xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

จุดพลุแก้ “ม.112” ก็แค่เกมนักการเมือง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - จากประเด็นจุดเทียนกลางฝนของ “ม็อบ 3 นิ้ว”

นำโดย “หนูรุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่มราษฎร ที่ยึดหัวหาด “ราษฎรประสงค์” แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการกรีดแขนเรียกร้อง พร้อมกับตั้งโต๊ะล่ารายชื่อให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อวันที่ 31 ต.ค.64

กลับกลายมาเป็น “ประเด็นสาธารณะ” ที่มีการพูดถึงในวงกว้างอย่างไม่เชื่อ

ทั้งๆ ที่ในวันชุมนุม ถ้าตัดฉากที่ “หนูรุ้ง” ลงทุน “เล่นใหญ่” กรีดแขนตัวเองแล้ว เนื้อหาสาระก็แทบจะเป็นเรื่องเดิมๆ สปีชเดิมๆ กับขาประจำหน้าเดิมๆ ที่พูดกันจน “แผ่นเสียงตกร่อง” ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนคนดูยังหน่าย กับปริมาณมวลชนที่หรอมแหรมแทบนับหัวได้

หรือต่อให้พรรคก้าวไกล หรือ “อ.ป๊อก” ปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า จะออกมาขานรับ ประกาศระดมสานฝันให้เด็กๆ 3 นิ้ว ก็คงทำให้เกิด “กระแส” ในสังคมไม่ได้ เพราะไม่ถือเป็นเรื่องใหม่ของม็อบที่ “เลยเพดาน” ไปนานแล้ว

ทว่าที่ทำให้เรื่องกลับมาเป็นที่สนใจ เพราะจู่ๆ พรรคการเมืองใหญ่อย่าง “ค่ายดูไบ” พรรคเพื่อไทย เกิดนึกครึ้มฟ้าครึ้มฝนโดนมาตะครุบกระแส ด้วยการร่อนแถลงการณ์ที่จั่วหัวโลโก้พรรค ลงนามโดยอดีตอัยการสูงสุด “ชัยเกษม นิติสิริ” ที่กินตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย และยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 1 ใน 3 ของพรรคเพื่อไทย เมื่อการเลือกตั้งปี 2562

สรุปประเด็นสำคัญของเนื้อหาแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยฉบับดังกล่าวมีการอ้างถึงปัญหาการใช้กฎหมายอาญาดำเนินคดีเพื่อจำกัดความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างอย่างล้นเกิน โดยเฉพาะ มาตรา 112 และมาตรา 116 ว่าด้วยความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวาย รวมไปถึงพระราชบัญบัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ) หรือความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทั้งยังชี้ว่าการบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ ทำให้ประชาชนสงสัยว่า ไม่เป็นไปตามหลัก “นิติรัฐ-นิติธรรม” ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในหลักกฎหมายและหลักความยุติธรรมของประเทศ จนมีภาคประชาชนเรียกร้อง และเสนอร่างแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคที่มีเสียงสมาชิกมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภา เพื่อตรวจสอบระบบการทำงานของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่หรือใช้ดุลยพินิจไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่ และตรวจสอบการสั่งการโดยรัฐบาล

รวมถึงการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้นักโทษทางความคิดได้รับการปล่อยตัว และไม่ให้เกิดนักโทษทางความคิดเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของประเทศไทย” แถลงการณ์ที่มีโลโก้ “เพื่อไทย” และลงชื่อ “ชัยเกษม” ระบุ

แม้จะมีการกล่าวถึงกฎหมายหลายฉบับที่เป็นปัญหา แต่ประเด็นสำคัญถูกโฟกัสไปที่ “มาตรา 112 และมาตรา 116” ตีความตามตัวอักษรได้ว่าว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมรับลูกจะนำเสนอต่อสภาฯ เพื่อเดินหน้าแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ 116

