คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
ตอนที่แล้ว ผมได้ตอบคำถามผู้อ่านที่ถามมาว่า “ทำไมรัชกาลที่หกถึงส่งพระราชนิพนธ์ไปลงหนังสือพิมพ์ Siam Observer ?” ไปแล้ว คราวนี้มีคำถามใหม่ นั่นคือ แล้ว ทำไมพระองค์ถึงพระราชนิพนธ์บทความเป็นภาษาอังกฤษไปนลงในหนังสือพิมพ์ Siam Observer ที่เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ คนไทยส่วนใหญ่ที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษจะได้ประโยชน์อะไร ?
ก่อนอื่น ผมขอกล่าวถึงทักษะในภาษาอังกฤษสักหน่อยก่อนครับ และก่อนที่จะกล่าวถึงทักษะในภาษาอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะขอกล่าวถึงทักษะภาษาอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่พระองค์มิได้ทรงเคยไปศึกษาอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลานานอย่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษเป็นเวลาถึง 8 ปี (พ.ศ. 2436-2444) และทรงเสด็จไปตั้งแต่พระชนมายุได้เพียง 12 พรรษาเท่านั้น
แต่อย่างที่ทราบ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาภาษาอังกฤษกับครูฝรั่งตามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้พระราชโอรสและพระราชธิดา ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชสำนักและข้าราชการขุนนางต้องศึกษาเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเพื่อเป็นกุญแจสำคัญไปสู่ความรู้วิทยาการสมัยใหม่อื่นๆ ของตะวันตก
และถ้าย้อนกลับไปถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เราก็ย่อมทราบกันดีว่า ทรงมีพระราชดำรัสสุดท้ายว่า “…การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่งให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว” นั่นคือ ควรเรียนรู้ให้เท่าทันพวกฝรั่ง แต่อย่าให้ไปถึงกับนับถือเลื่อมใส
ตามหลักฐานของ เซอร์ เฮนรี นอร์แมน (Sir Henry Norman) นักหนังสือพิมพ์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษ ผู้เดินทางมาสยาม ได้บันทึกไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า “The People and Politics of the Far East, (New York: Charles Scribner’s Son: 1895) หน้า 435 โดยกล่าวถึงความสามารถในภาษาอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “I had had the honour of being received by him [King Chulalongkorn].... the King is a student, not only of the affairs of his own country, but also of the politics and literature of Great Britain, and to a smaller extent, of Europe as well. He reads English with ease, and spoke it at least as well as the Tsarevich during all their conversations, which were carried on in that language.” ซึ่งแปลความได้ว่า “ข้าพเจ้าได้รับเกียรติให้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว...พระองค์เป็นผู้ที่ไม่ได้ศึกษาเพียงแต่กิจการในบ้านเมืองของพระองค์เท่านั้น แต่ยังศึกษาการเมืองและข้อเขียนของเกรท บริเตน และของยุโรปอยู่บ้างด้วย พระองค์ทรงอ่านภาษาอังกฤษได้อย่างสบายและทรงตรัสได้ดีพอๆ กับมกุฎราชกุมารของรัสเซียในช่วงที่ทรงมีพระราชปฏิสันถารกันในภาษาอังกฤษ”
ส่วนทักษะภาษาอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น คงไม่ต้องกล่าวถึง เพราะจากที่พระองค์ได้ทรงไปศึกษาตั้งแต่พระชนมายุเพียง 12 พรรษาเท่านั้น และทรงสำเร็จการศึกษาจากแซนเฮิสต์และทรงศึกษาวิชาประวัติศาสตร์และกฎหมาย ที่วิทยาลัยไครสต์เชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ระหว่างปี พ.ศ. 2442 - พ.ศ. 2444
ใครอยากทราบว่า ภาษาอังกฤษของรัชกาลที่หกเป็นอย่างไร ควรไปลองหาอ่านเอง จะเป็นการหาคำตอบที่ดีที่สุด !
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชนิพนธ์และพระราชหัตถเลขาในภาษาอังกฤษเป็นจำนวนมาก ดังรายการต่อไปนี้
-H.R.H. The Crown Prince of Siam. The War of the Polish succession. (London : T. Fisher Unwin, 1902)
-Asvabahu. Uttarakuru : an Asiatic wonderland. (Bangkok : Siam observer Press, 1913.)
-Asvabahu. Clogs on our wheels. (Bangkok : Siam observer Press, 1915.)
-King Vajiravudh [Asvabahu], A Siam Miscellany. (Bangkok: Siam Observer, n.d.).
-Sri Ayudhya [นามปากกา.]. Coup d'etat : a play in one act. (Bangkok : The Bangkok Daily Mail, 1925.
-Sri Ayudhya [นามปากกา.]. Three more little plays. (Bangkok : Kurusapha, 1979)
-Sri Ayudhya [นามปากกา.]. A real ghost : a play in one act. (Bangkok : The Siam Observer Press, 1913).
-Sri Ayudhya [นามปากกา.]. A queer bulglary: an origina play in one act. (Bangkok : The Siam Observer Press, 1913).
