คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
เมื่อนำอุตตรกุรุทวีปหรือสังคมอุดมคติในตำนานฮินดูโบราณมาเปรียบเทียบกับสภาวะธรรมชาติในปรัชญาการเมืองของรุสโซ นักคิดทางการเมือชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่สิบแปด จะพบความเหมือนกันอยูอย่างหนึ่ง นั่นคือ มนุษย์อยู่กันโดยไม่มีครอบครัว และจากการที่ไม่มีครอบครัว ทำให้ไม่มีการเป็นเจ้าของเจ้าของ “คนในครอบครัว” เมื่อไม่มี ก็ไม่ต้องหวงและห่วงที่จะต้องทำนุบำรุงดูแล “คนในครอบครัว” เมื่อไม่ต้องทำนุบำรุง “ของๆ เรา” ก็ไม่ต้องสั่งสมอะไรให้มาก
ผู้คนในสังคมอุตตรกุรุไม่ต้องลงแรงทำงานหาเลี้ยงชีพ เพราะข้าวงอกได้เอง หุงได้เอง ส่วนกับข้าวนั้น อยากกินอะไรก็นึกเอา ประเดี๋ยวมันก็มา !
ส่วนมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติของรุสโซ แม้จะต้องลงแรงหาอาหารเอง แต่ก็หาได้ไม่ยาก และตอบสนองความต้องการของตัวเองได้อย่างเพียงพอ เพราะเดิมที มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช (ดูจากที่ธรรมชาติไม่ได้ให้มนุษย์มีเขี้ยวและกรงเล็บ) และมีความต้องการทางชีวภาพเท่านั้น ยามหิวก็กินอะไรก็ได้
ความเหมือนกันอีกประการหนึ่งก็คือ มนุษย์ในอุตตรกุรยังต้องมีความสัมพันธ์ทางเพศ ซึ่งมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติก็มี แต่มีแล้ว ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ชาย-หญิงในอุตตรกุรุมีอะไรกันและอยู่ด้วยกันเจ็ดวัน ก็แยกย้ายกันไป ชาย-หญิงในสภาวะธรรมชาติของรุสโซมีอะไรกันในฤดูผสมพันธุ์ แล้วก็แยกย้ายกันไป เพียงแต่รุสโซไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าอยู่ด้วยกันเจ็ดวัน
ความเหมือนกันประการต่อมาคือ เมื่อชาย-หญิงมีอะไรกันแล้ว ฝ่ายหญิงก็ตั้งครรภ์ ในอุตตรกุรุไม่ได้บอกไว้ว่า เมื่อมีอะไรกันแล้ว หญิงจะต้องตั้งครรภ์เสมอไปหรือเปล่า ของรุสโซก็เช่นเดียวกัน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ในสภาวะธรรมชาติของรุสโซ เมื่อหญิงคนหนึ่งเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา ก็ไม่ได้เป็นปัญหาเดือดร้อนที่เธอจะต้องมีคนช่วยดูแล ต่างจากสัตว์บางชนิดที่หากตัวเมียตั้งครรภ์ ก็จำต้องมีตัวผู้คอยอยู่ด้วย รวมไปถึงการฟักไข่หรือคลอดลูก
สตรีมีครรภ์ในสภาวะธรรมชาติของรุสโซสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้โดยลำพัง เพราะธรรมชาติให้มนุษย์เป็นสัตวที่ตั้งตรงตัว ผู้หญิงสามารถเดินไปหาอาหารโดยอุ้มท้องไปด้วยได้ สตรีมีครรภ์ในสภาวะธรรมชาติจึงสามารถใช้ชีวิตอย่างเสรีตามลำพังต่อไปเหมือนในช่วงที่ก่อนที่จะตั้งครรภ์ เมื่อถึงกำหนดที่จะต้องคลอดบุตร ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเหมือนสตรีในสังคมปัจจุบัน เพราะการคลอดลูกหรือการฟักไข่ของสัตว์หรือมนุษย์ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่ไม่ต้องมีหมอตำแย เพราะถ้าหากการคลอดลูกจะ “ต้องมี” หมอตำแย มนุษย์คงสูญพันธุ์ไปนานแล้ว เพราะในตอนแรกเริ่ม ยังไม่มีหมอตำแย และไม่มีใครมีความรู้แบบหมอตำแยด้วย สตรีจะคลอดบุตรออกมาได้เองตามธรรมชาติ ไม่ต่างจากสัตว์อีกหลายๆ ชนิด เมื่อคลอดแล้ว ก็สามารถดูแลตัวเองและทารกของตนได้ โดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์คนอื่นแต่อย่างไร
หลายคนฟังแล้วอาจไม่แน่ใจว่า ผู้หญิงที่เพิ่งคลอดจะสามารถเป็นอย่างที่รุสโซว่าได้ !?