ทำเอาทุกสายตาต้องหันหลังขวับกลับมามองท่าทีของพรรคเพื่อไทย ตัวละครสำคัญบนเวทีการเมือง พ.ศ.นี้ว่ามาไม้ไหนกันแน่ เพราะการทะลุปล้องของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ ถือว่า “เซอร์ไพร์ส” เป็นของใหม่ในทางการเมือง

เนื่องจากที่ผ่านมา “ค่ายดูไบ” ภายใต้ร่มเงา “นายห้างดูไบ” ทักษิณ ชินวัตร นั้นดีดตัวออกจากการเคลื่อนไหวของ “ม็อบ 3 นิ้ว” มาแรมปี นับตั้งแต่ประกาศจุดยืน “ทะลุเพดาน” และมักจะหลีกเลี่ยงการแตะต้อง “เรื่องนี้” มาตลอด

จนถูกแซวเป็นพวก “สายหมอบ” สู้ไป กราบไป กลายเป็น “ปมด้อย” ที่เถียงไม่ออก และส่งให้พรรครุ่นน้องอย่าง “อนาคตใหม่” มาถึง “ก้าวไกล” กระชากคะเนนนิยมจาก “ม็อบ 3 นิ้ว” ไปได้มากกว่า

ดังนั้น เมื่อพรรคเพื่อไทยขยับกลับมาพูดจาประสา “ฮาร์ดคอร์” ล่อแหลมเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูง อารมณ์คล้ายกับเมื่ออดีต “ม็อบเสื้อแดง” ช่วงปี 2552-2553 ก็ทำให้สังคมอดแปลกใจไม่ได้กับท่าทีของ “ค่ายทักษิณ” ในครั้งนี้

และต้องไม่ลืมว่า พรรคเพื่อไทย เพิ่งมีการปรับโครงสร้างการบริหารพรรคใหม่ โดยเปลี่ยนหัวหน้าพรรคจาก “เฮียพงษ์” สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ มาเป็น “หมอชลน่าน” นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.หลายสมัยจาก จงน่าน ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2564 ของพรรค ซึ่งจัดประชุมที่ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 28 ต.ค.64

ก่อนหน้าการประชุมใหญ่ก็มีการประกาศแคมเปญใหม่ “พรุ่งนี้ เพื่อไทย” โดยมีการปรับตราสัญลักษณ์พรรค และธีมสีจากเดิมที่ใช้ “สีธงชาติ” แดง น้ำเงิน ขาว มาเหลือเพียงแค่ “สีแดง” เพียวๆ สีเดียว

ก็ทำให้เกิดความระคนสงสัยแล้วว่า เกิดอะไรขึ้นกับ “สีที่หายไป” บนโลโก้พรรคเพื่อไทย


 ไม่เท่านั้นบนฟลอร์ประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ยังมีไฮไลท์สำคัญ การเปิดตัว “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็กของนายทักษิณ เข้ารับตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม ของพรรคเพื่อไทย

ถอดรหัสไม่ยากว่า “มาดามอุ๊งอิ๊ง” จะมาเป็น “แม่ทัพคนใหม่” ที่เข้ามาคุมพรรค รวมไปถึงแนวโน้มการเป็นแคนดิเดตนายกฯของ “ตระกูลชินวัตร” ในการเลือกตั้งสมัยหน้า

นอกเหนือจากการส่ง “สายเลือดชินวัตร” มาคุมพรรคเพื่อส่งสัญญาณว่า “นายใหญ่-นายหญิง” ไม่ทิ้ง และเพื่อหยุดเลือดหรือ ส.ส.ที่กำลังไหลจะไหลออกจากพรรคแล้ว ที่ประกาศว่า จะชนะเลือกตั้งชนิด “แลนด์สไลด์” อย่างแน่นอนแล้ว

