xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

คลี่ศึกชิงเก้าอี้ “เจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง” “พส.ไพรวัลย์” พลาดเพราะความอหังการ มมังการ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


พส.ไพรวัลย์ขณะเข้าสักการะ พระราชปัญญาสุธี (อุทัย ญาโณทโย ป.ธ.๙)
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - หลังร่ำไห้และกระมิดกระเมี้ยนผ่านการ “ไลฟ์สด” เพื่อทวง “เก้าอี้เจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง” ที่ตนเองสังกัด ให้กับ “พระราชปัญญาสุธี (อุทัย ญาโณทโย ป.ธ.๙)” ว่า หากไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสก็จะสึก แบบไม่เปิดเผย “คู่ต่อสู้” แต่ใช้ถ้อยคำเสียดสีให้เข้าใจได้ว่าหมายถึง “ใคร” เช่น “...อาตมาอาจทำอะไรหลายอย่างไม่เหมาะสม แต่ไม่เคยนั่งเครื่องบินไปดูบอลต่างประเทศ ไม่เคยทำเดรัจฉานวิชาอย่างเดียรถีย์ ไม่เคยดูโหร ทำนายดวง หรือแม้แต่ปลุกเสกผ้ายันต์แม้แต่ครั้งเดียว ...” 

ในที่สุด  “พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ”  ก็อาศัย “ฤกษ์เปิดประเทศ” เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ประกาศเปิดหน้าผู้ที่ทำให้  “เจ้าคุณอาจารย์”  ของตนเองอาจแห้วเก้าอี้เจ้าอาวาสว่าคือ  “สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช)” หรือ “เจ้าประคุณสมเด็จธงชัย” ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคมและผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร

ฝ่ายที่เชียร์ พส.ไพรวัลย์ อาจมองว่า “กล้า” หรือมองไกลไปถึงขนาดนี่คือ “การปฏิรูปวงการสงฆ์” แต่ถ้ามองด้วยใจเป็นธรรมคงต้องใช้คำว่า  “อหังการ มมังการ” เพราะสิ่งที่ พส.ไพรวัลย์ กระทำนั้นถือเป็นการเจรจาต่อรองด้วยความแข็งกร้าวผิดวิสัยผู้เป็นสงฆ์ด้วยมั่นใจว่าตนเองมีเสียงเชียร์จากแฟนคลับ

ก่อนจะเฉลยว่าคือ “เจ้าประคุณสมเด็จธงชัย” ก่อนหน้านี้ พส.ไพรวัลย์ถึงกับใช้คำว่า “อาตมายินดีเข้ากราบขอขมาเจ้าประคุณสมเด็จนะ ถ้าท่านเจ้าประคุณ ทรงไว้ซึ่งพรหมวิหารธรรมโดยเฉพาะก็ความมีกรุณาคุณทั้งต่ออาจารย์ของอาตมาและต่อตัวของอาตมาด้วย”

 คำว่า “ถ้าท่านเจ้าประคุณ ทรงไว้ซึ่งพรหมวิหารธรรม” คงไม่ต้องใช้อรรถกถาบาลีใดๆ อธิบายกระมังว่า มีความหมายระหว่างบรรทัดอย่างไร 

จากนั้น พส.ไพรวัลย์ก็เขียนจดหมายเปิดผนึกผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจของตัวเองถึง “สมเด็จธงชัย” ยาวเหยียดว่า

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช)
 “กราบเรียนถึงท่านเจ้าประคุณ

หากท่านเจ้าประคุณไม่เห็นแก่เกล้ากระผม ซึ่งเป็นเพียงพระรุ่นลูกรุ่นหลานรูปหนึ่ง ไม่เห็นแก่การที่เกล้ากระผมจะยังครองผ้ากาสาวพัตร์ หรือจะลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาสครองเรือน

แต่ขอความมีปัญญาญาณของท่านเจ้าประคุณ ได้โปรดตริตรองอย่างลึกซึ้งและอย่างแยบคายด้วยเถิด ขอให้ท่านเจ้าประคุณเห็นแก่การของพระศาสนา โดยเฉพาะก็ในส่วนของหนกลาง ซึ่งพระเดชพระคุณเป็นผู้บัญชาดูแลอยู่

