอบด้วย โต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป จากโต๊ะหมู่ชุดเทพเจ้าต่างๆ และโต๊ะหมู่บูชาอดีตบูรพกษัตริย์ โดย “บิ๊กตู่” จะสักการะทุกวันก่อนเริ่มทำงานในทำเนียบรัฐบาล

และล่าสุด ได้มีการนำพญาครุฑและนารายณ์ทรงสุบรรณ มาตั้งไว้หลังโต๊ะทำงานด้วย

เดิมที พล.อ.ประยุทธ์ ก็ถือเป็น “สายมูเตลู” หรือผู้ที่นิยมในเรื่องของความเชื่อ ไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในระดับ “ตัวพ่อ” คนหนึ่งอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงกว่า 8 ปีที่ผ่านมาที่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี มีหลายวาระที่สังเกตได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ พกและประดับ “ของดี” ไว้กับตัวมากมาย

ตั้งแต่พระเครื่องพวงใหญ่ที่ห้อยติดตัว และเคยปลดกระดุมโชว์ในระหว่างการแถลงข่าว ตั้งแต่ช่วงเข้ารับตำแหน่งนายกฯใหม่ๆ มีการนับได้ทั้งหมด 14 องค์ ตรงตามบัญชีทรัพย์สินที่ได้แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรียกว่าขนมาหมดกรุ มีเท่าไรก็นิมนต์มาห้อยคอทั้งหมด

“พระของผมมีมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ตอนเป็นทหารก็ได้มาตลอด เช่น หลวงปู่ทวด แต่ไม่ได้นับว่าทั้งหมดกี่องค์ ผมไม่หนัก เพราะพระอยู่กับผม ในใจผมมีพระอยู่ ในใจมียิ่งกว่าพระประธานอีก” พล.อ.ประยุทธ์ บอกไว้ครั้งนั้น

แล้วยังมี “แหวนนพเก้า-แหวนนะโม-แหวนสมเด็จ” และอีกสารพัดแหวน ที่หมุนเวียนสวมติดมือตลอด และยังมีกำไลที่สวมใส่ประจำอีก 1 วงเป็น “กำไลเงินหางช้าง” โดยแต่ละไอเทมต่างมีสรรพคุณในการเสริมบารมี ป้องกันไสยยศาสตร์ เสนียดจัญไรและสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย ปัดเป่ารังควานจากภูตผีปีศาจ และสัตว์ร้ายต่างๆในยามที่ต้องเดินทางไกล รวมไปถึง “กำไลหินสีเทา” ที่เคยระบุว่าเป็นกำไลที่ลูกสาวนำมามอบให้สวมใส่ เพื่อให้ใจเย็นเหมือนหิน

น่าสนใจไม่น้อยกับการปรากฎ พญาครุฑ พระนารายณ์ทรงสุบรรณ และรูปปั้นบูชานรสิงห์ มาเป็นไอเทมเสริมดวงของ “บิ๊กตู่” ในห้วงขวบปีสุดท้ายของ “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ทั้งที่เดิมก็มี “ของดี” นับไม่ถ้วนอยู่แล้ว

เป็นภาพสะท้อนว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องอาศัยที่พึ่งทางใจ เดินทาง “สายมูเตลู” อย่างเต็มตัว ในยามที่รัฐบาลถูกมองว่าอยู่ในช่วง “ขาลง” เต็มตัว ทั้งที่อีกไม่เกิน 15 เดือนก็จะต้องเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่แล้ว
ราวกับ พล.อ.ประยุทธ์ รู้ล่วงหน้าว่าต้องเผชิญกับสารพัดศึกใน “ปีเสือดุ” ที่ยังไม่ทันพ้น 2 สัปดาห์ดีก็เจอปัญหามะรุมมะตุ้มไม่หวาดไม่ไหว หนักหนาสาหัสสุดหนีไม่พ้น ปัญหา “หมูแพง” ที่เป็นโดมิโนไปถึงไก่แพง ไข่แพง สารพัดของแพง ซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจฝืดเคือง ที่ยังขยับไม่พ้นวังวนโควิด-19