อีกมุมยังต้องการใช้ภาพ “คุณแม่อุ๊งอิ๊ง” ที่เพิ่งอายุครบ 35 ปีเต็มเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ยังถูกจัดอยู่ในหมวด “คนรุ่นใหม่” มาแย่งชิงคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่จาก “พรรคก้าวไกล” ที่กำลังรุกไล่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยอย่างหนักในระยะหลัง
จนมองกันไปอีกว่า การโดดร่วมวงแก้ไข หรือยกเลิก “มาตรา 112” ของพรรคเพื่อไทย ก็ถูกมองว่าเป็นอีกยุทธศาสตร์ของ “เถ้าแก่ดูไบ” ในการตีธงเล่นธีม “ทะลุฟ้า” เพื่อช่วงชิงฐานเสียง “ม็อบ 3 นิ้ว” ที่เดิมพรรคก้าวไกลแทบจะกินรวบอยู่ด้วย

เมื่อพรรคเพื่อไทยโดดมาเล่นเกมนี้ ก็ไม่ต่างจากการจุดพลุตะไล ทำให้ประเด็นแก้ไขมาตรา 112 เลยถูกยกเอาเป็น “หัวข้อหลัก” ทางการเมืองทันที โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของบรรดาพรรคการเมือง และมวลชนกลุ่มต่างๆ เรียกว่า “ฝ่ายต้าน-ฝ่ายสนับสนุน” มะรุมมะตุ้มต่อแถวต่อขบวนขอแจมเรื่องนี้ในท่าที และจุดยืนของแต่ละคน

พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (ที่มี “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ให้การสนับสนุน) หรือพรรคกล้า ที่มี “เสี่ยดอน” กรณ์ จาติกวณิช เป็นหัวหน้าพรรค ตั้งแต่หัวยันหาง แย่งกันประกาศจุดยืนคัดค้านการแก้ไข หรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

หรือแม้แต่ผู้ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับ “ลุงตู่” อย่าง “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส" ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ก็ยังออกมาประกาศไม่เห็นด้วยกับการเลิก ม.112 แต่แนะให้ลดอัตราโทษ แยกดูหมิ่น-หมิ่นประมาทออกจากอาฆาตมาดร้าย

เช่นเดียวกับ “มวลชนฝ่ายอนุรักษ์” ที่ตั้งท่าปิดบัญชี ด้วยการยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคที่ประกาศจะแก้ไข หรือยกเลิก

แล้วงานนี้เหมือนเป็นการบีบคอพรรคการเมืองทางอ้อมให้ต้องออกมาอ้าปากว่า สังกัดตัวเองยืนอยู่ฝั่งไหนในทางการเมือง ใครนิ่ง ใครเฉย ถูกตั้งคำถามแน่ ไม่อยากออกก็ต้องออก และคำตอบมีให้แค่ เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น


 ทำเอาอุณหภูมิการเมืองร้อนฉ่า ไม่แคร์ฤดูหนาวในประเทศไทยกัน 1-2 วัน

แต่แล้วไม่ถึง 24 ชั่วโมงดี ก็เกิด “จังหวะนรก” ตึ๋งโป๊ะขึ้น เพราะแอ็กชั่นของ “นายใหญ่” อดีตนายกฯ ผู้เร่ร่อนอยู่ต่างแดน ที่ออกมาตรงกันข้ามกับแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย เหมือนไม่ได้คุยกันมาก่อน

โดย “ทักษิณ” เล่นใช้การโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กออกตัวว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ได้มีปัญหา แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาจากตัวบุคคล และการบังคับใช้

“ผมขอแนะนำว่าก่อนจะมาบอกว่าจะแก้มาตรา 112 หรือไม่ ขอให้ไปเริ่มย้อนคิดว่า เมื่อตัวกฎหมายไม่เคยมีปัญหา แต่คนที่เป็นปัญหาคือคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและคนที่นำประเด็นนี้มาสร้างความแตกแยกในสังคมต่างหาก ถ้ามีการจัดระเบียบให้ถูกต้องและมีการพูดคุยกับผู้เห็นต่างบ้าง ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นทีดี และนำไปสู่การรักษากฎหมายที่เป็นธรรม และก็จะไม่มีใครเดือดร้อน”