แต่เชื่อเถอะครับว่า มันเป็นเช่นนั้น เพราะรุสโซบอกว่า มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติที่ยังไม่มีการปรุงแต่ง ยังไม่มีวิทยาการความรู้อะไรเลย หรือยังไม่ค้นพบเทคนิคและการประดิษฐ์ต่างๆ มนุษย์จะแข็งแรงมาก เพราะยังไม่ค้นพบสิ่งทุ่นแรงใดๆ และมนุษย์จะมีทักษะในการดำเนินชีวิตได้อย่างน่าอัศจรรย์เมื่อเปรียบเทียบกับมนุษย์ในสังคมอารยะทุกวันนี้
ไม่ต้องดูย้อนไปไกลถึงสภาวะธรรมชาติที่ไม่มีทางจะย้อนกลับไปได้ เอาแค่คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ไม่มีไฟฟ้า ประปา ฯลฯ และต้องหาอาหารตามธรรมชาติ ไม่ได้มี 7-11 ให้เข้าหรือมีรถเข็นหมูปิ้งข้างทางให้พุ่งเข้าใส่ยามหิว คนเหล่านี้ก็ใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ในสายตาของมนุษย์สังคม ถ้าเอามนุษย์สังคมไปปล่อยไว้ในป่า คิดว่าไม่น่ารอด
คำอธิบายสตรีมีครรภ์และการคลอดบุตรในสภาวะธรรมชาติของรุสโซ ตอกย้ำข้อเสนอของเขาที่ว่า “มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติมีเสรีภาพและความเสมอภาคเต็มร้อย”
ที่ว่ามีเสรีภาพเต็มร้อย ก็เพราะมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติสามารถทำอะไรต่างๆได้โดยไม่มี “ใคร” มาขัดขวางหรือทำให้ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
ที่ว่าไม่มีใครมาขัดขวาง ก็เพราะมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติอยู่อย่างตัวใครตัวมัน ไม่ข้องเกี่ยวกัน ไม่มายื้อแย่งข้าวของหรือคู่ เพราะต่างก็สามารถตอบสนองความต้องการของตัวเองได้อย่างพอเพียงและมีความสุขกับตัวเอง
ส่วนคู่นั้น รุสโซกล่าวว่าไม่มีใครมายื้อแย่งกันเหมือนในตำนานกรีกโบราณที่มีการยื้อแย่ง “เฮเลน” หญิงงามแห่งเมืองทรอย จนเกิดเป็นสงครามเมืองทรอย โดยรุสโซให้เหตุผลดังต่อไปนีคือ
หนึ่ง ในฤดูผสมพันธุ์ มนุษย์ชาย-หญิงในสภาวะธรรมชาติต่างมีความต้องการทางเพศ ทั้งสองฝ่ายจึงต้องการตอบสนองความต้องการของตัวเองเป็นกำลังอยู่แล้ว
