xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

จีน 2018

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สีจิ้นผิง
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
คอลัมน์ : ในความเป็นไป

 จีนในปี 2018 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองขึ้นมาเหตุการณ์หนึ่งคือ ที่ประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติของจีนได้มีมติแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีเป็นตำแหน่งที่ดำรงได้ตลอดชีพหรือจนสิ้นชีพ จากเดิมที่กำหนดเอาไว้ที่วาระละห้าปีและเป็นได้ไม่เกินสองวาระ  

หากใครได้สองวาระก็เท่ากับอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีรวมแล้วสิบปี

การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทำให้  “สีจิ้นผิง”  ซึ่งดำรงตำแหน่งดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2013 สามารถเป็นประธานาธิบดีตลอดไปจนกว่าจะสิ้นชีพ จากเหตุนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกจีน เพียงแต่ในจีนนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์อาจจะแผ่วเบากว่า ตามประสาประเทศที่การวิจารณ์การเมืองถือเป็นเรื่องที่มีความผิด

ทำไมการต่ออายุตำแหน่งดังกล่าวไปจนสิ้นชีพจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง อะไรคือมูลเหตุหลักที่ทำให้มีการต่ออายุเช่นนั้น หรือต่ออายุเช่นนั้นไปเพื่ออะไร ฯลฯ คำถามทำนองนี้ผุดขึ้นมาไม่ขาดสายแม้จนทุกวันนี้

เหตุฉะนั้น ประเด็นคำถามเบื้องต้นจึงคือ ถ้าเช่นนั้นแล้วการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งไว้ที่วาระละห้าปีและไม่เกินสองวาระนั้นมีที่มาอย่างไร เพราะหากเข้าใจถึงที่มาแล้วก็จะทำให้เราเข้าใจต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้นแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ควรหรือไม่ควร เพราะเหตุใด

จำเดิมตั้งแต่ปี 1949 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) ยึดอำนาจการปกครองได้แล้ว ตำแหน่งระดับสูงต่างๆ ทั้งภายในพรรคและภายในรัฐมิได้กำหนดวาระหรือการเกษียณที่ชัดเจน การจะอยู่หรือไปของผู้ดำรงตำแหน่งมักจะดูที่สังขารหรือสุขภาพของเจ้าตัวเป็นหลัก

บางคนอายุยังไม่ทัน 60 ร่างกายก็ทำงานไม่ไหวแล้ว ในขณะที่บางคนอายุเลย 80 หรือ 90 หากสุขภาพร่างกายยังไหวก็สามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งได้ต่อไปเรื่อยๆ

บางคนอย่างเช่น “เหมาเจ๋อตง”  ผู้นำคนแรกของจีนคอมมิวนิสต์นั้น เป็นผู้นำจนอายุเลย 80 ปี อีกทั้งไม่กี่ปีก่อนจะสิ้นใจสุขภาพร่างกายก็อ่อนแอและสติสตังก็เริ่มเลอะเลือนเต็มที ก็ยังนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน พคจ.ไปจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต

จากสภาพการดำรงตำแหน่งข้างต้นได้ส่งผลเสียในหลายประการด้วยกัน

เช่น เมื่อสุขภาพร่างกายมีปัญหา การวินิจฉัยหรือสั่งการต่างๆ ย่อมมิอาจทำได้ดี และทำให้งานต่างๆ เกิดความล่าช้าหรือไม่ก็ไม่เป็นอย่างที่ควร หรือโอกาสที่จะสั่งการอย่างผิดๆ อาจเกิดได้สูง เพราะสติของผู้สั่งไม่สมบูรณ์ดังเดิมด้วยวัยที่มากขึ้น

ดังจะเห็นได้จากที่เหมาเจ๋อตงสั่งการเรื่องการปฏิวัติวัฒนธรรม จนเกิดความเสียหายทั่วประเทศจนยากแก่การประเมิน เป็นต้น

ที่สำคัญ การไม่มีวาระในการดำรงตำแหน่งหรือดำรงตำแหน่งได้จนกว่าจะสิ้นชีพนั้น ทำให้การถ่ายโอนอำนาจสู่ผู้นำรุ่นต่อไปเกิดการสะดุด ยิ่งผู้นำคนใดนั่งในตำแหน่งยาวนานหลายสิบปีจึงจะสิ้นชีพก็ยิ่งมีปัญหา เพราะทำให้มีผู้ที่ควรเป็นผู้นำถูกสั่งสมไว้เป็นจำนวนมาก จนยากที่จะเลือกให้ใครเป็นผู้นำสืบต่อ หรืออาจนำไปสู่การแก่งแย่งอำนาจกันได้

