ป้อมพระสุเมรุ
ปี่กลองเลือกตั้งบรรเลงต่อเนื่อง
จากที่คะเนกันไว้แล้วว่า ปี 2564 จะเป็นปีแห่งการเลือกตั้ง อังคารก่อน (12 ม.ค.64) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กดปุ่มไฟเขียวเลือกตั้งอีก 1 สังเวียน เป็นเวทีระดับ “เทศบาล”
โดยที่ประชุม ครม. ที่มี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งหัวโต๊ะ ได้เห็นชอบให้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเฉพาะในส่วนของ “เทศบาล” และแจ้งให้เจ้าภาพอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกระทรวงมหาดไทย ตระเตรียมความพร้อม กำหนดรูปแบบ และวิธีการเลือกตั้งในยามที่ยังมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่อไป
เบื้องต้น คาดว่าจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี ได้ในวันอาทิตย์ที่ 21 มี.ค.64 แต่ก็มีกระแสข่าวเช่นกันว่า กกต.ล็อกเป้าเปิดคูหาในวันที่ 28 มี.ค.มากกว่า เพราะมีบางพื้นที่ยังแบ่งเขตเลือกตั้งไม่แล้วเสร็จ
เอาเป็นว่า หากไม่มีอะไรขัดข้อง ไม่เกินสิ้นเดือน มี.ค. จะมีการเลือกตั้ง “นายกเล็ก” ทั่วประเทศอย่างแน่นอน
เวทีเทศบาลถือเป็นเวทีที่ 2 ต่อเนื่อง หลังจากที่เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.63 ปลายปีกลาย เพิ่งมีการเลือกตั้งในระดับสมาชิกสภา และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เสร็จสิ้นไป ที่จนถึงขณะนี้ก็ยังประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไม่เสร็จสิ้นดี
ตามที่ กกต.เคยกำหนดระยะห่างกัน 45-60 วันเพื่อจัดการเลือกตั้งแต่ละประเภท
จึงเหลือสนามท้องถิ่นที่ยังไม่ชัดเจน คือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รวมทั้งเขตปกครองพิเศษอย่างเมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เท่านั้น
เดิมทีสนาม อบต.มักจะจัดเลือกตั้งไปในคราวเดียวกับสนามเทศบาล แต่หนนี้ผู้รับผิดชอบแจ้งว่า “ไม่พร้อม” เนื่องจาก “บิ๊กฉิ่ง” ฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เพิ่งลงนามหนังสือที่ มท 0310.4/ว7446 เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2563 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง การเตรียมการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)
โดยสั่งการให้แต่ละจังหวัดสรุปข้อมูลการรวมหมู่บ้านที่มีจำนวนราษฎรตามหลักฐานตามทะเบียนราษฎรไม่ถึง 25 คนกับหมู่บ้านอื่นที่มีพื้นที่ติดต่อกันเพื่อเป็นเขตเลือกตั้ง เพื่อกำหนดหมู่บ้านเป็นเขตเลือกตั้ง อบต.ให้แล้วเสร็จภายใน 31 ม.ค.64
และส่งสำเนาประกาศให้กระทรวงมหาดไทยภายในวันที่ 5 ก.พ.64
แต่ด้วยความที่สนามเทศบาล ที่แบ่งเป็น 3 ระดับ 2,472 แห่ง คือ เทศบาลนคร 30 แห่ง, เทศบาลเมือง 195 แห่ง และเทศบาลตำบล 2,247 แห่ง ยึดหลักจำนวนประชากรตามประกาศของกรมการปกครอง ไม่เกินวันที่ 30 มี.ค.ของทุกปี จึงจำเป็นที่จะต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือน มี.ค.