เป็นคิวที่ “นายใหญ่” ต้องรับออกมา “ชักฟืนออกจากไฟ” เหมือนเป็นการเขกกะโหลก ตบหน้า “ชัยเกษม” กลายๆ ข้อหาปราดเปรื่องไม่ดูตาม้าตาเรือ หาเรื่องเผาบ้านตัวเอง

เล่นเอาคนงงเป็นไก่ตาแตก สรุป “เจ้านาย-ลูกน้อง” ไม่ได้อ่านไลน์กลุ่มหรืออย่างไร ท่าทีถึงออกมา “คนละคีย์” แบบนี้

เสียงลือเสียงเล่าอ้างในพรรคเพื่อไทยเล็ดรอดออกมาว่า งานนี้ “นายใหญ่” ไม่รู้มาก่อนว่าจะมีแถลงการณ์ที่ลงชื่อ “ชัยเกษม” ออกมา แต่มี “ไอ้โม่ง” ในพรรคกระทำโดยพลการ

ถึงขั้นโทรมาเม้งชุดใหญ่ว่า “เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ไม่คิดจะปรึกษากันก่อนเลยหรือ” ทำให้ห้องประชุมที่เต็มไปด้วยบรรดา “ขาใหญ่” เงียบกริบ พร้อมสั่งการให้แก้ข่าวโดยด่วน ส่วนตัว “ทักษิณ” ก็ชิงออกสื่อว่า ไม่รู้เห็น หรือเป็นใจให้พรรคแสดงจุดยืนเช่นนั้น

เป็นที่รู้กันว่า สไตล์ “ทักษิณ” วันนี้แตกต่างจากในอดีต เวลาขับเคลื่อนเขยื้อนอะไร มักเน้นเล่น “เพลย์เซฟ” ถนอมเนื้อถนอมตัวเพื่อหาทางกลับบ้าน ไม่กล้ารบแบบเอาเป็นเอาตาย

ด้วยปรารถนาเพียงอย่างเดียวของ “ทักษิณ” คือพาตัวเองและน้องสาว “หนูปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ไม่ต่างจากสัมภเวสี ถือพาสปอร์ตได้แทบทุกประเทศ ยกเว้นไทยแลนด์ กลับบ้านให้ได้

ตามคำประกาศด้วยเสียงสั่นเครือของ “ลูกอุ๊งอิ๊ง” กลางวงประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อไทยว่า “…ย้ำว่า คุณพ่อไม่เคยลืมบุญคุณแผ่นดินไทย ไม่เคยลืมคนไทยที่ไม่เคยลืมท่าน และท่านก็ปรารถนาที่จะได้กลับมากราบแผ่นดินไทยอีกครั้ง กลับมากราบผู้มีพระคุณ”

จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปเล่น “เกมเสี่ยง” อย่างที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์แต่อย่างใด

ยิ่งการหลายไพ่ “ลูกสาวคนสุดท้อง” มาชูโรงในการเลือกตั้งครั้งหน้า คงไม่กล้าหาเรื่องให้ลูกยืนอยู่บนความเสี่ยงที่ต้องจบชะตาชีวิตเหมือนพ่อ และ “อาปู” อย่างแน่นอน

ว่ากันว่า “ไอ้โม่ง” เบื้องหลังลีลาเผ็ดร้อนของ “ชัยเกษม” มาจากแผนการของ “แก๊งซ้ายตกขอบ” ที่ทุกวันนี้ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในพรรคเพื่อไทย ยังวนเวียนและจ่อมจมอยู่กับอดีตสมัยตัวเองเป็นนักศึกษา ที่อยากหาคะแนนจากคนรุ่นใหม่แข่งกับพรรคก้าวไกล และตอบสนองความใคร่ของตัวเอง