เกล้ากระผมขออนุญาตบังอาจนำเรียน ด้วยเกล้ากระผมเห็นว่า การพระศาสนา โดยเฉพาะก็ในส่วนของหนกลาง จำเป็นต้องอาศัยพระผู้ใต้ปกครอง ซึ่งมีทั้งสติปัญญาและความสามารถช่วยสนองพระเดชพระคุณและรับใช้เพื่อความรุ่งเรืองก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้ไม่ว่าจะในส่วนของการเผยแผ่ การวิปัสสนา หรือการพระปริยัติ

เกล้ากระผม อาจประพฤติตนเป็นที่ไม่เรียบร้อยหรือเหมาะสม นี่เป็นโทษโดยส่วนตัวของเกล้ากระผมเอง และหากการประพฤติตัวนี้ สร้างความไม่พึงใจต่อพระเดชพระคุณ เกล้ากระผม กราบขอน้อมรับโทษในส่วนของความผิดนี้แต่โดยดี

ไม่ว่าพระเดชพระคุณ จะมีดำริอย่างไรในการลงโทษโดยชอบแก่พระธรรมวินัย เกล้ากระผมจะน้อมรับ และไม่ขัดขืนต่อคำสั่งนั้นเลย

เกล้ากระผมใคร่ขอความมีกรุณาคุณต่อพระเดชพระคุณเพียงอย่างเดียวว่า พระราชปัญญาสุธี ซึ่งเป็นอาจารย์ของเกล้ากระผม และรั้งตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสอยู่ตอนนี้ มิได้เป็นผู้มีความเกี่ยวข้องหรือมีมลทินหม่นหมองในส่วนใดเลย มิได้เป็นผู้หย่อนยานในการปกครองดูแลพระลูกวัด อย่างที่มีคนกล่าวอ้าง

ขอพระเดชพระคุณได้ทรงไว้ซึ่งความมีพรหมวิหารธรรมความเป็นธรรม ตลอดจนถึงความยุติธรรม ต่ออาจารย์ของเกล้ากระผมด้วย

เกล้ากระผมมิบังอาจคิดว่า สาสน์นี้จะไปถึงพระเดชพระคุณหรือไม่ มิบังอาจที่จะต่อรองหรือเรียกร้องอะไร แต่ในฐานะของพระลูกพระหลาน หรือแม้แต่พระที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระเดชพระคุณท่าน เกล้ากระผมถือว่า สาสน์นี้เป็นส่วนของการกราบเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมอย่างที่สามารถทำได้

ขอพระคุณโปรดอยู่เหนือพระเดช และขอให้ท่านเจ้าประคุณโปรดเมตตาตริตรองโดยแยบคายด้วยเถิดขอรับ คณะสงฆ์จะแซ่ซ้อง สังฆมณฑลจะสรรเสริญ การพระศาสนาจะก้าวหน้า หากท่านเจ้าประคุณ ทรงอยู่ด้วยพรหมวิหารธรรมในการปกครองอย่างแท้จริง

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
เกล้ากระผม พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ
พระลูกวัดของวัดสร้อยทองพระอารามหลวง” 

พส.ไพรวัลย์ตอกย้ำคำเดิมอีกครั้งว่า “คณะสงฆ์จะแซ่ซ้อง สังฆมณฑลจะสรรเสริญ การพระศาสนาจะก้าวหน้า หากท่านเจ้าประคุณ ทรงอยู่ด้วยพรหมวิหารธรรมในการปกครองอย่างแท้จริง”

 เห็นลีลาและอาการของ พส.ไพรวัลย์แล้ว ถ้าจะจัดอยู่ในประเภท “สู้ไปกราบไป” คงไม่ผิดไปจากความเป็นจริงเท่าใดนัก 

อย่างไรก็ดี กล่าวสำหรับปมประเด็นร้อนใน  “ยุทธจักรดงขมิ้น” อันเป็นเหตุให้ พส.ไพรวัลย์เปิดศึกกับ “เจ้าประคุณสมเด็จธงชัย” ในครั้งนี้ก็คือเก้าอี้  “เจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง” โดยมี “พระชั้นผู้ใหญ่” 2 รูปที่เป็นตัวเต็งคือ “พระราชปัญญาสุธี” หรือ “เจ้าคุณอุทัย”  รักษาการเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของ พส.ไพรวัลย์ ส่วนอีกรูปตามที่ปรากฏเป็นข่าวก็คือ  “พระศรีปริยัติสุธี (ปรีชา จิตฺตปริสุทฺโธ ป.ธ.๙)” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง

และถ้าฟังความจาก พส.ไพรวัลย์ก็คือ “เจ้าคุณอุทัย” ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของตัวเองนั้น อาจจะพลาดเก้าอี้ตัวนี้และตำแหน่งดังกล่าวจะตกเป็นของ “เจ้าคุณปรีชา”

และถ้าฟังความจาก พส.ไพรวัลย์ก็คือ “เจ้าประคุณสมเด็จธงชัย” ซึ่งเป็น “เจ้าคณะใหญ่หนกลาง” ให้การสนับสนุน “เจ้าคุณปรีชา” เป็นเจ้าอาวาสวัดสร้อยทองมากกว่า “เจ้าคุณอุทัย” และเหตุที่ทำให้ “เจ้าคุณอุทัย” พลาดเก้าอี้ตัวนี้ก็เป็นผลมาจาก พส.ไพรวัลย์ และ พส.สมปอง(พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต” ที่เป็นพระลูกวัดสร้อยทองเหมือนกัน และก่อนหน้านี้ก็เคยพูดผ่านการไลฟ์สดเช่นเดียวกันว่า “ถ้าเจ้าคุณอุทัยไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส จะขออนุญาตเจ้าอาวาสท่านใหม่ว่า จะขออยู่ต่อสัก 2 ปี แล้วกัน เนื่องจากยังมีภารกิจอีกมาก และวันที่ 3 พ.ย.2566 ก็จะตาม พระมหาไพรวัลย์ ออกไป”

เอาล่ะสมมติว่า ถ้าเป็นไปตามที่ พส.ไพรวัลย์กับ พส.สมปองว่าจริง ก็ต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า แล้ว 2 พส. มีวัตรปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมหรือไม่

ตอบได้อย่างไม่ลังเลเลยว่า ใช่

 แน่นอน การไลฟ์สดแสดงธรรมที่ทั้งสอง พส. กระทำ เป็นเรื่องที่ดี เป็นการทำให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงธรรมมะ สมควรที่จะให้การสนับสนุน และถ้าอยู่ในผ้าเหลืองต่อก็น่าจะทำประโยชน์ให้พุทธศาสนาได้มากกว่า แต่ก็อีกนั่นแหละการไลฟ์สดของ สอง พส. มีความไม่เหมาะสมหลายเรื่องด้วยกัน มีพฤติกรรมที่ “โลกวัชชะ” หรือ “โลกติเตียน” และที่ร้ายที่สุดก็คือ มีการ “โฆษณาสินค้า” ผ่านการไลฟ์สดที่ผู้รู้ในแวดวงสงฆ์ฟันธงว่า เข้าข่าย กุลทูสกสิกขาบท ซึ่งเป็นอาบัติสังฆาทิเสสข้อที่ 13  รวมทั้งดูเหมือนจะมี “อัตตาสูง” จนไม่เป็นที่แน่ชัดว่า จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้

ถ้า “เจ้าคุณอุทัย” จะพลาดจากตำแหน่ง ก็คงเป็นเพราะ “ความอหังการ มมังการ” ของ “สองพส.” เอง ยิ่งการเปิดศึกกับ “เจ้าประคุณสมเด็จธงชัย” ด้วยแล้ว ยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์หนักไปกว่าเก่า

และคำถามถัดมาก็คือ “เจ้าประคุณสมเด็จธงชัย” มีอำนาจในการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดสร้อยทองหรือไม่ อย่างไร

โดยปกติแล้วการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดใดวัดหนึ่งย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ไทย มิใช่นึกจะตั้งใครก็ได้ตามใจชอบ เช่น ผ่านความเห็นชอบจากเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัดเป็นต้น ซึ่งสำหรับกรณี “วัดสร้อยทอง” ที่อยู่ในกรุงเทพมหานครก็ต้องผ่าน “เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร” ที่ปัจจุบันก็คือ “พระธรรมวชิรมุนี (บุญชิต ณาณสังวโร)”  เป็นผู้คัดเลือก จากนั้นก็นำเสนอตามลำดับการปกครองคือ ผ่านเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ที่ปัจจุบันก็คือ “สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช)” และผ่าน “มหาเถรสมาคม(มส.)” เพื่อพิจารณาเป็นขั้นตอนสุดท้าย

