ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ไปกันต่อไม่ถูกเลยทีเดียว
หลังคำปฏิเสธของ “ผู้ว่าฯหนึ่ง” ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ที่ล่าสุดปัดเทียบเชิญให้มาลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) ในนามพรรคพลังประชารัฐ อย่างเป็นทางการแล้ว
“เพราะเมื่อยังสวมหมวกราชการ อยากจะสวมหมวกราชการให้ดีที่สุด แล้วความภาคภูมิใจของราชการที่ดีที่สุดก็คือ การเดินจากราชการไปอย่างสง่าผ่าเผย”
ทั้งยังขอบคุณไปถึง “ผู้ใหญ่ใจดี” ที่พยายามชวนและทาบทาม แต่ขออยู่ทำงานรับใช้ชาวปทุมธานี ที่เพิ่งย้ายมาเป็นพ่อเมืองได้เพียง 2 เดือนเท่านั้นก่อน
ถือเป็นคำปฏิเสธอย่างมีชั้นเชิงเจือไปด้วยความ “สุภาพ-ถ่อมตน” เอาหลังพิง “ชีวิตราชการ-คนปทุมธานี” ก่อนขมวดปมว่า “ขาดคุณสมบัติ” เพราะตอนนี้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน จ.ปทุมธานี
ตามสเปกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ที่กฎหมายกำหนดไว้ว่า ต้องมีชื่อในทะเบียนบ้าน กทม.ติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 180 วัน หรือราว 6 เดือน ก่อนถึงวันเลือกตั้ง
บังเอิญ หรือตั้งใจไม่ทราบ เป็นห้วงเวลาตรงกับที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพิ่งเปรยว่า เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อย่างเร็วกลางปี 2565
เหมือนถ่วงรอให้ “ณรงค์ศักดิ์” ทำการโยกย้ายสำมะโนครัวเข้ามาเป็น “คนกรุง” ตามเงื่อนไข ไม่วายถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
หรือก่อนหน้านั้นก็อุตส่าห์ให้คนในพรรคพลังประชารัฐปล่อยข่าวออกมาในทำนองว่า “ผู้ว่าฯ หนึ่ง” ขอเวลาตัดสินใจ 2 สัปดาห์
แต่ไม่ทันไร “ณรงค์ศักดิ์” ชิงออกมาปฏิเสธทันที ในอารมณ์หักด้ามพร้าด้วยเข่า
แน่นอนว่าพรรคพลังประชารัฐย่อมไม่ถูกใจสิ่งนี้ ผิดกับ “แฟนคลับผู้ว่าฯ หมูป่า” ที่ต้องบอกว่า โล่งอก ไม่อยากให้ “ณรงค์ศักดิ์” เอาชื่อมาทิ้งกับ “ค่ายหลวงพ่อป้อม” อยู่แล้ว
เพราะต้องยอมรับว่า แม้ “ผู้ว่าฯ หมูป่า” ที่สร้างชื่อจากสถานการณ์ช่วยสมาชิกทีมหมูป่าที่ติดถ้ำหลวง จ.เชียงราย ครั้งเป็นผู้ว่าฯ เชียงราย จะมี “แสงในตัว” แต่ลองสวมเสื้อ “ค่ายลุงป้อม” ที่เรตติ้งต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ลงสนามการเมือง ก็อาจ “ดับ” ได้เหมือนกัน
เมื่อถูก “เท” ก็ทำให้พรรคพลังประชารัฐอยู่ในอาการ “เคว้ง” ไม่น้อย
ว่ากันตามเนื้อผ้า เมื่อส่องตัวเลือกในองคาพยพ ยังหา “คู่เทียบ” ที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับตัวยืนอย่าง “เดอะทริป” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เจ้าของสมญา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” ที่ประกาศลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ไปล่วงหน้าแล้วไม่ได้
ขืนทะเล่อทะล่าส่งผู้สมัครไร้กระแส ก็ไม่พ้นเสร็จ “ชัชชาติ” ตามผลโพลล์หลายสำนักที่ชี้ชัดไปในทางเดียวกันว่า รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี นำคู่แข่งคนอื่นอยู่หลายช่วงตัว
ท่าทีของ “ประธานตู่” จักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม.ในฐานะหัวหน้าภาค กทม. พรรคพลังประชารัฐ ที่พูดปฏิเสธข่าวว่า พรรคพลังประชารัฐจะไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่อยู่ในระหว่างคัดสรรผู้สมัครที่ดีที่สุด ก่อนเสนอคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาอีกครั้ง