ครุฑและนารายณ์ทรงสุบรรณในห้องทำงาน
 ในยามที่ต้องยอมรับว่าคะแนนนิยมรัฐบาล และตัว พล.อ.ประยุทธ์ ตกต่ำติดลบอยู่แล้ว

ไม่เพียงแต่ต้องเตรียมรับมือฝ่ายค้านที่ตั้งโต๊ะแถลงข่าวถล่มทุกวัน และรอลับมีดชำแหละในศึกอภิปรายมาตรา 152 แบบไม่ลงมติ ต่อเนื่องไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงกลางปีที่จะถึงนี้

ยังต้องมาเจอ “สงครามเย็น” ภายในรัฐบาล เมื่อปัญหา “หมูแพง” และสินค้าราคาแพง อยู่ในความดูแลของ “ค่ายสะตอ” พรรคประชาธิปัตย์ ที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์

ปรากฎว่า พล.อ.ประยุทธ์ กลับโดนถล่มเละเทะ แต่เจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้ง “เสี่ยอู๊ด” จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ดูจะลอยตัว และหลบอยู่หลังนายกฯ

ในความจริง “จุรินทร์-เฉลิมชัย” ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่พ้น โดยเฉพาะรายหลังในฐานะกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องรับผิดชอบการทำงานของ “กรมปศุสัตว์” ฐานอุบอิบปกปิดความจริง กรณีตรวจพบโรคอหิวาต์แอฟริกา (African swine fever) หรือ ASF ระบาดในหมู จนเป็นเหตุให้หมูขาดตลาด ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้น

ทั้งที่มีหนังสือจาก ภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ระบุว่าข้อห่วงใยต่อสถานการณ์โรคระบาดและการควบคุมโรคในสุกร ได้รายงานการพบเชื้อไวรัส ASF ในซากสุกรที่ส่งชันสูตรโรค ตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.64 และรายงานต่อกรมปศุสัตว์ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 พร้อมขอให้กรมปศุสัตว์พิจารณาตามขั้นตอนเพื่อการควบคุมโรคอย่างเร่งด่วน

เมื่อหนังสือฉบับดังกล่าวหลุดมาถึงสื่อมวลชน ปรากฎว่า นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโตอธิบดีกรมปศุสัตว์ ตอบแบบไม่แสดงความรับผิดชอบว่า “ไม่เคยเห็นหนังสือดังกล่าวเสนอขึ้นมารายงานให้ทราบ”

ไม่ใช่แค่หนังสือเตือนจากภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ในวงการ “คนเลี้ยงหมู” เอง ก็รู้กันว่า พบโรค ASF ในไทยมาแล้วร่วม 2 ปี ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ระบาดในเพื่อนบ้านอาเซียน

แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ไม่ใช่แค่ไม่รู้ หรือแสร้งไม่รับรู้เท่านั้น ยังป้อนข้อมูลให้รัฐบาลด้วยว่า ไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไม่พบการระบาดของโรค ASF อวดเป็นผลงานด้วยว่า การเฝ้าระวังป้องกันของไทยดีเยี่ยม

ทำให้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยอดส่งออกหมูไทยพุ่งกระฉูดอย่างผิดสังเกต เพราะประเทศผู้ขายอื่นส่งออกไม่ได้

หลักฐานยันว่า โรคระบาดในหมูไทยเกิดมานานแล้ว ก็เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของบกลาง 500 กว่าล้านบาท อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายกำจัดสุกรและเพื่อการฆ่าเชื้อ ย้อนหลังให้ไปถึงเดือน มีงค.64 แสดงว่า โรคระบาดเกิดขึ้นมานานแล้ว

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ก็แก้ปัญหาแบบขายผ้าเอาหน้ารอด เกาไม่ถูกที่คัน โดยการห้ามส่งออกหมูมีชีวิต ที่คนทำฟาร์มหมูด่าขรมทั้งประเทศ เพราะปกติก็ไม่มีหมูจะส่งออกอยู่แล้ว