หากล่าช้าไปกว่านี้ ส่งผลให้เทศบาลทั้งหมดต้องแบ่งเขตเลือกตั้งกันใหม่ อันเป็นเหตุให้สนามเทศบาลแซงนำสนาม อบต.ที่ยังรอรวบรวมฐานข้อมูลไปก่อน
ขณะที่สนาม อบต.ก็ถือว่าคืบหน้าไปมาก เชื่อว่าอยู่ในคิวถัดไปของปฏิทินเลือกตั้ง
อย่างไรก็ดี แม้ทั้งสนามเทศบาลและ อบต. จะมีความสำคัญในแง่ “ฐานทางการเมือง” ของการเมืองระดับประเทศ แต่ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ก็ยังสะท้อนให้เห็นว่า “การเมืองท้องถิ่น” ยังยึดโยงกับอิทธิพลระดับ “บุคคล” รวมไปถึง “บ้านใหญ่” ในพื้นที่อยู่
ขณะที่สนาม “เมืองพัทยา” นั้น “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม บิ๊กบราเทอร์สแห่งบ้านใหญ่เมืองชลฯ ที่นั่งคร่อมเก้าอี้ “นายกเมืองพัทยา” อยู่ในปัจจุบัน ก็ยังกุมความได้เปรียบแบบไร้คู่แข่ง โดยเฉพาะหลังจากที่ “เสี่ยป๊อก” วิทยา คุณปลื้ม เข้าวินนายก อบจ.ชลบุรี อีกสมัยแบบถล่มทลาย แนวโน้ม “พี่ใหญ่คุณปลื้ม” จะซิวเก้าอี้นายกเมืองพัทยาก็คงไม่ยาก
สปอตไลท์การเมืองท้องถิ่นจึงจับจ้องไปที่ “สนามเมืองหลวง” ที่มีตำแหน่ง “เบอร์ 1 อาณาจักรเสาชิงช้า” ผู้ว่าราชการ กทม.เป็นเดิมพัน คาดว่าจะเป็นคิวสุดท้ายของปฏิทินเลือกตั้งปี 2564 มากกว่า
ด้วยความที่กฎหมายเลือกตั้ง กทม.ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ถกเถียงประเด็นสำคัญว่าจะมี “สมาชิกสภาเขต (ส.ข.)” ต่อไปหรือไม่
โดยมีกระแสข่าวแว่วๆ ไม่ช้าไม่เร็ว “ตุลาคม 64” ได้เปิดคูหาเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.แน่
แม้วัน ว. เวลา น. ยังไม่ชัดเจน แต่ก็มี “บิ๊กเนม” ทยอยเปิดตัวเตรียมลงผู้ว่าฯ กทม.กันล่วงหน้าไปบ้างแล้ว
ตั้งแต่ “เสี่ยทริป” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่แม้ยังมีศักดิ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย แต่ก็ประกาศลงสมัครในนาม “อิสระ” หลังผละออกจากพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ปีก่อน
ขณะที่อีก 2 รายที่เปิดตัวไปแล้วเช่นกัน ทั้ง “เจ๊รส” รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กทม. และ “เฮียเทน” อุเทน ชาติภิญโญ อดีตหัวหน้าพรรคคนไทย และอดีตทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่ากันว่าทั้งคู่คงเป็น “ตัวสอดแทรก” สร้างสีสันเท่านั้น
ที่จับตากันอีกรายก็ “พี่เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่มักเรียบๆเคียงๆชิงพื้นที่ข่าวอยู่บ่อยๆ ท่ามกลางข่าวว่าร่อน “เรซูเม่” เสนอตัวไปให้หลายค่ายการเมือง แต่ก็ยังไม่ตกร่องปล้องชิ้นกับใคร
มาแรงแซงโค้งรายของ “บิ๊กแป๊ะ” พล.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่เกษียณราชการเมื่อปีที่แล้ว ตามฟอร์มแล้วบ่ายหน้าเข้าสู่เส้นทางการเมืองแน่นอน ติดก็แต่ครั้งเป็น “จ่าฝูงสีกากี” ตกพุ่มเป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง ก็เลยต้องเว้นวรรคอย่างน้อย 2 ปีกับการเมืองระดับประเทศ
ยามนี้จะมีช่องพอไปก็ได้ก็ “การเมืองท้องถิ่น” นี่แหละ
ตามคิวที่ “ค่ายลุงป้อม” พรรคพลังประชารัฐ เจ้าของแชมป์ ส.ส.กทม. และ “ค่ายสะตอ” พรรคประชาธิปัตย์ อดีตเจ้าถิ่น กทม. ยังไร้ “ตัวเลือกดีๆ” ในการส่งลงชิงชัยผู้ว่าฯกทม.
ชื่อของ “บิ๊กแป๊ะ-จักรทิพย์” ที่ว่ากันว่าเข้ากันได้ดีกับทั้ง 2 พรรคร่วมรัฐบาลจึงโดดเด่นขึ้น
แม้เจ้าตัวยังกระมิดกระเมี้ยนแบ่งรับแบ่งสู้อยู่ แต่หลังจากลาสิกขาจากวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ ก็เริ่มออกอีเวนท์เปิดตัว ทั้งการเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่เขตสายไหม ก่อนไปเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันชกมวยไทยมหากุศล หนึ่งในกิจกรรมภายในงาน 5 ธันวา มหากุศล ประจำปี 2563 ที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการชุมชนการเคหะฉลองกรุง เขตหนองจอก กทม. เมื่อเดือน ธ.ค.63
ถือเป็นการลงพื้นที่ชิมลางก่อนตัดสินใจเข้าสู่เวทีการเมืองเต็มเต็ม
ที่เขตหนองจอกวันนั้น “จักรทิพย์” ทั้งพูดฝากเนื้อฝากตัวกับประชาชนในพื้นที่ ก่อนจะตอบคำถามถึงโอกาสลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม.ว่า “มีความเป็นไปได้ แต่ตอนนี้ยังพอมีเวลาในการตัดสินใจ ส่วนจะลงอิสระหรือสังกัดพรรคการเมืองใด คงต้องรอดูบรรยากาศอีกครั้ง พร้อมยอมรับว่า หากตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ก็มีนโยบายอยู่แล้ว”
และคล้อยหลังเทศกาลปีใหม่ ก็ปรากฏความเคลื่อนไหวผ่านเพจ “พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา” มีการลงคลิปสวัสดีปีใหม่ พร้อมอัปเดตรูปโปรไฟล์เปลี่ยนลุคมาใส่สูท ผูกเนกไท
ไม่เท่านั้นยังประกาศมอตโต “ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมสร้าง สะอาดปลอดภัย แก้ปัญหาฉับไว” ที่ชัดเจนว่าเป็นการปูทางลงชิงผู้ว่าฯ กทม.
ก่อนที่จะมีการสร้างเพจใหม่ในอีกไม่กี่วันถัดมา โดยระบุข้อความอีกครั้งว่า “สวัสดีปีใหม่ครับ คนไทยทุกท่าน กระผม จักรทิพย์ ชัยจินดา ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ และติดตามกระผมเสมอมา
เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดจากข่าวปลอมต่างๆ ทั้งจากผู้หวังดีและผู้ประสงค์ร้าย กระผมขอแจ้งช่องทางการติดต่อ และติดตามข่าวคราวของกระผมอย่างเป็นทางการ ในเพจด้านล่างนี้ เพียงเพจเดียวครับ”
เพจใหม่นี้ใช้รูปโปรไฟล์ และหน้าปกเป็นภาพ “บิ๊กแป๊ะ” สวมกางเกงยีนส์ สีฟ้าเข้ม สวมเชิ้ตสีฟ้า สวมทับด้วยสูทเทาอ่อน นั่งยิ้มสดใส ในอิริยาบถสบาย นั่งไขว้ห้าง บนโซฟาที่เทากำมะหยี่ มีข้อความบนภาพ
"สวัสดีปีใหม่ 2564 เราจะสู้ ไปด้วยกันครับ!”
น่าสนใจตรงมุมล่างขวาของภาพ มีโลโก้ “จักรทิพย์ ชัยจินดา” ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ออกแบบสีพื้นที่เทาเงิน ตัวอักษรสีน้ำเงิน แต่ที่ตัวอักษร ย ตัวท้ายการันต์ของชื่อ ออกแบบเป็นแถบสีแดง ขาว น้ำเงิน แบบธงไตรรงค์ ธงชาติไทย
คาดว่าเป็น “โลโก้หลัก” ที่จะนำมาใช้ในทางการเมือง
แต่ปริศนาที่ผิดสังเกตก็คือ ก่อนหน้านั้นไม่นานแฟนเพจ “FC ลุงป้อม ประวิตร” ที่สนับสนุนรัฐบาล ก็ขึ้นรูป “บิ๊กแป๊ะ” เคียงข้างกับ 3 บิ๊กรัฐบาล ทั้ง บิ๊กตู่-ประยุทธ์, “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พร้อมด้วย “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองราชเลขาธิการ
นัยว่าเป็นการส่งสัญญาณว่า “บิ๊กแป๊ะ” ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลในภาพในการลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม.
ในช่วงแรกได้สร้างความงุนงงไม่น้อยว่า ทำไม “ลุงป้อม” ที่เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ถึงได้เชียร์ “บิ๊กแป๊ะ” ที่ชัดเจนว่าน่าจะลง “อิสระ” มากกว่าสังกัดพรรคพลังประชารัฐ
ขณะที่ตัว “ลุงป้อม” เองก็ตอบว่า “เพจ FC ลุงป้อม ประวิตร ไม่ใช่เพจของผม และไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ ช่วยหาคนทำให้ ก็เหมือนกับที่ผ่านก็เหมือนกับที่มี เพจเรารักลุงป้อม ทราบเพียงว่า แฟนคลับทำให้แต่เป็นใครไม่รู้ สื่อช่วยหาให้หน่อย”
และไม่นานนักแฟนเพจ “FC ลุงป้อม ประวิตร” ก็ปลิวไปแทบจะทันที ตามข่าวว่า “บิ๊กรัฐบาลบางคน” ไม่ปลื้มที่ถูกนำมาโยงกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
แต่ในที่สุดเมื่อสืบไปสืบมาก็ถึงบ้างอ้อว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ด้วยเพราะผู้ที่อยู่เบื้องหลัง “แฟนเพจ “FC ลุงป้อม ประวิตร” มิใช่ใครอื่น หากแต่เป็น “อดีตน้องรัก” ของ “ลุงป้อม” ที่มีความไม่พอใจในตัว “บิ๊กแป๊ะ” และเมื่อมีหนทางใดที่จะ “ปฏิบัติการจองเวร” ได้ ก็พร้อมจะทำทุกวิถีทาง
เป็นนายพลตำรวจคนเดิมที่แม้จะถูกเด้งให้พ้นจากความเป็นตำรวจ แต่ก็ยังมีความพยายามกลับคืนสู่อำนาจอยู่ตลอดเวลา
งานนี้ จึง “จับโป๊ะ” ได้ว่า “ทั่นนายพลเจตนาดี แต่ประสงค์ร้าย” เห็นๆ
อย่างไรก็ตาม นาทีนี้ต้องถือว่า “บิ๊กแป๊ะ” ถือเป็น “ตัวเลือก” ที่น่าสนใจอีกคนหนึ่งในศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. เพราะดูทรงแล้วคงได้รับแรงหนุนจากหลายฝ่ายด้วยกัน เพราะแม้แต่เพื่อนร่วมรัฐบาลอย่าง “ค่ายสะตอ” ที่แผลแหวะจากเลือกตั้งใหญ่ยังไม่สมาน ก็ถือว่ามีสัมพันธ์อันดีต่อกัน
นอกจากนั้นยังมีเสียงคอนเฟิร์มจาก “บิ๊กวิน” พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบัน ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นรองผู้ว่าฯกทม.ในโควตาพรรคประชาธิปัตย์ และหมายตาจะลงเลือกตั้งรักษาตำแหน่งในครั้งนี้ ก็ยอมรับว่า “น้องแป๊ะ” ต่อสายมาปรึกษา โดยถามว่า “ลูกพี่ (พล.ต.อ.อัศวิน) เอาไง” เจ้าตัวตอบกลับไปว่า “ยังไม่ได้ตัดสินใจ”
ว่ากันตามตรงและฟันธงแบบไม่อ้อมค้อม มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ตัว “บิ๊กวิน” นั้นสนใจจะลงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อย่างแน่นอน เพียงแต่ยังคงรอจังหวะและเวลาที่เหมาะสม ซึ่งดูทรงแล้ว คนอย่าง “บิ๊กวิน” คงไม่ลงในนามประชาธิปัตย์เพราะมองไม่เห็นทางชนะ ดังนั้น จึงมีสองทางเลือกสำหรับ “บิ๊กวิน” ทางแรกคือลงสมัคร “อิสระ” ส่วนทางที่สองก็คือสังกัด “พลังประชารัฐ” เสียให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ว่าก็ว่าเถอะผลงานของ “บิ๊กวิน” ที่นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.แต่งตั้งมาเป็นเวลานานก็ไม่โดดเด่นอะไรนัก เพราะฉะนั้นเมื่อมี “บิ๊กแป๊ะ” ที่ดูเหมือนจะ “ใหม่” และ “สด” กว่า จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ “บิ๊กวิน” จะได้ใจคนกรุงไปครอง
หันไปดูคู่แข่งก็ชักยังไงๆ อยู่ ทั้งพรรคเพื่อไทยที่คงไม่ส่งใครในนามพรรค เน้นเฉพาะ ส.ก. ขณะที่ “ชัชชาติ” ก็ดูจะไม่แอคทีฟเท่าที่ควร เพิ่มน้ำหนักข่าวที่ว่า “คุณหนูดูไบ” กำลังหา “เหตุผลหล่อๆ” ให้รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีเปลี่ยนใจไม่ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แล้วกลับมากินตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลุยการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า
ส่วน “ค่ายสีส้ม” พรรคอนาคตใหม่ เจ้าของปอปปูลาร์โหวตใน กทม.เมื่อเลือกตั้งต้นปี 62 ก็ชะงักไปไม่น้อยกับสนาม กทม. หลังเสียฟอร์มช้ำหนักจากสนามเลือกตั้ง อบจ.
เส้นทางสดใสขนาดนี้ ใครว่ายังไงไม่รู้ แต่ “บิ๊กแป๊ะ” เอาแน่ๆ.