ตัว “ชัยเกษม” เองถูกใช้ให้เป็น “หน่วยกล้าตาย” ส่วนแถลงการณ์มีคนบงการ และร่างให้เสร็จสรรพ เพียงแต่ไม่ได้มีการเสนอและได้รับการอนุมัติจาก “เจ้าของพรรค” ก่อน

ทำเอา “นายห้างดูไบ” เกิดอาการ “หัวร้อน” อยากตบกบาลสักดอก โทษฐานเอา “ลูกอั๊ว” ไปเสี่ยง ทั้งที่เพิ่งจะเปิดตัวอลังการที่ จ.ขอนแก่น จนเป็น “ปรากฎการณ์” เรตติ้งกระฉูด คะแนนกระเตื้องมาอีกครั้งพรึ่บพรั่บ แต่ต้องมาดับเร็วกว่ากำหนด เพราะการกระทำห่ามๆ ของ “สมุนลิ่วล้อ” ที่ไม่กี่คนที่ไม่ยอมหลุดพ้นวังวน และอุดมการณ์เพ้อฝัน

และไม่นานก็มีเฉลยออกมาว่าใครเป็นใครในเกมนี้ เมื่อ “กลุ่ม CARE คิดเคลื่อนไทย” ที่มีแกนนำ อาทิ “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล, “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริยเดช, “เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย กรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย รวมถึง “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “CARE คิด เคลื่อน ไทย” สวน “นายใหญ่” อีกดอก โดยยืนยันว่า กลุ่ม CARE สนับสนุนให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 116 รวมถึงกฎหมายอื่นใดที่ถูกใช้เพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

เป็นการประกาศหลังจาก “ทักษิณ” แสดงจุดยืน อันเท่ากับกลุ่ม CARE ก็ไม่แคร์จุดยืน “นายใหญ่”

ท่าทีที่สวนทางกัน “ค่ายทักษิณ” ทำเอา “สาวก 3 นิ้ว” อกแทบแตก เพราะอุตส่าห์มีความหวังที่ตัวละครขนาดเป้งเลิกหมอบ ออกมาถือหอกถือธงนำขบวนรบสักที แต่ที่ไหนได้แค่ “ของปลอมทำเหมือน” ยังสู้ไปกราบไปสไตล์เดิมไม่เปลี่ยน

บรรดาทัวร์ 3 นิ้ว นี่แห่กันลง “ทักษิณ-เพื่อไทย” ไม่ขาดสาย ยิ่งกว่าไทยเปิดประเทศเสียอีก!

ในจังหวะที่ “ทักษิณ-เพื่อไทย” รับแขกจากคณะทัวร์ “พรรคก้าวไกล” เหมือนได้ที มีคนเตะหมูเข้าปากหมา โชว์ฟอร์มถนัดเหยียบบ่าเพื่อนให้ดูดี “เสี่ยต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เพื่อนซี้ “เสี่ยเอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า และอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เรียก ส.ส.สายสุดโต่ง ยืนแถลงขอขันอาสาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อสภาฯเอง กะบลัฟพรรคเพื่อไทยเต็มเหนี่ยว

หวังแสดงความกล้าให้ “ติ่ง 3 นิ้ว” เห็น

ทว่าก็เจอจับได้ไล่ทันว่า “ค่ายก้าวไกล” หวังเล่นเกมตีกิน เพราะรู้อยู่แล้วว่า เสนอไปก็เท่านั้น ไม่มีทางเกิดมรรคเกิดผลได้ เพราะต้องใช้เสียงสภาฯ ค่อนข้างมาก เรียกว่า “รถผ้าป่าคว่ำตั้งแต่แยกเกียกกาย” ยังไม่ทันเข้ารัฐสภาด้วยซ้ำไป

จังหวะนี้ เหมือนจะได้เบิ้ลบลัฟ รับคะแนนแบบไม่ต้องแรงให้เหนื่อย แต่ที่ไหนได้ “คดีพลิก” ท่านผู้ชม เพราะแทนที่จะเป็นคุณ แต่กลายเป็นดาบสองคม เจอ “ทัวร์ 3 นิ้ว” ลงไม่แพ้ “ทักษิณ-เพื่อไทย”

