คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
ในตำรา “ความคิดทางการเมืองการปกครองไทยโบราณ” (2519) อาจารย์ชัยอนันต์ได้สรุปท้ายบทที่ว่าด้วยอุตตรกุรุทวีปหรือสังคมในอุดมคติในตำนานอินเดียโบราณไว้ว่า
“แม้ว่าสังคมในอุดคติแบบอุตตรกุรุ หรือ สังคมพระศรีอาริย์จะเป็นสิ่งเพ้อฝัน เป็นมากกว่าที่จะก่อให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติได้ แต่ก็ได้มีความพยายามที่จะสร้างชุมชนที่มีลักษณะของสังคมนิยมขึ้นในครั้งพุทธกาลหลายพันปีมาแล้ว เช่นเดียวกับการที่นักคิดสังคมนิยมสมัยต่อมา เช่น โรเบิร์ต โอเวน พยายามสร้างชุมชนสหกรณ์และชาร์ล ฟูริเยร์ พยายามสร้างชุมชนฟาลังกซื หรือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้พยายามหาทางบรรลุถึงสังคมในอุดมคติด้วยการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2476…..”
เค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเป็นทางไปสู่สังคมอุดมคติอย่างไร ? ผู้เขียนขอนำข้อความที่สำคัญบางตอนจากเค้าโครงเศรษฐกิจมาเผยแพร่ดังนี้
“…เวลานี้ที่ดินซึ่งทำการเพาะปลูกได้ตกอยู่ในมือของเอกชน นอกนั้นเป็นป่าที่จะต้องก่นสร้าง ที่ดินซึ่งอยู่ในมือเอกชนในเวลานี้ ผลจากที่ดินนั้นย่อมได้แทบไม่คุ้มค่าใช้จ่ายและค่าอาหาร และค่าดอกเบี้ย เพราะชาวนาเวลานี้แทบกล่าวได้ว่า ๙๙% ที่เป็นลูกหนี้เอาที่ดินไปจำนองหรือประกันแก่เจ้าหนี้ ฝ่ายเจ้าของเองก็เก็บดอกเบี้ยหรือต้นทุนไม่ได้ หรือผู้ที่มีนาให้เช่า เช่น นาในทุ่งรังสิตเป็นต้น เจ้าของนาแทนที่จะเก็บค่าเช่าได้กลับต้องออกเงินเสียค่านา เป็นการขาดทุนย่อยยับกันไป ไม่ว่าคนมีหรือคนจน เจ้าของนาเป็นส่วนมากประสงค์ขายนา แม้จะต้องขาดทุนลงบ้าง หรือฝ่ายเจ้าหนี้ให้ชาวนายืมเงิน ก็อยากได้เงินของตนคืน