-Sri Ayudhya [นามปากกา.]. Three little plays. (Bangkok : The Siam Observer Press, 1916).
-Sri Ayudhya [นามปากกา.]. The earl of claverhouse : a farcial comedy in 3 acts. [s.l. : s.n.. 1893-1925]
-Vajiravudh, King. 1931. Notes on the Proposed System for the Transliteration of Siamese Words into Roman Characters. In Journal of the Siam Society, Vol.10, Part 4, 24-33.
-Vajiravudh, His Majesty King, 2007. The Spanish Coronation, Le Couronnement. (Bangkok : The Fine Arts Department, 2007).
-Vajiravudh, King. The Jews of the Orient. (Siam Observer, 1917).
-Ramachitti. Might is right: a Siamese opinion of the German gospel. (s.l. : s.n., 1910-1925).
-The King and the squire : Letters from King Vajiravudh, Rama VI, to Maynard Willoughby Colchester-Wemyss, Esq.) : พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ถึง นายเมย์นาร์ด วิลโลบี คอลเชสเดอร์-วีมช คหบดี / มาลิทัต พรหมทัตตเวที, แปล กรุงเทพฯ : วชิราวุธวิทยาลัย, 2552
(ข้อมูลดังกล่าวนี้ ผมขอขอบคุณ ดร. ชัชพันธุ์ ยิ้มอ่อน เจ้าของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระดับดีมากเรื่อง “การแปลงมโนทัศน์ทางการเมืองเพื่อสร้างชาติไทยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว”)
จะเห็นได้ว่า ทรงมีพระราชนิพนธ์ภาษาอังกฤษนับตั้งแต่ก่อนเสด็จขี้นครองราชย์ พ.ศ. 2455 จนถึงพระราชนิพนธ์ที่ตีพิมพ์รวมเล่มในปี พ.ศ. 2468 อันเป็นปีที่พระองค์เสด็จสวรรคต โดยพระราชนิพนธ์ภาษาอังกฤษในรายการแรกที่ทรงพระราชนิพนธ์ตั้งแต่ครั้งทรงพระอิสริยยศขึ้นเป็นสยามมกุฎราชกุมาร คือ The War of the Polish Succession หรือ “สงครามการสืบราชสันตติวงศ์ในโปแลนด์” และพระราชนิพนธ์ในรายการสุดท้ายก่อนสวรรคตที่ทรงใช้นามปากกาว่า Ramachitti (รามจิตติ) คือเรื่อง Might is right: a Siamese opinion of the German gospel หรือ ทรรศนะของชาวสยามต่อคติเรื่อง อำนาจคือความถูกต้อง ของเยอรมนี
พระราชนิพนธ์รายการแรกและรายการสุดท้ายเป็นเรื่องเกี่ยวกับสงครามในต่างประเทศ เรื่องแรกเป็นสงครามในโปแลนด์อันมีสาเหตุจากกรณีการสืบราชสันตติวงศ์ และอีกเรื่องเป็นเรื่องสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่เยอรมนีมีบทบาทสำคัญ นั่นคือ เป็นผู้นำของฝ่ายมหาอำนาจกลาง ที่มีออสเตรีย-ฮังการีผู้เริ่มก่อสงคราม และต่อมาจักรวรรดิออตโตมานและบัลเกเรียได้เข้าร่วม โดยอีกฝ่ายคือ ฝ่ายพันธมิตรอันมี รัสเซีย ฝรั่งเศสและอังกฤษในช่วงเริ่มต้นสงคราม และอิตาลีและสหรัฐอเมริกาได้เข้าร่วมในเวลาต่อมา และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้สยามประกาศสงครามกับจักรวรรดิเยอรมนีและจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และเข้าร่วมสงครามในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460
น่าสนใจว่า ทำไมพระองค์ถึงทรงพระราชนิพนธ์เรื่องสงครามในโปแลนด์และเยอรมนีกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นภาษาอังกฤษ พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์อะไรต่อผู้รับสารของพระองค์ ?
ขอแถมไว้นิดหนึ่งว่าใน Might is right: a Siamese opinion of the German gospel พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงคนเยอรมันสองคนที่มีความเกี่ยวข้องกับชูคติ “อำนาจคือความถูกต้อง” คนแรกคือ ไฮน์ริช ฟอน ไทรชคะ (Heinrich Gotthard Freiherr von Treitschke) นักประวัติศาสตร์ นักเขียนการเมือง และสมาชิกเสรีนิยมแห่งชาติของรัฐสภาเยอรมนีในช่วงจักรวรรดิเยอรมัน และอีกคนคือ นักคิดนักปรัชญาชาวเยอรมันที่ชื่อ นิทเชอ (Nietzsche) และผมสันนิษฐานว่า พระองค์น่าจะเป็นคนไทยคนแรกที่กล่าวและเขียนถึง Nietzsche !
(แหล่งอ้างอิง: Eiji Murashima Source: Journal of Southeast Asian Studies , Mar., 1988, Vol. 19, No. 1 (Mar., 1988), หน้า 85.)


