คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
ท่านผู้อ่านคงไม่ลืมว่า สาเหตุที่ผมเล่าเรื่อง “หรวด” หรือ พิสิษฐ์ศักดิ์ สุพรรณเภสัช นักเรียนวชิราวุธรุ่นพี่หนึ่งปีร่วมคณะพญาไทกับอาจารย์ชัยอนันต์ เพราะอาจารยชัยอนันต์ได้เขียนไว้ในหนังสือชีวประวัติของท่านว่า “พิสิษฐ์ศักดิ์เป็นใคร ผมอยากให้เรารู้จักเขา” หรวดจึงเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่อาจารย์ชัยอนันต์เห็นว่า คนรุ่นหลังๆ น่าจะได้รู้จักเขา
ในตอนก่อนๆ ผมได้เล่าถึงคุณสมบัติทางการเรียน การเป็นนักอ่าน นักคิดที่ถือได้ว่าเข้าขันอัจฉริยะคนหนึ่ง และแถมยังมีความสามารถในการกีฬาในระดับนักรักบี้ระดับเสื้อสามารถของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากที่เขาได้เข้าไปเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
และตอนล่าสุด ผมได้ยกข้อเขียนเรื่อง “โลกแห่งภราดรภาพ” ที่หรวดเขียนขึ้นตอนอายุได้ 16 ปีหลังจากเป็นตัวแทนนักเรียนไทยไปประชุมที่สหรัฐอเมริกา ความคิดของหรวดในข้อเขียนดังกล่าวถือว่าก้าวหน้ามากสำหรับเด็กนักเรียนสมัยนั้น และจะว่าไปแล้วก็รวมถึงเด็กนักเรียนสมัยนี้ด้วย
ความคิดที่ก้าวหน้านี้คือ ความคิดเกี่ยวกับชาติ ดังที่มีความตอนหนึ่งที่หรวดเขียนไว้ว่า “ความรู้สึกระหว่างชาตินั้นเป็นของโบราณ ซึ่งถึงเก็บไว้ก็เป็นเสนียดแก่พิพิธภัณฑ์ เราทุกคนควรจะฝังมันเสียพร้อมๆกับกาลเวลาที่ผ่านไป สิ่งเหล่านั้นหาได้เป็นประโยชน์อันใดไม่ นอกจากความขมขื่น ความกระหายเลือด ความทารุณ ความพยาบาทอันเหลือเป็นซากเป็นรอยช้ำอยู่ในหัวใจของมนุษย์ทุกคน”
อ่านผิวเผินอาจทำให้คนคิดว่า หรวด คือต้นแบบของความคิดชังชาติของพวกคนรุ่นใหม่ (รวมทั้งคนรุ่นเก่าจำนวนหนึ่ง) แต่ข้อความต่อไปของหรวด ทำให้เขาไม่เป็นพวกชังชาติ เพราะเขายังมีความรักชาติ เพียงแต่เขาเห็นว่า “ถึงเวลาแล้วที่เราต้องให้การศึกษาทุกคนให้ถอนรากนั้นออกให้สิ้น การศึกษาเพื่อความรักชาติมิใช่ความหลงชาติ และการยอมรับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น” นั่นคือ ความรักชาติยังเป็นสิ่งที่ดี ถ้าไม่ปล่อยให้ความรักกลายเป็นความหลง ขณะเดียวกัน เขาก็ต้องการให้คนรุ่นใหม่ (ในสมัยของเขา) คิดอะไรที่เกินกว่าข้อจำกัดของความเป็นชาติด้วย
จากข้อความที่เขาย้ำถึง “การยอมรับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น” เขาตระหนักดีว่า มนุษย์ “เรานั้นแตกต่างกัน” แต่ “ความแตกต่างเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีแรงที่ต่างกันกระทำในทางตรงข้ามแล้ว เพลาจะหมุนไม่ได้เลย เมื่อทราบว่าผู้อื่นแตกต่างแล้ว เราก็ต้องน้อมรับเอาไว้ มิใช่พยายามยัดของเราไปให้เขาโดยจงใจ สงครามที่เกิดขึ้นก็คือ ความทระนงของมนุษย์ที่คิดว่า “ข้าฯ เท่านั้นที่ถูก” ไม่เคยคิดว่าคนอื่นก็ถูก เพราะเขาแตกต่างจากข้าฯ...”