การบังคับจำนองหรือการเอาที่ดินออกขายทอดตลาดนั้น เวลานี้ราคาที่ดินก็ตกต่ำ ทั้งนี้เป็นผลที่การประกอบเศรษฐกิจ รัฐบาลปล่อยให้เอกชนต่างคนต่างทำ เมื่อการเป็นเช่นนี้แล้ว ถ้ารัฐบาลจะซื้อที่ดินเหล่านั้นกลับคืนมาก็เชื่อว่าชาวนาเจ้าของที่ดิน ผู้รับจำนองที่ดินทั้งหลายคงจะยินดีไม่ใช่น้อย เพราะการที่ตนยังคงมีกรรมสิทธิ์อยู่ในที่ดิน หรือยังคงยึดที่ดินไว้เป็นประกัน มีแต่จะขาดทุนอย่างเดียว การซื้อที่ดินกลับคืนมานี้แตกต่างกับวิธีริบทรัพย์ของคอมมิวนิสต์
ในเวลานี้รัฐบาลไม่มีเงินจะซื้อที่ดินได้เพียงพอ แต่รัฐบาลอาจออกใบกู้ให้เจ้าของที่ดินถือไว้ตามราคาที่ดินของตน ใบกู้นั้นรัฐบาลจะได้กำหนดให้เงินผลประโยชน์แทนดอกเบี้ย ให้ตามอัตราดอกเบี้ยของการกู้เงินในขณะที่ซื้อ ซึ่งไม่เกินร้อยละ ๑๕ อันเป็นอัตราสูงสุดในกฎหมาย....ที่ดินที่รัฐบาลต้องซื้อกลับคืนนี้ ก็คือที่ดินที่จะใช้ประกอบการเศรษฐกิจ เช่น ที่นาหรือไร่ เป็นต้น ส่วนบ้านที่อยู่อาศัยนั้นไม่จำเป็นที่รัฐบาลต้องซื้อคือ เว้นไว้แต่เจ้าของประสงค์จะขายแลกกับใบกู้ การจัดให้มีบ้านสำหรับครอบครัว (homestead) ซึ่งเมื่อคิดเทียบกับเนื้อที่ทั้งหมดในประเทศแล้ว ไม่มีจำนวนมากมายที่จะเป็นการขัดขวางต่อการดำเนินการเศรษฐกิจ เหตุฉะนี้จะยังคงให้มีอยู่ได้ ก็ไม่เป็นการแปลกประหลาดอันใด
เมื่อที่ดินได้กลับคืนมาเป็นของรัฐบาลเช่นนี้แล้ว รัฐบาลจะได้กำหนดลงไปได้ถนัดว่า การประกอบการเศรษฐกิจในที่ดินนั้นจะแบ่งออกเป็นส่วนอย่างไร และจะต้องใช้เครื่องจักรกลชนิดใด เป็นจำนวนเท่าใด การทดน้ำจะต้องขุดคูหรือทำคันนาอย่างไร แต่เมื่อที่ดินตกมาเป็นของรัฐบาลเช่นนี้แล้ว ถ้าที่ที่มีระดับเดียวกันก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เช่น การทำคูทำคันนาอาจจะทำน้อยลงได้ นอกจากนั้น การใช้เครื่องจักรกล เช่น การไถ ก็จะได้ดำเนินติดต่อกัน มิฉะนั้นจะต้องไถที่นี่แห่งหนึ่ง ที่โน่นแห่งหนึ่งเป็นการชักช้าเสียเวลา และการบำรุงที่ดินโดยวิชาเทคนิคย่อมจะทำได้สะดวก เราจะเห็นได้ว่าในเวลานี้ราษฎรยังหลงเชื่อในวิธีโบราณ แม้ผู้ชำนาญการกสิกรรมจะพร่ำสอน ก็ต้องกินเวลานาน เมื่อรัฐบาลเป็นผู้ประกอบการเศรษฐกิจเอง รัฐบาลอาจกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ ราษฎรซึ่งเป็นลูกจ้างของรัฐบาลก็จำต้องปฏิบัติตาม……..”