สอง ในสภาวะธรรมชาติ มนุษย์ยังไม่ได้มีความต้องการทางอารมณ์จิตใจที่จะต้องเลือกว่า ใครสวยใครหล่อ เพราะความสวยความหล่อเป็นเรื่องปรุงแต่งที่เกิดขึ้นทีหลังสภาวะธรรมชาติ ดังนั้น หากไม่ได้หญิงหรือชายคนนั้น เพราะเขาหรือเธอกำลังมีอไรกับเธอหรือเขาอยู่ ชายหรือหญิงคนนั้นก็ไปหาหญิงหรือชายคนอื่นได้ ไม่ได้ต้องเลือกเฟ้นผูกติดอยู่กับเฉพาะชายหรือหญิงคนนั่นคนนี้ เหมือน ปารีสกับเมเนเลาส์ ที่มุ่งแต่จะต้องได้นางเฮเลนเท่านั้น ซึ่งอาจจะมีเรื่องเกียรติศักดิ์ศรีอะไรด้วย แต่มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติของรุสโซยังไม่มีความรู้สึกรับรู้ในเรื่องเกียรติศักดิ์ศรี จึงไม่จำเป็นต้องจะต้องวุ่นวายกับการแก่งแย่งนางสีดาเหมือนทศกัณฑ์ หรือตามทวงเอาคืนอย่างพระราม ! และจะต้องให้สีดาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยการลุยไฟอีกด้วย เพราะมนุษย์ผู้ชายในสภาวะธรรมชาติไม่ได้สนใจให้ความสำคัญเทิดทูนความบริสุทธิ์ของผู้หญิง มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติจึงไม่มีศัตรูคู่แข่ง เมื่อไม่มี ก็ไม่มีใครมาขัดขวาง เมื่อไม่มีใครมาขัดขวาง มนุษย์แต่ละคนจึงมีเสรีภาพเต็มร้อยที่จะทำอะไรตามความต้องการของตัวเองได้ โดยไม่มีมนุษย์คนอื่นมาเป็นอุปสรรค
คำว่า เสรีภาพเต็มร้อยของรุสโซมีความหมายมากกว่าหนึ่งความหมาย หนึ่งในนั้นก็คือ ไม่มีใครมาขัดขวางการกระทำของเรา แต่รุสโซไม่ได้หมายความถึงเสรีภาพที่จะทำอะไรที่เกินธรรมชาติของมนุษย์ เช่น หายใจในน้ำเหมือนปลา หรือโบยบินในท้องฟ้าเหมือนนก และแม้ว่า จะไม่มีมนุษย์คนใดมาขัดขวาง แต่ก็มีบรรดาเสือ สิงห์ กระทิง แรด ฯลฯ ที่จำกัดเสรีภาพของมนุษย์ แต่กรณีของสัตว์หรือเหวลึกที่จำกัดเสรีภาพของมนุษย์ รุสโซไม่นับ
ความหมายของเสรีภาพเต็มร้อยอีกประการหนึ่งก็คือ มนุษย์มีเสรีภาพที่จะก้มลงเอาปากดูดน้ำจากลำธารสายไหนก็ได้ยามที่เขากระหาย พูดง่ายๆ ก็คือ เขาไม่ถูกกำหนดหรือจำกัดว่าจะต้องดื่มน้ำต้ม หรือน้ำแร่ นม หรือน้ำอัดลม ฯ เหมือนมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติของรุสโซกินผลไม้ใดก็ได้ และจากต้นไหนก็ได้เหมือนกันหมด ซึ่งต่างจากมนุษย์ในสังคมปัจจุบันที่นอกจากจะเลือกกินผลไม้ “ที่ชอบ” แล้ว ยังต้องเลือกสายพันธุ์หรือจากแหล่งผลิตบางแห่งเป็นพิเศษ ทุเรียนก็คือทุเรียน ไม่ต้องเลือกหมอนทองหรือก้านยาว แต่มนุษย์ในสังคมปัจจุบันบางคนที่ผมรู้จัก จะต้องกินแต่เฉพาะก้านยาวเท่านั้น !