หรวดต้องการเห็นโลกมีสันติภาพ และไม่ต้องการสงครามที่มักเกิดจากความหลงชาติ การทระนงของมนุษย์ที่คิดว่าตัวเองถูก คนเห็นต่างผิด
ความคิดแบบนี้คือ การมองมนุษย์ในฐานะเพื่อนร่วมโลก แม้มีความแตกต่าง แต่กระนั้นก็ต้องไม่ลืมว่า เราต่างเป็นมนุษย์ด้วยกัน ความคิดแบบนี้คือความคิดพื้นฐานของแนวคิดที่เรียกว่า “Cosmopolitanism”
แนวคิด “Cosmopolitanism” มีที่มาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ชื่อ ไดโอจีนีส เขาเป็นคนที่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายตามธรรมชาติ ไม่ชอบอะไรปรุงแต่ง มีคนบอกว่า เขาชื่นชมการใช้ชีวิตของหนู ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ตายตัว ไม่กลัวความมืด กินอะไรก็ได้ที่ขวางหน้า หนูได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างปรัชญาชีวิตของไดโอจีนีส
เขาสามารถนอนที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องมีที่นอนหมอนมุ้งหรือเครื่องนอนใดๆ อยากจะนอนตรงก็ล้มตัวลงนอน เขามีเสื้อผ้าที่เพียงพอแค่หุ้มกายกันความระคายเคือง เขากินอะไรก็ได้ ส่วนใหญ่จะพวกผักหญ้า แต่ก็ไม่ถึงขนาดต้องเคร่งครัดเป็นพวกเวจี้หรือมังสวิรัติ พูดง่ายๆก็คือ มีอะไรก็กินอย่างนั้น จะกิน จะขี้ ก็ทำได้โดยเสรี ไม่เรื่องมาก
ในช่วงที่อากาศร้อน เขาก็ไม่ได้ต้องหนีไปหลบร้อนที่ไหน เขากลับเอาตัวเขาเกลือกบนพื้นทรายร้อนๆ หน้าหนาว ก็เอาหิมะมาโปะตามตัว เขาทำแบบนี้เพื่อต้องการฝึกฝนตัวเองให้เคยชินกับสภาพอากาศตามธรรมชาติ
นอกจากได้หนูเป็นแรงบันดาลใจแล้ว เขายังได้เด็กเป็นแรงบันดาลใจด้วย เพราะมีวันหนึ่งที่เขาเห็นเด็กใช้มือวักน้ำดื่ม เขาเกิดตรัสรู้อย่างแรง โยนถ้วยน้ำทิ้ง และใช้มือวักน้ำดื่มไปตลอดชั่วชีวิต แสดงให้เห็นถึงการใช้ชีวิตตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีถ้วยที่เป็นของปรุงแต่ง แค่มีสองมือก็พอเพียงถมถืดแล้ว
บ้านช่องห้องหอไม่มีความหมายอะไรพิเศษสำหรับเขา เพราะทุกๆที่มันสามารถเป็นบ้านของเขาได้หมด ที่สะอาดก็ได้ สกปรกก็ไม่เป็นไร อยู่ได้อย่างไร้กังวล ไม่ต้องพึ่งพาบ้านเอิ้ออาทรให้เป็นหนี้บุญคุณใคร
ผู้คนบางคนพากันรังเกียจที่เขาอยู่ในที่ที่สกปรก แต่เขาก็อธิบายว่า “ขนาดพระอาทิตย์ยังส่องแสงไปยังที่ต่างๆโดยไม่เลือกปฏิบัติ แม้แต่ท่อน้ำโสโครก ก็แสงอาทิตย์ก็ยังส่องไปถึง” !!!!! เขาน่ากำลังจะบอกว่า ตามธรรมชาติ แสงอาทิตย์ก็ส่องไปทั่วฉันใด ไฉนเขาจะนอนไปทั่วทุกแห่งหนไม่ได้ (เอากะเขาสิ !!)
จากการใช้ชีวิตของเขาทำให้ผู้คนต่างพากันโจษจันไปทั่ว จนถึงวันหนึ่ง พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ กษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรมาซิโดเนียก็เสด็จยาตราทัพมาถึงเมืองที่เขาอยู่ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์จึงอยากดูตัวไดโอจีนีสผู้มีวิถีชีวิตอันแสนจะพอเพียงตามธรรมชาติ มีคนบอกว่าพระองค์ว่า ขณะนี้ ไดโอจีนีสกำลังนอนผึ่งแดดอยู่กลางถนน พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ก็เดินไปตรงจุดที่เขากำลังนอนอยู่และกล่าวว่า “เจ้านี่หรือคือ ไดโอจีนีส ข้าคืออเล็กซานเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่” แล้วพระองค์ก็จะลองใจดูว่าเขาเป็นคนพอเพียงสมคำร่ำลือหรือไม่ พระองค์ก็ตรัสแก่เขาว่า “ข้าสามารถให้อะไรก็ได้ในโลกนี้ที่มนุษย์ปรารถนา บอกมาเลยว่าเจ้าต้องการอะไร ข้าจะให้”
ในท่าที่กำลังนอนอยู่ ไดโอจีนีสพูดอย่างรำคาญว่า “ได้เลย สิ่งที่ข้าต้องการหน่ะหรือ ? ข้าขอให้ท่านช่วยหลบไปหน่อย เพราะท่านกำลังยืนบังแสงแดด ข้ากำลังอาบแดดอยู่”
คำขอของไดโอจีนีสถึงกับทำให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์อึ้งทึ่งงง พอได้สติ พระองค์ก็กล่าวว่า ถ้าข้าต้องเกิดใหม่ ถ้าไม่ได้เป็นมหาราชผู้ยิ่งใหญ่อีก ก็ขอให้เป็นอย่างไดโอจีนีส !