จากข้างต้น เข้าใจได้ว่า เมื่อชาวไร่ชาวนาที่มีที่ดินหรือเอาไปจำนองหรือค้ำประกันได้ หรือเจ้าของที่ดินที่ให้ชาวนาเช่าทำกินขายที่ดินให้กับรัฐบาลไปแล้ว ก็เปลี่ยนสถานะไปเป็นลูกจ้างของรัฐบาล และทำนาให้รัฐบาล หากจะถามว่า ลูกจ้างทำนาได้อะไรเป็นค่าตอบแทนแรงงาน คำตอบคือ ลูกจ้างรัฐบาลได้คะแนนเป็นค่าตอบแทน ที่ไม่จ่ายเป็นเงินเพราะ “ก็เมื่อรัฐบาลต้องจ่ายเงินเดือนแก่ราษฎรเช่นนี้ จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย ก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่องนี้ ขอเตือนให้ระลึกเสียก่อนว่า เงินเป็นสิ่งที่รับประทานไม่ได้ เงินย่อมเป็นสิ่งที่จะใช้แลกเปลี่ยนกับปัจจัยแห่งการดำรงชีวิต เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม สถานที่อยู่ ฯลฯ การจ่ายเงินก็เท่ากับการจ่ายอาหาร เครื่องนุ่งห่ม สถานที่อยู่ ฯลฯ ขอให้ระลึกว่าเงินที่ท่านหาได้ ท่านนำเอาเงินนั้นไปทำไม ท่านก็นำไปแลกเปลี่ยนกับปัจจัยแห่งการดำรงชีวิต เหตุฉะนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบว่าเงินเป็นคะแนนชนิดหนึ่งก็ไม่ผิดด การจ่ายเงินเดือนก็เท่ากับจ่ายคะแนนให้ราษฎรที่จะจับจ่าย แลกเปลี่ยนกับปัจจัยแห่งการดำรงชีวิตตามความต้องการของราษฎร ผลที่สุดราษฎรจะพึงได้รับก็คือ ปัจจัยแห่งการดำรงชีวิต เช่น อาหาร สถานที่อยู่ ฯลฯ”
หลวงประดิษฐ์ฯไม่เพียงแต่จะให้ชาวนามาเป็นลูกจ้างรัฐบาล เท่านั้น แต่ยังมีความคิดที่จะให้ราษฎรทุกคนเป็นลูกจ้างรัฐบาลหรือข้าราชการด้วยซ้ำ และท่านคิดว่า ไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ (ในขณะนั้น พ.ศ. 2476/ผู้เขียน) เพราะหลวงประดิษฐ์ฯเห็นว่า “นิสัยของคนไทยชอบทำราชการ คือชอบเอาแรงงานของตนมาแลกกับเงินเดือนของรัฐบาล นิสัยเช่นนี้มีอยู่แน่ชัด...”
ขณะเดียวกัน อาจจะมีปัญหากับข้าราชการที่ทำนา เพราะในช่วงที่ไม่ใช่หน้านา ชาวนาหรือลูกจ้างรัฐบาลจะมีเวลาว่าง 6 เดือนที่ไม่ได้ทำการผลิตใดๆ หลวงประดิษฐ์มนูธรรมกล่าวว่า “…ไม่ต้องวิตกอีกต่อไป รัฐบาลคงใช้เวลาว่างอีก ๖ เดือนนั้นให้เป็นประโยชน์ เช่น เมื่อว่างจากทำนาก็อาจทำไร่อย่างอื่น หรือทำถนนหนทางสุดแต่แผนเศรษฐกิจแห่งชาติจะกำหนดไว้ นอกจากนั้น เมื่อถือว่าราษฎรเป็นข้าราชการแล้ว รัฐบาลยังอาจบังคับให้ศึกษาอบรมในศิลปวิทยาใดๆ ให้รู้ในการฝึกวิชาทหาร ซึ่งทุ่นเวลาที่จะต้องรับราชการทหารได้อีกโสตหนึ่ง”
