xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

อวสานของก็อปฯ จริงหรือ? คุมเข้มห้ามนำเข้า - ส่งออก ไทยดิ้นหลุดบัญชีดำสหรัฐฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  รัฐบาลไทยเร่งเครื่องกวาดล้างสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ สินค้าแบรนด์ก็อปปี้ ลุยปราบปรามอย่างจริงจังทั้งในท้องตลาดและโลกออนไลน์ ผลักดันกฎระเบียบใหม่เตรียมทำคลอด “ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามส่งออก ห้ามนำเข้า และห้ามนำผ่านราชอาณาจักร พ.ศ. ....”  


สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นับเป็นตัวทำลายระบบเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ  นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่าประเทศไทยถูกสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จัดอันดับสถานะทางการค้าอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (WL) ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ที่ทำให้ไทยต้องถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้าจากสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า ประเทศไทยได้สูญเสียโอกาสทางการค้าจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ประเทศไทยเคยถูกจัดเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าปลอมและละเมิดลิขสิทธิ์มากเป็นอันดับที่ 8 ของโลกในปี 2559 โดยสำนักงานทรัพย์สินของสหภาพยุโรป (European Union Intellectual Property Office) และองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development) เปิดเผยว่าประเทศที่มีการส่งออกสินค้าปลอมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่  จีน ฮ่องกง ตุรกี สิงคโปร์ และเยอรมนี  ส่วนสินค้าที่ได้รับความนิยมที่ถูกปลอมแปลงและละเมิดลิขสิทธิ์มากที่สุดเป็นสินค้าจำพวกเครื่องแต่งกาย รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องหนัง ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้ประเทศผู้เป็นต้นแบบของสินค้าแบรนด์เนมส่งออกอย่าง สหรัฐฯ ฝรั่งเศส และอิตาลี  ได้รับความเสียหายอย่างมาก

และตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยดำเนินการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่าต่อเนื่อง มีการบุกทลายแหล่งเป็นข่าวครึกโครมหลายอย่างเนื่อง ย้อนกลับไปช่วงเดือน พ.ย. 2564 มีการประสานความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงยุติธรรม, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), กองคดีทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ บุกทลายโกดังแหล่งจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ มูลค่าเสียหายกว่า 160 ล้านบาท ซึ่งลักลอบจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องนอน ผ้าห่ม ชุดผ้าปูที่นอนละเมิดเครื่องหมายการค้าจำนวนมาก โดยพฤติการณ์จัดจำหน่ายสินค้าทั้งค้าส่งและค้าปลีก ช่องทางจำหน่ายผ่านการจัดงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ตามพื้นที่ชุมชนต่างๆ โดยจำหน่ายสินค้าปลอมคุณภาพเกรด AAA และไม่ได้คุณภาพเพื่อหลอกลวงขายให้กับผู้สนใจ

และในแต่ละปีจะมีพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งปี 2564 มีของกลางที่ถูกนำมาทำลายจำนวนทั้งสิ้น 572,076 ชิ้น เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า เข็มขัด รองเท้า นาฬิกา โทรศัพท์มือถือ และเครื่องสำอาง เป็นต้น เป็นของกลางจากการจับกุมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 56,501 ชิ้น กรมศุลกากร 435,049 ชิ้น และกรมสอบสวนคดีพิเศษ 80,526 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้านบาท

 นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ของกลางในคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว จะต้องนำมาทำลายด้วยวิธีที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศผู้ค้า นักลงทุน และเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาว่าสินค้าละเมิดจะไม่ถูกนำกลับมาหมุนเวียนในท้องตลาดอีก และยังเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้สาธารณชนได้รับทราบว่าสินค้าละเมิดเป็นสินค้าด้อยคุณภาพหรือบางรายการอาจเป็นอันตรายส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค

แต่ท้ายที่สุดสถานการณ์สินค้าละเมิดฯ ในเมืองไทยก็ยังเป็นปัญหาแก้ไม่ตก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า ตั้งเป้าหลุดไทยถูกปลดออกบัญชีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทุกบัญชี หลังจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จัดอันดับคงสถานะทางการค้าอยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกจับตา (Watch List : WL) หลังจากสหรัฐฯ ได้ปรับสถานะไทยให้ดีขึ้นจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองพิเศษ (Priority Watch List : PWL)

กล่าวได้ว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สหรัฐฯ จับตามองเรื่องละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามาอย่างยาวนาน แต่อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีการดำเนินการเพื่อป้องปรามการละเมิดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2564 ที่ผ่านมา  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมมือทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ในการดำเนินการเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้น ทั้งการป้องปรามการละเมิด การพัฒนากฎหมาย และการเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศ รวมถึงให้ร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการร่วมจัดทำแผนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Work Plan) การหารือในการประชุมกรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ และการหารือสองฝ่ายในโอกาสต่างๆ เพื่อผลักดันให้ไทยหลุดจากบัญชีประเทศที่ถูกจับตามอง (Watch List : WL) และทุกบัญชีในอนาคต

“การที่ไทยมุ่งมั่นพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะส่งผลให้ไทยสามารถรักษาสถานะในบัญชี WL ไว้ได้แล้ว ยังมีส่วนเสริมสร้างบรรยากาศทางการค้าการลงทุนในประเทศ และสร้างแรงจูงใจให้คนไทยคุ้มครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญามากยิ่งขึ้น อันจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ”

ทั้งนี้ ทางสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ประกาศสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้ารายสำคัญ ประจำปี 2564 ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ (Special 301) โดยยังคงให้ไทยอยู่ในบัญชี WL ร่วมกับ 23 ประเทศ เช่น ไทย เวียดนาม ปากีสถาน ไนจีเรีย โรมาเนีย ตุรกี บราซิล แคนาดา และ เปรู เป็นต้น ส่วนบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองพิเศษ (Priority Watch List : PWL) มี 9 ประเทศ ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย ยูเครน อาร์เจนตินา ชิลี และเวเนซุเอลา

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์เร่งเครื่องพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศทางการค้าการลงทุนในประเทศ และเพื่อไม่ให้ถูกนำไปเป็นเงื่อนไขทางการค้า หรือสร้างปัญหาในอนาคต ซึ่งอาจจะถูกนำไปเชื่อมโยงกับการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) อันจะกระทบต่อการส่งออกได้ ทำให้ไทยยังค้าขายได้ปกติ และสามารถแข่งขันกับสินค้าของประเทศอื่นในตลาดสหรัฐฯ ได้ต่อไป

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2565 **น.ส.รัชดา ธนาดิเรก** รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามส่งออก ห้ามนำเข้า และห้ามนำผ่านราชอาณาจักร พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

โดยเป็นการปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อเท็จจริง และพันธกรณีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPS) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ณ จุดผ่านแดนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยร่างกฎกระทรวงมีสาระสำคัญ อาทิ

 1. กำหนดให้สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นสินค้าต้องห้ามส่งออก ห้ามนำเข้า และห้ามนำผ่านราชอาณาจักร ยกเว้นกรณีของติดตัวในปริมาณที่ไม่มากเกินสมควร โดยไม่มีลักษณะในเชิงพาณิชย์

2. กำหนดให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ สามารถแจ้งข้อมูลเครื่องหมายการค้าหรือลิขสิทธิ์ต่อพนักงานศุลกากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กรมศุลกากรกำหนด เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบสินค้าที่มีเหตุสงสัยว่าจะมีการละเมิดเครื่องหมายการค้าหรือการละเมิดลิขสิทธิ์

ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงพาณิชย์จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 

บทบาทของรัฐบาลไทยให้คุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มีการปราบปรามการละเมิดอย่างจริงจัง ทั้งในตลาดทั่วไปและตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะตลาดออนไลน์ซึ่งปัจจุบันมีการซื้อขายสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มมากขึ้น ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้สร้างกลไกผลักดันการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ประสานความร่วมมือไปยังแพลตฟอร์มช้อปปิงออนไลน์ในเมืองไทย และได้พัฒนากฎหมายให้ทันสมัยตอบโจทย์กับสถานการณ์ปัจจุบันตามที่กล่าวข้างต้น รวมทั้ง เตรียมการเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศ อาทิ ความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ และสนธิสัญญาว่าด้วยลิขสิทธิ์แห่งองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก

ทว่า การปราบปราบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะหากยังมีผู้ซื้อสินค้าเหล่านี้อยู่ ซึ่งสถานการณ์ปัญหานี้ทำให้ประเทศเสียดุลทางการค้า อ้างอิงงานวิจัยเรื่อง “สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและคุณค่าแห่งแบรนด์” โดย  ผศ.สุมาลี เล็กประยูร สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ระบุว่าสถานการณ์ปัญหาสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ สินค้าเลียนแบบ เป็นปัญหาที่มีการขยายตัวต่อเนื่องมายาวนานในภูมิภาคเอเชีย สำหรับประเทศไทยที่สามารถพบเห็นสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป ซึ่งการเติบโตของตลาดสินค้าละเลิดลิขสิทธิ์มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทน และกำไรอย่างมหาศาลที่ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายจะได้รับ ช่องว่างทางกฎหมาย และปัจจัยสำคัญที่สุดคือกระแสความนิยมจากผู้บริโภค

สำหรับเหตุผลที่ผู้บริโภคซื้อสินค้าเลียนแบบ เนื่องจากความต้องการคุณค่าของตราสินค้าที่เป็นของแท้ ศักดิ์ศรี ผลประโยชน์ด้านภาพลักษณ์ และการบริโภคเพื่อสถานภาพทางสังคม ซึ่งเป็นความต้องการด้านคุณค่าทางจิตใจมากกว่าลักษณะทางกายภาพของสินค้า แต่เนื่องจากผู้บริโภคไม่เต็มใจที่จะจ่ายเงินในราคาสูง จึงมีความคิดว่าด้วยราคาที่ต่ำกว่าของสินค้าเลียนแบบทำให้คุ้มค่าที่จะซื้อ

 สุดท้ายไม่ว่ารัฐบาลไทยจะเปิดปฎิบัติปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เข้มข้นสักเพียงใด ตราบใดที่ยังมี “ผู้ซื้อ” ปัญหาสินค้าละเลิดลิขสิทธิ์ก็ยังวนลูปต่อไป 




กำลังโหลดความคิดเห็น