ก็มีคำถามว่า เหตุใด “นายกฯตู่”ถึงปล่อยให้ปัญหาแดง หมูแพงมาหลายเดือน ก่อนมาพบว่ามีโรคระบาด จนยากจะแก้ไขเช่นนี้ ราวกับว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล “แพ้ทาง” การทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างไรอย่างนั้น

ต่างจากการทำงานกับ “ค่ายเซราะกราว” พรรคภูมิใจไทย ที่ยามมีปัญหาใดเกิดขึ้น “บิ๊กตู่” พร้อมที่จะใช้อำนาจเข้าไป “ล้วงลูก” เหมือนกรณีแก้ไขปัญหาโควิด-19 ในช่วงปีแรก ที่รวบอำนาจเบ็ดเสร็จไว้กับตัวเอง

ทั้งที่ช่วงนั้นก็มีปัญหาหน้ากากอนามัย-ถุงมือยางขาดตลาด ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ “นายกฯ ตู่” กลับไม่ใช้อำนาจเข้าไปล้วงลูก อย่างที่ทำกับกระทรวงสาธารณสุขแต่อย่างใด

ยังไม่หือไม่อือกับ “ค่ายสีฟ้า” ก็น่ากลัวว่า ปัญหาสินค้า “แพงทั้งแผ่นดิน” จะลุกลามบานปลายไปยิ่งกว่านี้ จนอาจเกิดปรากฎการณ์ใหญ่สั่นคลอนรัฐบาลได้เลย เพราะประชาชนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

เป็น “ค่ายสะตอ” เองเล่นการเมืองแบบ “เซียนเหยียบเมฆ” เห็นว่ากำลังติดพันศึกเลือกตั้งซ่อมภาคใต้ ที่รู้ทางลมว่า ไม่ควรออกตัวเกี่ยวกับเรื่องสินค้าราคาแพง เพราะจะมีผลต่อคะแนนเสียง เลยหลบฉากโยนอีกทอดให้ “แพะ” อย่างอธิบดีกรมปศุสัตว์ มารับสหบาทา เซ่นอารมณ์คนในสังคม

ทั้งที่ว่ากันตรงๆ “เสี่ยอู๊ด-เสี่ยต่อ” ต้องรับมากกว่าคนอื่นในฐานะเจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบหน่วยงานเรื่อง “แพงทั้งแผ่นดิน”

ปล่อยไว้เช่นนี้ย่อมไม่ดีต่อตัว “พล.อ.ประยุทธ์” ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเอง ยิ่งงวดเข้าใกล้เทศกาล “ตรุษจีน” ที่รู้กันดีว่าผู้คนต้องออกมาจับจ่ายใช้สอย ช่วงปลายเดือน ม.ค. ต่อเนื่องต้นเดือน ก.พ. ที่เชื่อว่าจะเป็น “ช่วงพีค” ของราคาข้าวของเครื่องใช้ หมู-ไก่-ไข่-ผักเตรียมพาเหรดขึ้นราคากันยกแผง ยังดีที่ทู่ซี้ถ่วงก๊างหุงต้ม LPG ไปได้อีก 2 เดือน จากเดิมที่มีคิวลอยตัวปล่อยขึ้นราคาขั้นบันไดต้นเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้

รูปปั้น “นรสิงห์” ที่ตั้งอยู่ระเบียงด้านหน้าชั้น 2 ของตึกไทยคู่ฟ้า

ปลดกระดุมเสื้อโชว์พระเครื่องและเครื่องรางของขลังที่ห้อยคอให้ผู้สื่อข่าวดู ระหว่างการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559
การปล่อยให้ปัญหาหมูแพง สินค้าราคาแพง โดยไม่คิดจะเล่นงานผู้รับผิดชอบโดยตรง ก็สะท้อนว่าความเด็ดขาดในการใช้อำนาจที่เคยเป็นจุดขายของ พล.อ.ประยุทธ์ จางลงไปอย่างเห็นได้ชัด