ฟังๆ ดูแล้ว ดูเหมือนว่า เค้าโครงเศรษฐกิจนี้จะเน้นการใช้อำนาจรัฐบังคับในอาชีพการทำงานของราษฎรเสียมาก แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะหลวงประดิษฐ์ฯกล่าวไว้ด้วยว่า “…การประกอบการเศรษฐกิจนั้นมีลักษณะบางอย่าง ซึ่งเอกชนจะประกอบตามลำพังได้ผล เช่น การอาชีพอิสระ (liberal profession) เช่น นักประพันธ์ แพทย์ ทนายความ ช่างเขียน ครูในวิชาบางอย่าง ฯลฯ เหล่านี้ เมื่อราษฎรใดประสงค์จะทำโดยลำพัง ไม่อยากเป็นข้าราชการแล้ว ก็อนุญาตให้ทำได้ หรืออาชีพอื่น เช่น การโรงงาน ซึ่งเอกชนเป็นเจ้าของอยู่แล้วในเวลานี้ เมื่อผู้นั้นประสงค์จะทำต่อไปโดยไม่อยากเป็นข้าราชการแลว ก็อนุญาตเช่นเดียวกัน นอกจากผู้นั้นจะขายให้แก่รัฐบาลและตนถือใบหุ้นกู้ได้ดอกเบี้ยจากรัฐบาลเลี้ยงชีพของตน หรือการพานิชย์ การกสิกรรมบางอย่าง เมื่อเอกชนแสดงได้ว่าการที่ตนจะประกอบได้ผลพอเลี้ยงตนแล้วจะอนุญาตให้ทำเป็นพิเศษก็ได้”
ฟังๆ ดูแล้ว ดูจะยังพอมีอิสรเสรีภาพอยู่บ้าง แต่โดยทั่วไปน่าจะน้อยถึงน้อยมาก เพราะเค้าโครงเศรษฐกิจมีนโยบายหลักให้ราษฎรเป็นลูกจ้างรัฐบาลเสียส่วนใหญ่ ซึ่งในประเด็นเสรีภาพนี้ หลวงประดิษฐ์ฯตระหนักดีว่า น่าจะมีผู้แคลงใจสงสัย ท่านจึงได้เขียนหมวดที่ว่าด้วย “เสรีภาพ” ไว้ต่างหากในเค้าโครงเศรษฐกิจเลย โดยมีใจความว่า
“ข้อนี้ผู้ที่มองผิวๆ จะคัดค้านทันทีว่า การที่รัฐบาลกับราษฎรทั้งหมดเป็นข้าราชการนั้นจะเป็นการตัดเสรีภาพ จริงอยู่ เมื่อรัฐบาลประกอบเศรษฐกิจเสียเองเช่นนี้ ย่อมเป็นการตัดเสรีภาพ แต่การตัดเสรีภาพนั้นก็เพื่อจะทำให้ราษฎรได้รับความสุขสมบูรณ์ทั้งหมดเป็นการปฏิบัติหลักข้อ ๓ (…ลัทธิโซเชียลสิสต์ที่ประสงค์ให้รัฐบาลประกอบการเศรษฐกิจเสียเอง เพื่อประโยชน์ของราษฎรเสียทั้งหมด.../ผู้เขียน) รัฐบาลไม่ได้ตัดเสรีภาพในการอื่นๆ ราษฎรคงมีเสรีภาพในร่างกาย ในเคหสถาน ในการพูด ในการศึกษาอบรม ในการสมาคม เมื่อราษฎรได้มีความสุขภายในเศรษฐกิจแล้ว ราษฎรก็ย่อมมีความสุขกาย ราษฎรจะต้องการเสรีภาพโดยไม่มีอาหารรับประทานเช่นนั้นหรือ ทั้งนี้ไม่ใช่ความประสงค์ของราษฎรเลย แม้ในเวลานี้เอง ราษฎรก็ต้องทำงานเองเพื่อเลี้ยงชีพ นอกจากที่เกิดมาหนักโลกอาศัยคนอื่นเขากิน ไม่ว่าในประเทศใดๆ เสรีภาพย่อมมีจำกัด เพื่อประโยชน์ของราษฎรทั้งหมดดด้วยกัน และคณะราษฎรก็ได้ประกาศไว้แล้วว่า เสรีภาพนั้นจะทำให้เกิดได้เมื่อไม่ขัดกับหลัก ๔ ประการดั่งที่ได้กล่าวข้างต้น”