มองไม่พลาดว่า เป็นแค่ลีลาแก้เกี้ยว ไม่ให้เสียฟอร์มพรรคแกนนำรัฐบาลเท่านั้น รู้กันดีว่า หลังจากที่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ( ผบ.ตร.)ถอนตัวออกไป ในองคาพยพฝ่ายอำนาจขณะนี้ “ไร้ตัวเลือก” จริงๆ
ส่งก็แพ้ ไม่ส่งก็โดน “ขิง” ใส่ เพราะ “ค่ายลุงป้อม” มี ส.ส.กทม.มากที่สุดถึง 12 คน หากไม่ลงแข่ง ก็โดยล้อไม่เลิกว่ากลัวแพ้ หรือลงแข่งแล้วแพ้ ก็ยิ่งไปกันใหญ่
ครั้นจะหันไปหนุน “บิ๊กวิน” พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ที่ส้มหล่นได้กินตำแหน่งพ่อเมืองหลวง มาด้วยอานิสงส์ “รัฐบาล คสช.” ก็ดูจะยิ่งห่างไกลความจริงไปเรื่อยๆ
ทั้งตัว “ผู้ว่าฯ วิน” ที่ดูเหมือนจะเว้นระยะห่างกับทาง “บิ๊กรัฐบาล” โดยเฉพาะสาย “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
ที่สำคัญยังมีข่าวว่า “ซดเกาเหลา” กับ “ผู้กองมนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ไปหลายถ้วยแล้วด้วย
ยิ่งถอดรหัสคำให้สัมภาษณ์ของ “จักรพันธุ์” ที่ว่า “ส่วนที่มีกระแสข่าว เป็นชื่อของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ที่จะลงผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัย ในนามพรรคพลังประชารัฐนั้น ยืนยันว่า ไม่มี และตัว พล.ต.อ.อัศวินเองก็ไม่ได้แสดงความจำนงมายังพรรคแต่อย่างใด และส่วนตัวเชื่อว่าประชาชน กทม. ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของ กทม.ในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน”
นัยอยู่ที่ประโยคขยายที่ว่า “ในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน” เท่ากับตำหนิการทำงานของ “อัศวิน” อยู่ในที
ขณะที่ตัว “บิ๊กวิน” เองก็ยังแทงกั๊กมาตลอด ระบุแค่ว่า ยังไม่ถึงเวลาพูด แต่ในวงการต่างเห็นความเคลื่อนไหวของ ทีมงาน “รักษ์กรุงเทพ” ที่อยู่ในปีกของ “ผู้ว่าฯ อัศวิน” ภายใต้การนำของ “เฮียต่าย” สุชัย พงศ์เพียรชอบ ขาใหญ่คลองเตย และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เขตคลองเตย พร้อมว่าที่ผู้สมัครไม่ต่ำกว่า 30 เขต ขยับลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับปล่อยของนโยบายบิ๊กโปรเจกต์ของ กทม.อย่างผิดสังเกต
จนพออนุมานได้ว่า “อัศวิน” เอาแน่ แม้จะไม่มี “ค่ายพลังประชารัฐ” หนุนหลังก็ตาม และก็คงจูนกันยากแล้ว กับการที่พรรคพลังประชารัฐเอง ก็ประกาศจะส่ง ส.ก.ทั้ง 50 เขต ก็ทับซ้อนกับทีมรักษ์กรุงเทพ ที่ตระเตรียมผู้สมัครไว้แล้วด้วย
ทั้ง “ทีมพลังประชารัฐ-ทีมอัศวิน” มีฐานเสียง-คะแนนจัดตั้ง เป็นก้อนเดียวกัน หากไม่หลบกัน “ฝ่ายอำนาจ” ท่าจะแย่ทั้งเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. และสนาม ส.ก. เพราะเข้าอิหรอบ “ตัดแต้ม” กันเองแน่นอน
ผิดกับ “ชัชชาติ” ที่เสมือนเป็นตัวแทนของอีกขั้ว แต่ก็มี “โซ่ข้อกลาง” ที่เชื่อมกับ “ฝ่ายอำนาจ” ได้เหมือนกัน
และวันนี้ดูจะ “ทางสะดวก” หลัง “ค่ายเพื่อไทย” ประกาศแล้วว่า จะไม่ส่งผู้สมัครลงผู้ว่าฯ กทม. แต่จะส่งผู้สมัคร ส.ก.ทั้ง 50 เขต
“เราคำนึงถึงผลประโยชน์สุดของประชาชน โดยเฉพาะฝ่ายประชาธิปไตยที่จะมีบทบาทชนะการเลือกตั้ง ขณะนี้มีเสมือนตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตยที่อาสาลงสมัครอยู่แล้ว ซึ่งตรงกับเจตนารมณ์ของเรา ถ้าเราตัดสินใจส่งผู้สมัคร อาจมีปัญหาตัดคะแนนกัน” คือคำอ้างของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย
ยอมโดนถากถางว่า เกี๊ยะเซียะ-ฮั้วการเมือง ดีกว่าส่งคนลงไปตัดแต้มกันเอง
เพราะแม้ “บิ๊กเพื่อไทย(บางคน)” จะไม่ปลื้มที่ “ชัชชาติ” ไม่ยอมกลับมาสวมเสื้อพรรคเพื่อไทยลงแข่ง แต่ก็ไม่มีทางเลือก และหวังอาศัยกระแสอดีตแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ในทำนอง “ขายเหล้าพ่วงเบียร์” เพื่อยึดที่นั่ง ส.ก.ให้มากที่สุดเช่นกัน
ขณะที่ “ชัชชาติ” ที่ทำท่ารังเกียจหมวกเพื่อไทย และชิงประกาศลงอิสระ ก็เพื่อสลัดภาพ “ลิ่วล้อทักษิณ” ก็กลัวเสียแต้ม “คนกรุง” รวมทั้งต้องการกวาดต้อนคะแนนคนรุ่นใหม่บางส่วนที่ไม่โอเคกับพรรคเพื่อไทยด้วย แต่ก็ต้องอาศัยฐานจัดตั้งของพรรคเพื่อไทย แฟนคลับ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” อยู่เหมือนกัน
ก็รอดูแค่ว่า ทาง “ค่ายสีส้ม” พรรคก้าวไกล ที่ประกาศส่ง ส.ก.ทุกเขต และเตรียมประกาศตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค ช่วงกลางเดือน ม.ค.65 หรือ “ค่ายเจ๊หน่อย” พรรคไทยสร้างไทย ที่เคาะแล้วว่าจะส่งผู้สมัคร ส.ก.ในนามพรรค จะเป็นปัจจัยหนุน หรือฉุดเส้นทางของ “ชัชชาติ”
อย่างไรก็ดี รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ดูจะคึกคักขึ้นมาเป็นพิเศษ กับการเปิดตัวของ “พี่เอ้” สุชัชชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ที่ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และเปิดตัวเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนาม “ค่ายสะตอ” พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเปิดตัวผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต
โดยชูสโลแกน “เปลี่ยนกรุงเทพ #เราทำได้”
ถือเป็นเดิมพันสำคัญของอดีตมหาอำนาจเมืองหลวง ที่เพิ่ง “สูญพันธุ์” ไปในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งล่าสุด โดยหวังที่กู้ศรัทธาเก่าๆ กลับมา ถึงขั้นยอมหัก “คนใน” แล้วไปดึง “คนนอก” อย่าง “พี่เอ้” มาลงในศึกสำคัญ
และหวังจะประสบความสำเร็จซ้ำรอยกับครั้งที่ “ค่ายสะตอ” เคยดึง “เสี่ยต้อม” อภิรักษ์ โกษะโยธิน นักบริหารมืออาชีพจากภาคเอกชน มาลงผู้ว่าฯ กทม. และปักธงอาณาจักรเสาชิงช้าได้มาถึง 2 สมัย
อาจจะต้องนับว่าเป็น “สงครามสุดท้าย” ของ “ประชาธิปัตย์” กับสนามเมืองหลวง เพราะหากกู้ชื่อไม่ได้ ก็ยากจะกลับมาเป็น “พรรคใหญ่” และต้องดาวน์เกรดตัวเองลงเป็นแค่ “พรรคภูมิภาค” หากินกับพื้นที่ภาคใต้ ที่กำลังจะโดนกลืนไปเรื่อยๆ เช่นกัน
ต้องยอมรับว่า ดีกรี “สุชชัชวีร์” ก็ไม่ธรรมดา ก่อนหน้านี้ก็เคยรีรันประวัติสุดหรูของตัวเองไว้เในหลายวาระว่า พื้นเพเป็นคนจังหวัดชลบุรี ผลการเรียนระดับมัธยมได้คะแนนสูงสุดจนได้ทุนช้างเผือกไม่ต้องสอบเอนทรานซ์เข้าศึกษาต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ระหว่างเรียนรับตำแหน่งประธานนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ รุ่นที่ 29 และจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ผลการเรียนระดับเกียรตินิยม
ต่อมาได้โอกาสไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) โดยมี ผู้ว่าฯ กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา (ผู้ว่ากทม.สมัยนั้น) เขียนจดหมายรับรองไปยังมหาวิทยาลัยฯ หลังนำเสนอผลงานออกแบบอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน จนเป็นต้นแบบของอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของ กทม.
และเลือกศึกษาต่อด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม สาขาวิศวกรรมธรณีเทคนิคและธรณีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) ในระดับปริญญาโท ต่อด้วยระดับปริญญาเอก ที่สถาบัน MIT และเป็นหนึ่งในทีมงานวิศวกรอุโมงค์ ร่วมก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินสายเฉลิมรัชมงคล จนได้รับเกียรติบันทึกชื่อจารึกไว้บนผนังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพง ในฐานะหนึ่งในผู้ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของประเทศไทย
ด้วยความที่ “ชัชชาติ-สุชัชวีร์” มีพื้นเพมาจาก “วิศวกร” ทั้งคู่ ถือว่าตรงสเปกผู้บริหารเมืองใหญ่อย่าง กทม. จนมีการพูดกันว่า “มวยถูกคู่”
ทว่า แค่ออกตัว “สุชัชวีร์” ก็สะดุดเสียแล้ว เมื่อถูกสังคมออนไลน์ตั้งคำถามถึงความ “โอเวอร์แอ็ค” พูดจาสวยหรู ให้ดูหล่อเพียงอย่างเดียว จนขาดความเป็นธรรมชาติ
แถมยังถูก “จับโป๊ะ” ข้อหาโหนไอน์สไตน์ แอบอ้างถึง “เฮอร์เบิร์ต ไอน์สไตน์” ที่เป็นอาจารย์ของ “พี่เอ้” สมัยเรียนที่สถาบัน MIT ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าเป็นทายาท “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์”
ถึงขั้นว่า “สุชัชวีร์” เอามาคุยเขื่องหลายต่อหลายเวทีก่อนหน้า และเวทีแกรนด์โอเพนนิ่งกับ “ค่ายประชาธิปัตย์” ว่า “ผมเป็นทายาทสายตรงของไอน์สไตน์คนเดียวในแผ่นดินไทย”
โดยอาจารย์จากคนดังกล่าวได้ตอบแล้วว่า “ไม่ใช่ทายาท และไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แต่อย่างใด”
แม้ “พี่เอ้” จะอ้างว่า เป็นความเชื่อโดย “บริสุทธิ์ใจ” เพราะได้รับฟังจากรุ่นพี่ในสถาบันมาโดยตลอด แต่ก็ต้องถือว่า พลาดไปแล้ว “ตกม้าตาย” ในประเด็นง่ายๆ ตั้งแต่ยังไม่ลงสนาม
อย่างว่าการเมืองไทยโหดร้าย ไม่แน่จริงก็อยู่ไม่ได้ ยิ่งในยุคที่ “ขบวนการไอโอ” แพร่ระบาดอย่างหนัก ช่วงรับน้อง “พี่เอ้” ก็ต้องโดนสงครามสาดโคลน ประเคนข้อหา “โอเวอร์แอ็ค” หนักหน่อย
เฉกเช่นเดียวกับ “ชัชชาติ” ที่เรตติ้งนำลิ่ว ก็ยังถูกกระตุกหลายเรื่อง เช่น การวนเวียน “หากิน” กับภาพสมัยเป็น รมช.คมนาคม ที่ใส่ชุดออกกำลังกายเดินเท้าเปล่าหิ้วถุงกับข้าว อันเป็นที่มาของสมญา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” หรือภาพ “ชัชชาติ” นั่งยองๆ ใส่บาตรรับพรจากพระ ก็ยังมีแฟนคลับเข้าไป “อวยกันเกินเหตุ” จนมีการตั้งคำถามว่า นอกเหนือจากแผนรถไฟความเร็วสูง ไทยแลนด์ 2020 ที่ไม่ได้ลงมือทำ “ชัชชาติ” เคยมีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง
ทำให้ “ทีมพีอาร์” ต้องแก้เกมอย่างรวดเร็ว โดยการไปขุดประวัติมา “ขิง” ใส่คู่แข่งคนใหม่อย่าง “พี่เอ้”
ร่ายยาวว่า “ชัชชาติ” เป็นน้องชายฝาแฝดของ “หมอทัวร์” รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการแพทยสภา เป็นน้องชายของ ดร.ปรีชญา สิทธิพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง คนเดียวของรุ่น ซึ่งอันดับ 2 คือคณบดีวิศวะ จุฬาฯ คนปัจจุบัน