เดี๋ยวนี้ชุมชน 3 นิ้วเริ่มตื่นรู้ หูตาสว่างกันขึ้นบ้าง ว่าพรรคก้าวไกลกลมกลืนไปกลับระบบการเมืองไทยที่หน้าไหว้หลังหลอก ข้อเสนอให้ “แก้ไข” ไม่ช่วยอะไร ถ้าจริงใจจริง มันต้องไปแบบ “สุดซอย” ให้ “ยกเลิก” เท่านั้น

ขณะที่ “แก๊ง 3 นิ้ว” ก็ถลำไปไกลกู่ไม่กลับ ก้นบึ้งหัวใจก็ไม่ได้อยากยกเลิกเพื่อที่จะ “ปฏิรูป” อะไร ข้ออ้างว่า โทษแรงเกินไปก็ไร้น้ำหนัก เพราะว่ากันตามเนื้อผ้า ขนาดโทษแรงมหาศาลขนาดนี้ ยังจาบจ้วง หมิ่นเหม่ กันเอิกเกริก

ไอดอล 3 นิ้ว “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ โดนข้อหานี้ยาวเป็นหางว่าว ไม่รู้กี่ สน. กี่ สภ. ยังทำซ่าสะสมข้อเพิ่มอยู่เรื่อยๆ

พูดกันตรงๆ แค่อยากยกเลิกเพื่อให้จาบจ้วงกันโต้งๆ แบบไม่ผิดกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้คำนึงเรื่องสิทธิมนุษยชนอะไรเลย

วันนี้การแก้ไขหรือยกเลิก “มาตรา 112” ก็เลยเป็นแค่ “ฝันกลางวัน” ของ “ม็อบสายล้ม” ที่มีแค่ “สายฮาร์ดคอร์” อย่างกลุ่มก้าวหน้า “ธนาธร-ปิยะบุตร” เท่านั้นที่ยังขายฝันว่า สามารถเปลี่ยนแปลงได้

เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น “เพื่อไทย-ก้าวไกล” ที่เล่นการเมืองแบบมี “สถานะ” อยู่บนฟลอร์ ก็รู้ว่าเป็น “เรื่องที่เป็นไปไม่ได้” แตะเมื่อไรก็มีปัญหา หรือดันให้ตายก็ไม่สำเร็จ

จึงกลายเป็นแค่ “เกม” ชิงกระแสของนักการเมืองเท่านั้น

คนที่นั่งยิ้มกริ่มอยากให้เล่นเกมนี้ยาวๆไปถึงเลือกตั้งหน้า เห็นจะเป็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะการเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองแบบนี้ถือว่า “เข้าทาง” วางจุดขาย ชูจุดแข็ง “ผู้นำที่จงรักภักดี” เข้าไปอีก

ตลบหลังไปได้อีกว่า รัฐบาลทุ่มเททำงานหลัก แก้วิกฤตโควิด เศรษฐกิจตกต่ำ ราคาน้ำมันแพง หรือความเดือดร้อนของประชาชนจากน้ำท่วม-น้ำแล้ง แต่ “ฝ่ายค้าน” ยังหมกมุ่นเอาเรื่อง “มิบังควร” มาเล่นเกมการเมืองไม่เลิก

ฝั่งนั้นยิ่งดิ้น ยิ่งเข็น ฝั่งนี้ยิ่งชอบ มีข้ออ้างในการสกัดแบบที่มี “กองหนุน” เพียบ เรียกว่า อยู่ๆ ก็มีคนมาทำให้ดูดี กลบเรื่องแย่ๆ ไปได้อีก

หรือดีไม่ดีเล่นกันไม่เลิก เลยเถิดไปไกล ก็เอามาเป็นข้ออ้าง “รวบตึงอำนาจ” แอ่น…แอ๊น ได้อีก.




กำลังโหลดความคิดเห็น