เหตุฉะนั้น ผู้ที่มองเห็นปัญหาการดำรงตำแหน่งผู้นำโดยไม่มีวาระก็คือ  เติ้งเสี่ยวผิง”  โดยหลังจากเข้าสู่ยุคปฏิรูปในปลายทศวรรษ 1970 แล้ว เติ้งได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาดังกล่าวโดยยกกรณีของเหมาเป็นตัวอย่าง และได้เสนอให้มีวาระการดำรงตำแหน่งผู้นำระดับสูงขึ้นมา ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

โดยเฉพาะในหมู่ชาวจีนนั้น ข้อเสนอดังกล่าวเป็นที่ขานรับกันอย่างกว้างขวาง

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับไปสู่จุดเดิมในสมัยเหมา กระแสวิพากษ์วิจารณ์จึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง และประเด็นร่วมของเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวก็คือ ต่างเห็นว่าสีจิ้นผิงกำลังเผด็จอำนาจไว้ในมือของตนแต่เพียงผู้เดียว และเห็นว่าเขาพยายามที่จะตีตนเสมอกับเหมา บ้างก็ว่าเขากำลังลุแก่อำนาจ ฯลฯ

แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวก็ไม่อาจหยุดยั้งการเป็นผู้นำจนสิ้นชีพของสีจิ้นผิงไปได้ จนทำให้ประเด็นคำถามเปลี่ยนไปเป็นว่า ถ้าเช่นนั้นแล้วสภาผู้แทนประชาชนทำเช่นนั้นทำไม ในเมื่อมันถูกพิสูจน์แล้วว่า การทำเช่นนั้นมีแต่ผลเสียมากกว่าผลดี

การหาคำตอบเรื่องนี้มีออกมาหลายทาง แต่ละทางย่อมเป็นการวิเคราะห์ หรือคาดเดาโดยตั้งอยู่บนเหตุผลในเชิงบวก คือมองว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องให้สีจิ้นผิงดำรงตำแหน่งเช่นนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้สีสามารถดำเนินนโยบายหรือแก้ปัญหาสำคัญที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปีให้ได้

หากให้ผู้นำคนใหม่ที่จะมาตามวาระเป็นผู้สานต่อแล้ว การดำเนินการดังกล่าวอาจจะสะดุด ซึ่งจะไม่ส่งผลดีต่อจีนโดยตรง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีคำถามต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้นแล้วอะไรคือปัญหาสำคัญที่ว่าจนถึงกับเห็นว่ามีแต่สีเท่านั้นที่จะแก้ได้

เท่าที่มีการวิเคราะห์กันมาสามารถสรุปประเด็นปัญหาได้สามประการสำคัญคือ  ปัญหาทะเลจีนตะวันออก ปัญหาทะเลจีนใต้ และปัญหาไต้หวัน 

ปัญหาทะเลจีนตะวันออกที่ชัดเจนคือ ปัญหาที่จีนมีกับญี่ปุ่นในการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเซ็นกากุในคำเรียกของญี่ปุ่น หรือหมู่เกาะเตี้ยวอี๋ว์ในคำเรียกของจีน (ไต้หวันเรียกว่า เตี้ยวอี๋ว์ไถ) ปัญหานี้เคยนำไปสู่การปะทะกันด้วยกำลังเล็กน้อย หรือการเดินขบวนประท้วงของชาวจีนเมื่อทางการญี่ปุ่นได้ประกาศซื้อเกาะแห่งนี้เมื่อปี 2012 เป็นต้น

ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาระดับทวิภาคี ผิดกับปัญหาทะเลจีนใต้ที่มีคู่พิพาทหลายประเทศ

คู่พิพาทในปัญหาทะเลจีนใต้มีอยู่ห้าประเทศคือ จีน เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน และฟิลิปปินส์ ที่ต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในทะเลแห่งนี้ จนบางครั้งก็มีการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธ หรือมีการประท้วงเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่พิพาท

ปัญหาทะเลจีนใต้จึงเป็นปัญหาระดับพหุภาคี ซึ่งคงจะแก้ยากยิ่งกว่าปัญหาหมู่เกาะเซ็นกากุหรือเตี้ยวอี๋ว์ และจนถึงเดี๋ยวนี้ทั้งปัญหาทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ แทบจะมองไม่เห็นความคืบหน้าในการแก้ปัญหาเลยก็ว่าได้