ในความคิดของอเล็กซานเดอร์ ไดโอจีนีสคือมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งทีเดียว
จากการที่ไดโอจีนีสปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของปรุงแต่ง มีวันหนี่ง มีคนมาลองของกับเขา โดยถามว่า ถ้าเจ้าเป็นคนที่ไม่ชอบอะไรปรุงแต่ง ไหนลองบอกข้าสิว่า เจ้าเป็นพลเมืองของบ้านเมืองใด (รัฐใด) ไดโอจีนีสตอบว่า รัฐของเขาหน่ะหรือคือ Cosmopolis !
คำว่า polis ในภาษากรีกโบราณหมายถึงรัฐหรือบ้านเมือง ดังนั้น การที่เขาตอบว่า บ้านเมืองของเขาคือ Cosmopolis ก็หมายความว่า โลกทั้งใบก็คือเมืองของข้านั่นเอง พูดง่ายๆ ก็คือ เขากำลังบอกว่าเขาเป็นพลเมืองโลก
และนี่ก็เป็นต้นกำเนิดแนวความคิด “รัฐโลก” หรือ “พลเมืองโลก” ที่ปรากฎชัดเจนอย่างเป็นระบบในปรัชญาการเมืองระหว่างประเทศของนักปราชญ์ชาวเยอรมันในตอนกลางศตวรรษที่สิบแปดที่ชื่อ อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant) ที่เสนอว่า มนุษย์เราแม้จะเป็นพลเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่ง แต่เมื่อพัฒนาการไปมากๆแล้ว ก็จะหนีไม่พ้นที่จะตระหนักว่า ทุกคนต่างเป็นพลเมืองร่วมรัฐที่ไม่ใช่แค่เพียงรัฐชาติเท่านั้น แต่เป็นรัฐโลก
ยิ่งวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกทุกวันนี้ ยิ่งทำให้ความคิดของไดโอจีนีสและคานท์ทวีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อนหรือโรคระบาดที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ทุกคนบนโลก ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนาหรือประเทศใดก็ตาม และแต่ละรัฐไม่สามารถแก้วิกฤตหรือหนีวิกฤตนี้ได้เพียงลำพัง เพราะเราต่างเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่แบ่งแยกไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งดีๆ ที่เราสร้างสรรค์ขึ้น และหายนะที่เราทุกคนร่วมกันทำให้มันเกิดขึ้น การแก้ไขวิกฤตโลกร้อน-โรคระบาด เราจะต้องร่วมกันแก้ โดยตระหนักว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่แบ่งแยกไม่ได้
ข้อความที่ว่า “เราเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่แบ่งแยกไม่ได้” เป็นข้อความของนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) ที่เกิดในช่วงต้นศตวรรษที่สิบแปด และรุสโซเป็นนักคิดคนเดียวที่ทำให้ครั้งหนึ่ง คานท์ต้องหยุดแบบแผนการเดินเล่นที่เขาทำทุกวันตรงเวลาและตลอดทั้งปี
คานท์เป็นคนที่จะต้องออกไปเดินเล่นเป็นประจำและตรงตามเวลาเสมอ จนกระทั่งว่า หากคานท์เดินผ่านบ้านของเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านจะรู้เลยว่าตอนนั้นกี่โมง โดยไม่ต้องดูนาฬิกา แต่มีวันหนึ่ง เขาไม่ออกมาเดินเล่น ซึ่งทำให้ผู้คนแตกตื่นว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ในที่สุดก็ทราบว่า เขาติดพันกับการอ่านหนังสือของรุสโซ
นอกจากวาทะ “เราเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่แบ่งแยกไม่ได้” แล้ว รุสโซยังเป็นเจ้าของวาทะ “มนุษย์เกิดมาเสรี แต่ทุกหนทุกแห่งอยู่ในพันธนาการ” อันเป็นวาทะที่ นายมาตราหรือแชมป์ นักเรียนนักรักบี้วชิราวุธที่กลายมาเป็นลูกศิษย์ภาควิชาการปกครอง รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ประทับใจขนาดเอาไปแปะไว้กับรูปของเขาในเฟซบุ๊กของเขา
ถ้าหรวดอ่านงานของนักปรัชญาตะวันตกอย่างเพลโต อริสโตเติลตั้งแต่เขาอายุได้ 14 ปีตามที่อาจารย์ชัยอนันต์เล่า ผมเชื่อว่า ในขณะที่เขาอายุ 16 ปีและเขียนเรื่อง “โลกแห่งภราดรภาพ”
เขาน่าจะต้องรู้จักหรือเคยอ่านงานของรุสโซและคานท์ หรืออ่านงานที่ได้รับอิทธิพลจากนักปราชญ์ทั้งสองนี้
แต่ถ้าไม่ ต้องขอบอกเลยว่า เขามีศักยภาพที่จะเป็นนักคิดที่อัจฉริยะคนหนี่งของโลกเลยทีเดียว ที่คิดได้เองขนาดนั้น.