 พระศรีปริยัติสุธี (ปรีชา จิตฺตปริสุทฺโธ ป.ธ.๙)
ที่น่าสนใจก็คือคำให้สัมภาษณ์ของ  “นายสิปป์บวร แก้วงาม”  รอง ผอ.รักษาราชการผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ไม่ทราบว่าท่านทั้งสองไปนำประเด็นเรื่องเจ้าอาวาสมาจากไหน หรืออาจจะเห็นจากนโยบายของพระธรรมวชิรมุนี (บุญชิต ณาณสังวโร) เจ้าคณะกรุงเทพฯ ที่มีนโยบายในการจะดูความประพฤติของพระสงฆ์ที่มีการออกทางสื่อออนไลน์ด้วย แล้วจึงอาจจะทำให้โยงไปถึงเรื่องเจ้าอาวาส ซึ่งการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดที่เป็นพระอารามหลวงนั้น ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 (พ.ศ.2563) ระบุว่า  การแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ให้เป็นไปตามพระราชดำริ ซึ่ง มส.ได้มีมติเสนอรายชื่อผู้จะเป็นเจ้าอาวาสวัดสร้อยทองไปแล้ว ทั้งนี้ตนมองว่า ไม่ว่าใครจะมาเป็นเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง ท่านพระมหาไพรวัลย์ และพระมหาสมปอง ก็เป็นพระลูกวัดเช่นเดิม หากไม่ได้ทำผิดอะไรก็ไม่มีใครไปสึกท่านได้ 

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า “เจ้าคุณอุทัย” รับรู้หรือเห็นดีเห็นงามกับ “สอง พส.” หรือไม่

สมมติว่า “เจ้าคุณอุทัย” ไม่รับรู้ ด้วยเป็นพระที่มิได้ยึดติดในสมณศักดิ์ หากแต่ “สอง พส.” เคลื่อนไหวกันเอง นั่นก็แสดงว่า เป็นการกระทำโดยใช้ครูบาอาจารย์มาเล่นเกมตามความคิดของตัวเอง

 และก็เชื่อเหลือเกินว่า “เจ้าคุณอุทัย” คงไม่เห็นด้วยกับ สอง พส. เพราะ “เจ้าคุณอุทัย” เป็นพระที่มักสอนศิษยานุศิษย์อยู่เสมอว่า “อย่ายึดติด” 

เรื่องนี้  “ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์”  นักวิชาการทางบูรพคดีศึกษา ม.มหิดล โพสต์เฟซบุ๊กว่า ขอแนะนำทีมเลขานุการเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ซึ่งเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ถ้าจะแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง ขอให้รีบตั้ง อย่าได้ชักช้า เรื่องการพระศาสนาแต่ไหนแต่ไรมา ถ้าคณะสงฆ์ดำเนินการชักช้าจะเป็นที่ติฉินนินทา หรือวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ผู้ไม่รู้ ไม่หยุด ...ถ้าจะทำเพื่อรักษาพระธรรมวินัย ไม่ต้องไปสนใจว่าพระรูปไหนจะสึก หรือจะอยู่ โปรดรีบตั้งเสียให้เสร็จโดยเร็ว และถ้าจะให้ดี มอบหมายให้เจ้าอาวาสใหม่ รีบตั้งคณะพระวินัยธร สอบพระวินัยพระทั้ง 2 รูปนั้นด้วยก็จะดี...

ด้าน  “พุทธะอิสระ” อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุถึง 2พส.ว่า “เสียดายผ้าเหลือง คนพวกนี้แค่เข้ามาอาศัยผ้าเหลืองหากินแท้ๆ 1 พฤศจิกายน 2564 เห็นบทสนทนาของมหาทั้งสองรูปแล้ว ทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นว่า สิ่งที่มหาทั้งสองทำอยู่และแสดงออก มองไม่เห็นเลยว่า พระพุทธศาสนาจะได้ประโยชน์อะไร พระธรรมวินัย ได้ประโยชน์อะไร สังฆมณฑลได้ประโยชน์อะไร และวัดสร้อยทองจักได้ประโยชน์อะไรกับพฤติกรรมของมหาทั้งสองรูปนี้”

 อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะดูทรงแล้ว ไม่เพียงแต่ 2 พส.จะนำมาซึ่งปัญหาให้กับ “เจ้าคุณอุทัย” แค่เพียง “เฉพาะหน้า” แต่เรื่องนี้เท่านั้น หากอาจจะก่อให้เกิดปัญหา “ระยะยาว” ไปในอีกหลายเรื่อง ไม่ใช่ “ศิษย์คิดล้างครู” แต่ก็เข้าทำนอง “ลูกศิษย์รังแกฉัน” เป็นแน่แท้.  




กำลังโหลดความคิดเห็น