ในเรื่องความเสมอภาค หลวงประดิษฐ์ฯได้อธิบายไว้ว่า “ความเสมอภาคมีขึ้นได้ในสิทธิและหน้าที่ ซึ่งนอกจากเสมอภาคกันบนกระดาษ ยังเป็นการเสมอภาคที่จะเข้ารับราชการ แม้จะเป็นในทางปกครองและในทางเศรษฐกิจก็ดี ราษฎรจะมีสิทธิเสมอภาคกันในการที่จะไม่อดตาย แต่มิใช่เสมอภาคในการที่คนหนึ่งมีเงิน ๑๐๐ บาท จะต้องริบเอามาแบ่งเท่าๆกัน ในระหว่าง ๑๐๐ คนๆละ ๑ บาท ตามที่นักปราชญ์ในประเทศไทยท่านอ้างว่าลัทธิคอมมิวนิสต์เขาแบ่งกันเช่นนั้น เราเกลียดชังคอมมิวนิสต์ตามที่ท่านนักปราชย์ในประเทศไทยกล่าวนั้น และเราไม่ดำเนินวิธีริบทรัพย์มาแบ่งกันดังที่นักปราชญ์ท่านกล่าว”
และจริงๆ แล้ว หลวงประดิษฐ์ฯก็ไม่ได้ให้เงินเดือนราษฎร (ลูกจ้างรัฐบาลหรือข้าราชการ) เท่ากันหมดด้วย แต่ได้กำหนดไว้ว่า “เงินเดือนนั้นจำต้องต่างกันตามคุณวุฒิ กำลังความสามารถของตน แต่อย่างไรก็ตาม เงินเดือนขั้นต่ำที่สุดจะเพียงพอแก่การที่ข้าราชการผู้นั้นจะซื้ออาหาร ซื้อเครื่องนุ่งห่ม สถานที่อยู่ ฯลฯ ปัจจัยแห่งการดำรงชีวิตได้”
เมื่อท่านผู้อ่านได้อ่านข้อความบางตอนที่ผู้เขียนคัดมาข้างต้นนี้ ท่านเห็นว่า เค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเป็นความ “พยายามหาทางบรรลุถึงสังคมในอุดมคติ” ตามความเห็นของอาจารยชัยอนันต์หรือไม่ ? และเพราะอะไร ? ลองช่วยตอบกันมานะครับ หรือตั้งคำถามมาก็ได้ เพราะคิดว่า คงมีคนแบบที่หลวงประดิษฐ์ฯเรียกว่า “ผู้ที่มองผิวๆ” ไม่น้อย !
ตัวผู้เขียนเองก็อาจจะเป็นหนึ่ง “ผู้ที่มองผิวๆ” เพราะสงสัยว่า หลวงประดิษฐ์ฯได้กำหนดเงินเดือนต่างกันตามคุณวุฒิและกำลังความสามารถ แต่กำหนดขั้นต่ำสุดไว้ให้เพียงพอแก่การที่เขาผู้นั้นจะซื้อปัจจัยแห่งการดำรงชีวิตได้ คำถามคือ คนที่รับเงินเดือนขั้นต่ำสุดนั้น ไม่ค่อยจะขยันทำงานอะไร อยู่ไปเป็นเช้าชามเย็นชาม เพราะพอใจกับเงินขั้นต่ำสุดนั้น หลวงประดิษฐ์ฯจะปล่อยให้เขาคนนั้นเช้าชามเย็นชามไปตลอด หรือจะมีบทลงโทษอะไร ? เป็นไปได้ไหมว่า มีการให้ไล่ออก แล้วไม่ให้เงินเดือนอะไรเลย ?? เพราะเป็นพวกที่ “เกิดมาหนักโลกอาศัยคนอื่นเขากิน”
สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินในประเทศจีน คือ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนได้กำหนดให้สิทธิในทรัพย์สินของพื้นที่การเกษตรในชนบทแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ได้แก่ กรรมสิทธิ์ที่ชุมชนชนบทเป็นเจ้าของร่วมกัน และสิทธิในการใช้ที่ดิน ซึ่งจัดทำขึ้นโดยแต่ละครัวเรือนที่ทำสัญญาใช้ผืนดินส่วนหนึ่งของหมู่บ้านเพื่อทำการเกษตร โดยสัญญาการใช้พื้นที่เพาะปลูกมีอายุ 30 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 30 ปีเมื่อครบกำหนด ทั้งนี้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ


