ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เป็นที่น่าจับตาทีเดียวหลัง “กรมการค้าต่างประเทศ” ชงยกเลิก กฎหมายส่งออกเทวรูป-พระพุทธรูป ตลอดจนชิ้นส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ทราบเหตุผลว่า ทำไปเพื่ออะไร จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลดูแลการส่งออกโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุอย่างไรบ้าง รวมทั้งเกิดคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นการเปิดช่องให้ขบวนการค้าวัตถุโบราณ
สำหรับกฎหมายควบคุมการส่งออกและนำเข้าสินค้า “พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2509” อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกำลังมีการพิจารณายกเลิกนั้น เกิดขึ้นโดยวัตถุเพื่อป้องกันการลักและการทำลายพระพุทธรูปและเทวรูปออกเป็นชิ้นส่วน เพื่อส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ
ส่วนที่มาที่ไปของการยกเลิก พ.ร.ฎ.กล่าวดัง เนื่องมาจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 กำกับดูแลโดยกรมศิลปากร ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ได้กำหนดมาตรการในการกำกับดูแลการส่งออกโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ ซึ่งรวมถึงเทวรูป ชิ้นส่วนของเทวรูป พระพุทธรูปและชิ้นส่วนพระพุทธรูปแล้ว จึงเห็นควรยกเลิก พ.ร.ฎ. ควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2509
ล่าสุดอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความเห็นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมแสดงความเห็นต่อร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 29) พ.ศ.2509 พ.ศ. .... ผ่านเว็บไซต์ www.dft.go.th ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 6 มี.ค.นี้
นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการแก้กฎหมายควบคุมการส่งออกและนำเข้าสินค้า ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมฯ ว่า เพื่อให้กฎหมายสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และลดความซ้ำซ้อนในขั้นตอนปฏิบัติ สาระของ ร่าง พ.ร.ฎ.ดังกล่าว เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการใช้บังคับกฎหมาย และอำนวยความสะดวกประชาชนในการส่งออกสินค้าเทวรูป ชิ้นส่วนของเทวรูป พระพุทธรูปและชิ้นส่วนของพระพุทธรูป
กล่าวคือจากเดิมผู้ส่งออกต้องยื่นขอใบอนุญาตที่กรมศิลปากรก่อน ดำเนินพิธีการส่งออกกับกรมศุลกากร ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในขั้นตอนส่งออก แต่ภายหลังมีการหารือร่วมกับกรมศิลปากรแล้ว เห็นชอบร่วมกันที่จะให้ยกเลิก พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 29 เพราะกรมศิลปากร อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 กำกับดูแลการส่งออกโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุได้อยู่แล้วนั่นเอง
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ค้าโบราณวัตถุข้ามชาติเกิดขึ้นในสังคมมานาน มีตัวบทกฎหมายควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวดทั้ง พ.ร.ฎ. ควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2509 หรือ พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535
แต่ที่ผ่านมาขบวนการค้าวัตถุโบราณข้ามชาติ ยังคงลักลอบส่งออกโบราณวัตถุอย่าง เทวรูปโบราณ ทับหลังประสาทหิน ฯลฯ กระทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันไม่เกรงกลัวกฎหมาย มิหนำซ้ำราชการไทยบางคนกินสินบาทคาดสินบนสมรู้ร่วมคิดเปิดทางให้โจรขโมยสมบัติชาติไปขาย
ประเด็นการยกเลิกกฎหมายส่งออกเทวรูปหรือ พ.ร.ฎ. ควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2509 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อลดขั้นตอนการขออนุญาตเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ซึ่งเป้าประสงค์สำคัญหวังลดความซ้ำซ้อนของการใช้บังคับกฎหมายระหว่างหน่วยงานด้านการส่งออกและหน่วยงานที่กำกับดูแลโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ เกิดคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นการเปิดช่องให้ขบวนการค้าวัตถุโบราณ
สำหรับการส่งออกเทวรูป-พระพุทธรูป ตลอดจนชิ้นส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ให้คงเหลือไว้เพียงกฎหมายฉบับเดียว คือ พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 กำกับดูแลโดยกรมศิลปากร
ระบุไว้ตอนหนึ่งความว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดส่งหรือนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ ไม่ว่าโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุนั้นจะเป็นโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วหรือไม่ ออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี การขอรับใบอนุญาตและการอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง”
โดยเนื้อหาของ พ.ร.บ. โบราณสถานฯ กำหนดกรอบกำกับดูแลการส่งออกโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น การยกเลิกพ.ร.ฎ. ควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2509 หรือ กฎหมายส่งออกเทวรูป ซึ่งเป้าหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานในเรื่องการอนุญาต จะแบ่งหน้าที่หน่วยงานให้กำกับดูแลอย่างชัดเจน เป็นอำนวยความสะดวกแก่ผู้ต้องการส่งออกเทวรูปหรือพระพุทธรูปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันว่าประเทศไทยเป็นศูนย์การค้าวัตถุโบราณแหล่งใหญ่ของโลก ที่ผ่านมาขนาดมีกฎหมายเข้มงวดมีความทับซ้อนเพิ่มความยุ่งยากในกระบวนการยังส่งออก ยังมีช่องโหว่ให้ขบวนการลักลอบค้าวัตถุโบราณ แต่ต้องยอมรับว่ากฎหมายเป็นเพียงกลไกในการควบคุมความประพฤติ ซึ่งจัดการปัญหาลักลอบค้าโบราณวัตถุรักษาสมบัติชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาค
ย้อนเส้นทางโจรกรรมวัตถุโบราณของไทยในยังต่างประเทศ ทิ้งร่องรอยให้เห็นตั้งแต่ช่วงหลังสงครามเวียดนาม มีขบวนการลักลอบขุดค้นลักลอกค้าสมบัติชาติโดยข้าราชการเป็นกำลังสำคัญ
สถานการณ์ที่ผ่านมา รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 143/2560 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2560 แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุ ของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย โดยได้มอบหมายให้ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการติดตามโบราณวัตถุของไทยกลับคืนสู่ประเทศอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี การทวงคืนสมบัติชาติกลับสู่มาตุภูมิ เป็นผลมาจากการขับเคลื่อนของพลังภาคประชาชนตลอดจนภาครัฐที่มีหัวใจอนุรักษ์หวงแหนสมบัติชาติอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ดังเช่นกรณี “ทับหลังพระยมทรงกระบือ” ที่เคยอยู่คู่กับ “ปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์” และ “ทับหลังพระอินทร์ประทับเหนือหน้ากาล” ที่เคยอยู่คู่กับ “ปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว” ซึ่งทั้งคู่ถูกพบจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
“ขบวนการลักลอบค้าวัตถุโบราณ ซึ่งบ่อยครั้งมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยส่งวัตถุโบราณออกนอกประเทศ” นายเจสัน เฟล์ช อดีตนักข่าวสืบสวนการค้าโบราณวัตถุของลอสเองเจลลิส ไทม์ส กล่าวเปิดเผย
ปฏิบัติทวงคืนสมบัติชาติครั้งนั้น กรมศิลปากรได้ติดตามทวงคืนโบราณวัตถุถึงสำนักงานสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security Investigations) สหรัฐอเมริกา และส่งข้อมูลการศึกษาทางวิชาการพร้อมหลักฐาน ที่เกี่ยวข้อง เช่น รายงานการสำรวจของกรมศิลปากร ตัวอย่างเอกสารอนุญาตในการส่งออกโบราณวัตถุ เป็นต้น เพื่อใช้ในการสืบสวนสอบสวน ยืนยันว่าโบราณวัตถุนั้นมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและได้ถูกลักลอบนำออกไปโดยวิธีการที่ผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยข้อมูลว่าตั้งแต่ปี 2557 - 2562 ระบุว่าประเทศไทยได้รับส่งมอบคืนโบราณวัตถุและศิลปวัตถุทั้งหมด 751 รายการ จากสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย และยังมีอีกประมาณ 260 รายการ ที่ยังต้องดำเนินการติดตามทวงคืน ซึ่งยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่ยังสืบไม่พบ