แต่ก็น่าสงสัยเหมือนกันว่า ตกลงแล้ว ระหว่างมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติที่กินอะไรก็ได้ กับ มนุษย์ในสภาวะที่มีสังคมแล้ว ที่มีอะไรให้เลือกกินเยอะแยะไปหมด ใครมีเสรีภาพมากกว่ากัน ? ผมชอบเอาข้อสงสัยนี้มาตั้งเป็นคำถามให้นิสิตตอบข้อสอบในวิชาปรัชญาการเมืองอยู่เรื่อยๆ ครับ หรือท่านผู้อ่านจะลองตอบแล้วส่งมาร่วมสนุกกันก็ดีนะครับ
ส่วนที่ว่า มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติมีเสรีภาพเต็มร้อยเพราะไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ก็เพราะนอกจากมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติจะไม่มีศัตรูแล้ว ยังไม่มีมิตร คนรักและครอบครัวอย่างที่กล่าวไปแล้ว เพราะการมีมิตรทำให้เราต้องเกรงใจ ไม่ทำอะไรตามใจตัวเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรักหรือครอบครัวด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะต้องห่วงพะวง ทำให้ขาดเสรีภาพไปอย่างปฏิเสธไม่ได้
ดังนั้น ความหมายประการสำคัญของการมี “เสรีภาพเต็มร้อย” ของมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติ ก็คือ การที่คนๆ หนึ่งสามารถทำอะไรได้อย่างเสรี เพราะเขาไม่มีศัตรูมาขัดขวาง และไม่มีมิตรและญาติพี่น้องครอบครัวให้ต้องเกรงใจหรือมาเหนี่ยวรั้ง
และเมื่อคนแต่ละคนมี “เสรีภาพเต็มร้อย” ดังนั้น ทุกคนแต่ละคนจึง “เสมอภาค” กันอย่างสมบูรณ์ แต่การมีเสรีภาพและความเสมอภาคเต็มร้อยของมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติดูเป็นเรื่องแปลก ที่ว่าแปลกก็เพราะมันทำให้เราเห็นว่า เสรีภาพและความเสมอภาคเต็มร้อยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์ไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับมนุษย์คนอื่น
ดังนั้น การเรียกร้องเสรีภาพและความเสมอภาคเต็มร้อยจึงเป็นไปไม่ได้เลย หากมนุษย์อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น ที่มีทั้งที่เป็นมิตรสหายญาติพี่น้องและเป็นศัตรู
เพราะสำหรับรุสโซ เมื่อมนุษย์เริ่มขยับขยายเคลื่อนตัวออกจากสภาวะธรรมชาติ และเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนรักที่จะเริ่มต้นตั้งครอบครัวด้วยกัน อันจะมีการแก่งแย่งตามมา นั่นคือ เริ่มมีคนรักและคนเกลียด เสรีภาพของมนุษย์ก็จะเริ่มถดถอยน้อยลง
ยามใดที่เริ่มมีรัก ยามนั้นเสรีภาพก็เริ่มหดหายลง
และด้วยเหตุนี้เองกระมัง ที่เป็นที่มาของวรรคทองของเขา ที่ว่า “มนุษย์เกิดมาเสรี แต่ทุกหนทุกแห่งอยู่ในพันธนาการ”
ความอบอุ่นและความรักที่ต้องแลกมาด้วยพันธนาการ
ปรัชญาการเมืองของรุสโซจึงดำเนินไปด้วยธีม “ได้อย่างก็ต้องเสียอย่างไปตลอด” ทำให้คนที่อ่านงานของเขาสนใจติดตามว่า ในที่สุดแล้ว รุสโซจะมีวิธีการอะไรที่ทำให้เรามีรักได้โดยไม่ขาดเสรีภาพ