จบปริญญาโท สาขาวิศวกรรมโครงสร้าง จากสถาบัน MIT และปริญญาเอกในสาขาเดียวกันจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนมูลนิธิอานันทมหิดล
เป็น รองศาสตราจารย์ เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้าง มีผลงานตีพิมพ์ลงวารสารระดับโลก 8 ผลงาน เกี่ยวกับการใช้โครงสร้างระดับไมโคร คอนกรีตเสริมแรง และความทนทานของวัสดุก่อสร้างเมื่อถูกไฟไหม้ ฯลฯ
เคยเป็นผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทำงานเป็นวิศวกรโครงสร้างที่บริษัท สกิดมอร์, โอวิงส์ และเมอร์ริล แอลแอลพี บริษัทวิศวกรรมชื่อดังสัญชาติอเมริกัน และเป็นที่ปรึกษาให้กระทรวงคมนาคมมาตั้งแต่ปี 2544 ก่อนจะมารับตำแหน่ง รมช. และ รมว.คมนาคม ใน “รัฐบาลยิ่งลักษณ์”
หลังรัฐประหาร 2557 ได้ผันตัวไปทำงานเอกชนอีกครั้ง เป็นซีอีโอบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (Qhouse) ส่งผลให้บริษัทโตขึ้น 34% ในยุคนั้น เป็นอาทิ
พร้อมกับเข็นผลงานสมัย รมช.-รมว.คมนาคม ออกมาอวด ที่มีทั้งเรื่องใหญ่-เรื่องเล็ก และมีความสลักสำคัญกับวงการคมนาคมไทย คละเคล้ากันไป อาทิ
เปิดรถเมล์สาย A เชื่อมสนามบินดอนเมืองกับจุดใจกลางเมือง ทั้งอนุสาวรีย์ชัย หมอชิต สนามหลวง,เพิ่มจุดเชื่อมต่อสถานี Airport link มักกะสัน กับ MRT เพชรบุรี, ปิดการเดินรถไฟชั่วคราว เพื่อซ่อมหมอนรองราง แก้ไขจุดตัดจุดข้าม และปูหินรถไฟสายเหนือและสายอีสานใหม่ จนรถไฟสายเหนือและอีสานวิ่งได้ตรงเวลามากขึ้น, เพิ่มรั้วกั้นบริเวณถนนริมเหวในจุดสำคัญต่างๆ ทั่วประเทศ, แก้แบบสถานีรถไฟกลางบางซื่อให้เป็นชุมทางรวมทุกระบบ และรวมรถไฟความเร็วสูง, เปลี่ยนระบบกำจัดสิ่งปฏิกูลในรถไฟ จากแบบเปิดเป็นแบบปิด ในหลายขบวน และ แก้ไขปัญหาเสียงรบกวนจากจุดตัดรถไฟกับถนนในชุมชน เป็นต้น
ย้ำด้วยว่า งานที่ “ชัชชาติ” ทำ เป็นงานเล็กๆ น้อยๆ ที่อวดยาก แต่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น พยายามขายในมุม “เล็กแต่มาก” ซึ่งแน่นอน “กองหนุน-อวตาร” โผล่มาไลค์-แชร์ กันเพียบ
เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์แล้ว ผลงาน-ประสบการณ์ของ “ชัชชาติ” ดูชัดกว่า “สุชัชวีร์” ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในสายวิชาการ และถึงไม่มี “ดรามาไอน์สไตน์” ก็ยังดูเหนื่อยสำหรับ “พี่เอ้”
ด้วยคะแนนนิยมของ “พี่เอ้-สุชัชวีร์” ที่อาจจะดูเหมือนป๊อปปูล่าร์ใน “สจล.” ตั้งแต่ไวรัลแอบเนียนไปเป็นเฟรชชี่ร่วมรับน้อง สจล.เมื่อหลายปีก่อน ดูจะไม่ปังเท่าที่ควรในสังคมนอกรั้ว สจล. จากคะแนนนิยมผ่าน “นิด้าโพล” ที่ก่อนเปิดตัวมีชื่อรั้งท้ายๆ โพล คู่กับคะแนน “ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์” บวกรวมกันแล้วยังได้ไม่ถึง 10% รวมถึง “อัศวิน” ที่คะแนนนิยมทรงๆทรุดๆมาตลอด
ในขณะที่เต็งหนึ่งอย่าง “ชัชชาติ” ไปไกลแล้วถึงกว่า 35%
คงต้องรอดูว่าโพลหลังเปิดตัวแล้ว แต้ม “สุชัชวีร์-อัศวิน” จะกระเตื้องขึ้น ลดระยะห่างได้มากน้อยแค่ไหน
หากประเมินตามรูปการณ์นี้ คู่แข่งไม่มีทีเด็ดมาพลิกเกม สนามผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ “ชัชชาติ” คงนอนมา รอกินรอบวง ราวกับเปิดถ้วยแทง เลยทีเดียว.