ส่วนปัญหาไต้หวันซึ่งจีนถือว่าเป็นมณฑลหนึ่งของตนนั้น ไม่เพียงยังห่างไกลความจริงตามที่จีนต้องการเท่านั้น หากตั้งแต่ที่ไต้หวันมีผู้นำหญิงคือ ไช่อิงเหวิน เป็นต้นมา ความแข็งกร้าวของเธอกลับยิ่งทำให้ปัญหาไต้หวันเกิดความตึงเครียดยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะยิ่งมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาถือหางไต้หวันด้วยแล้ว ปัญหาก็ดูท่าจะขยายตัวใหญ่โตเข้าไปอีก จนนักสังเกตการณ์เริ่มไม่แน่ใจว่า ที่จีนประกาศว่าจะรวมไต้หวันอย่างสันตินั้นจะเป็นจริงแค่ไหน

 ปัญหาจากที่กล่าวมาข้างต้นทำให้บางฝ่ายเชื่อว่า การต่ออายุให้สีจิ้นผิงเป็นประธานาธิบดีไปจนสิ้นชีพนั้น ก็เพื่อให้สีแก้ปัญหานี้ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ให้สะดุดหยุดลงเมื่อมีผู้นำคนใหม่มาแทนสีตามวาระในกฎกติกาเดิม 

ฝ่ายที่เชื่อเช่นนี้ยังมองต่อไปว่า หากเป็นเช่นนี้จริงแล้วสีจะจัดการปัญหาทั้งสามอย่างไร ระหว่างการเจรจาอย่างสันติหรือจบลงด้วยการใช้กำลัง โดยหากเป็นการเจรจาแล้วฝ่ายนี้มองว่าแทบมองไม่เห็นหนทางเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าใช้กำลังแล้วฝ่ายนี้ก็มองว่ามีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะกับจีน

เพราะนั่นจะเท่ากับจีนเปิดศึกหลายด้าน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อจีนแม้แต่น้อย

ที่สำคัญ การคาดเดาดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ก็ย่อมหมายความว่า สีจิ้นผิงจะต้องแก้ปัญหาที่ว่านั้นให้จบลงในยุคของเขา อย่างน้อยก็ให้ทันวัยที่กำลังร่วงโรยลงไปเรื่อยๆ ก่อนที่สังขารจะไม่เอื้ออำนวย

แต่ดังได้กล่าวไปแล้วว่า การนำปัญหาทั้งสามมาอธิบายการอยู่ในตำแหน่งของสีจิ้นผิงไปจนกว่าจะสิ้นชีพนั้น เป็นการมองแบบพยายามหาเหตุผลมาอธิบาย ซึ่งเป็นการมองแบบเชิงบวกว่าตัวสีมิได้ลุแก่อำนาจ แต่เป็นความจำเป็นจริงๆ

แต่พ้นไปจากปัญหาทั้งสามแล้วก็จะเป็นการมองแบบเชิงลบ ซึ่งก็คือ สีจิ้นผิงต่ออายุให้แก่ตนเองเพราะลุแก่อำนาจ ประเด็นปัญหานี้จึงมีว่า ถ้าเช่นนั้นแล้วอะไรคือเหตุผลที่มารองรับการมองแบบนี้

อันที่จริงแล้วหลังจากที่สีจิ้นผิงได้รับการต่ออายุแน่นอนแล้วก็พบว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงอำนาจภายในหลายกรณีเกิดขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการทหาร โดยให้สีมีที่ทางในกองทัพมากขึ้น การปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างเด็ดขาด การใช้มาตรการต่างๆ เข้าควบคุมพฤติกรรมของชาวจีน

กรณีหลังก็เช่น การใช้ระบบความน่าเชื่อถือทางสังคม เพื่อหักคะแนนความประพฤติชาวจีนที่มีพฤติกรรมผิดๆ โดยเมื่อหักคะแนนไปจนถึงระดับหนึ่งแล้วก็จะมีการลงโทษบุคคลนั้นในทางสังคม เช่นไม่ให้ใช้บริการสาธารณะต่างๆ หรือประจานบุคคลนั้นในที่สาธารณะ เป็นต้น

หรืออย่างมาตรการชิงหลั่งที่ออกมาจัดการกับพฤติกรรมที่แปลกแยกของชาวจีน เช่น การสร้างค่านิยมกระตุ้งกระติ้งของชายหนุ่ม การอวดร่ำอวดรวย การจัดการกับการเสพติดโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

การเข้าจัดการปัญหาดังกล่าวแม้จะมีความหมายในเชิงบวกก็จริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการใช้อำนาจที่เด็ดขาด ลักษณะที่ย้อนแย้งเช่นนี้จะดีหรือไม่ดี มีแต่ชาวจีนเท่านั้นที่ตอบได้

 แต่ที่แน่ๆ คือ มันได้ทำให้บุคลิกภาพของสีจิ้นผิงเข้าใกล้ “จักรพรรดิ” เต็มที