เพราะรัฐบาลไม่ได้เผชิญปัญหาสินค้าแพงที่เป็นเรื่องใหญ่เพียงเรื่องเดียว ยังมีเรื่องร้อนอื่นอีกเพียบ ทั้งการจัดเก็บรายได้ ก็หวังกับเครื่องยนต์ “ท่องเที่ยว” ที่กะว่าปีนี้จะฟื้นเต็มตัว ก็สะดุดกับ “โอมิครอน” จนน่ากลัวต้องปิดประเทศอีกคำรบ

นอกเหนือจากความล้มเหลวทุกด้านของรัฐบาลแล้ว ยังมีเรื่องปม 8 ปีนายกฯ ของ “บิ๊กตู่” ที่จะมีการมียื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความชี้ขาดตัดสินอนาคตผู้นำ ที่เถลิงอำนาจเป็นนายกฯครั้งแรกเมื่อเดือน ส.ค.57 ซึ่งเป็นไทม์ไลน์ที่ล้อกันพอดิบพอดี

ทั้งนี้ เมื่อจับอากัปกิริยาอาการของ “ตู่มูเตลู” แล้ว อาจตีความได้ว่า “กำลังสูญเสียความมั่นใจครั้งสำคัญ” เพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนมากขึ้นทุกทีด้วยใช้ชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบากนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ต้นทุนชีวิตเพิ่มขึ้น พร้อมกับเงินทองในกระเป๋าที่ร่อยหรอลงไปทุกที

หลายคนต้องตกงาน หลายธุรกิจต้องล้มหายตายจาก

แต่ว่าก็ว่าเถอะ รัฐมนตรีในคาถาของ “ตู่มูเตลู” ดูเหมือนจะจับสัญญาณความไม่พอใจของสังคมไม่ถูก ยังคงแก้ปัญหาแบบเดิมๆ โดยไม่เข้าถึงหัวอกหัวใจของประชาชน

ยกตัวอย่างเช่นคำให้สัมภาษณ์ที่ว่า “ส่วนหนึ่งรัฐบาลได้พยายามที่จะบริหารจัดการดูแลอยู่แล้ว ซึ่งหากสินค้าตัวไหนที่สามารถตรึงราคาได้ รัฐบาลก็พยายามจะดำเนินการตึงราคาสินค้า แต่บางส่วนก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกลตลาดเสรี ก็ต้องปล่อย แต่จำเป็นเพิ่มการผลิตให้มากขึ้น...”

พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก ในจังหวะที่ “บิ๊กตู่” ก็ต้องเตรียมรับมือ งัดของดีมากองไว้ที่ทำเนียบรัฐบาลพะเนินเทินทึก ทั้งพญาครุฑ นารายณ์ทรงสุบรรณที่โต๊ะทำงาน ทั้งรูปปั้นนรสิงห์บนตึกไทยคู่ฟ้า

รู้ดีว่าปี 2565 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ กับการต่อทอดอำนาจเป็นนายกฯสมัยที่ 3 ที่เดิมพันสูงยิ่ง เป็นเหตุให้ต้องเล่นทุกศาสตร์ เดินสายมูเตลู เพราะอาการไม่สู้ดี ต้องมีที่พึ่งทางใจซักหน่อย

ทว่า สิ่งที่ “ลุงตู่” ต้องไม่ลืมก็คือ ปัญหาของแพงนั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วย “มูเตลู” หากต้องแก้ด้วย “ฝีมือการบริหารราชการแผ่นดิน” ที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ดังนั้น ถ้ายังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินเช่นนี้ต่อไป ต่อให้ “ลุงตู่” ขนสารพัด “มูเตลู” มาเสริมทัพอีกเป็นพะเนินเทินทึกก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งมากขึ้นเท่าไหร่ ผลงานต่างหากคือตัวตัดสินอนาคตทางการเมืองของ “ตู่มูเตลู”