ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - หนึ่งประเด็นใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในกระแสสนใจชนิดที่ - “สังคมไทยไม่แทบยี่หระ” คือการประท้วงต่อต้าน “โครงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน อ.จะนะ จ.สงขลา” หรือ “นิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา” ของเครือข่ายชาวบ้านในพื้นที่ นักวิชาการ เอ็นจีโอ ภายใต้การผลักดันเต็มสูบของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา โครงการพัฒนาอภิมหาโปรเจ็กต์ที่ดูจะมุ่งเน้นการลงทุนของภาคเอกชนเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ว่า การเดินหน้าเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ส่งผลกระกระทบอย่างถาวรในวงกว้าง ครอบคลุมในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต การอาชีพ ประเพณี และวัฒนธรรม ตลอดจนระบบนิเวศน์ทางบกและทางทะเล ตลอดจนเกิดคำถามถึงความโปร่งใสของรัฐในการดำเนินการ
กล่าวสำหรับ โครงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน อ.จะนะ จ.สงขลา เกิดจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการการขยายผลโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เมื่อเดือน ช่วงต้นปี 2562 ภายใต้การผลักดันโดย รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2557 ตั้งเป้าแนวทางการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบและปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้
ตั้งเป้าเมืองต้นแบบ เมืองอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต โดยมุ่งพัฒนา 3 เมืองแรก ประกอบไปด้วย อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส, อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดย อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นเมืองต้นแบบลำดับที่ 4 กำหนดเขตผังเมืองในพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ต.นาทับ, ต.ตลิ่งชัน และ ต.สะกอม โครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ถึง 16,700 ไร่ เงินลงทุนจำนวน 18,680 ล้านบาท
ทั้งนี้ ศอ.บต. ได้อาศัยความใน “มาตรา 10” ของ พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 หรือที่มักเรียกขานกันว่า พ.ร.บ.ศอ.บต. ประกาศให้ อ.จะนะ เป็น “เขตพัฒนาเฉพาะกิจ” และเสนอให้ตั้ง “คณะกรรมการบริหารเขตพื้นที่พัฒนาเฉพาะกิจเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อ.จะนะ จ.สงขลา”
สาระสำคัญของโครงการนี้มีการระบุไว้ว่า เพื่อยกระดับการพัฒนา อ.จะนะ ในเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร เพื่อให้มีความเข้มแข็งและเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของ ภาคใต้ตอนล่าง ที่เชื่อมโยงไปยังพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ ภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย และ ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียสิงคโปร์ รวมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจไปยังประเทศอื่นๆ โดย “มุ่งเน้นการลงทุนของภาคเอกชนเป็นสำคัญ”
อภิมหาโปรเจ็กต์ดังกล่าว เอกชนจะลงทุนทั้งหมดโดยรัฐไม่เกี่ยวข้อง กล่าวคือรัฐเพียงแค่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ออกใบอนุญาต ประสานงานเชื่อมแผนการลงทุนต่างๆ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน แนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษจะครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม การเมือง การปกครอง ฯลฯ
โดยแผนการลงทุนของภาคเอกชนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งด้านโครงข่ายการขนส่ง การคมนาคม ด้านพลังงาน ให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ สนับสนุนให้มีการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบด้วย 4 โครงการ 1. โครงการก่อสร้างท่าเรือเพื่อการพาณิชย์และการท่องเที่ยว 2. การสร้างรางรถไฟเชื่อมโยงท่าเรือสงขลาแห่งที่ 2 3. พลังงานไฟฟ้าทางเลือก และ 4. นิคมอุตสาหกรรมจะนะ
โครงการเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ อ.จะนะ จ.สงขลา ทำให้เกิดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ตามมามากมาย ซึ่งบางโครงการเกิดกระแสต่อต้านประท้วงคัดค้านจนยกเลิกไปแล้วก่อนหน้านี้ ถูกกลับนำมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง
ที่ผ่านมา พื้นที่ อ.จะนะ เคยมีความพยายามที่จะสร้าง ท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 มาก่อน จุดเริ่มต้นมาจากการขยายตัวของท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งแรกที่มีการขยายตัวอย่างมาก ในปี 2540 กรมเจ้าท่าจึงว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสำรวจเพื่อขยายท่าเรือ ซึ่งผลการศึกษาระบุว่า ควรขยายท่าเรือน้ำลึกสงขลาเพิ่มขึ้นอีก 1 ท่า เพื่อรองรับเรือสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มจากเดิมที่รองรับได้ 140,000 ตู้ต่อปี
กรมเจ้าท่า จึงได้นำเสนอรายงานดังกล่าวไปยังสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ให้พิจารณา ปรากฏว่าไม่ได้รับความเห็นชอบ เนื่องจากพื้นที่บริเวณท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งแรกมีแนวคูเมืองเก่า และมีโบราณสถานใต้น้ำอยู่ใกล้เคียง ซึ่งถือเป็นเขตโบราณสถาน ห้ามก่อสร้างอาคารสูงเกิน 6 เมตร อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการโยกย้ายประชาชนในพื้นที่เวนคืน
ต่อมา ปี 2549 กรมเจ้าท่าจึงว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อหาพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งที่ 2 ในพื้นที่ใหม่บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนล่าง เพื่อใช้สำหรับรองรับการขยายตัว และยังเชื่อมต่อการขนส่งไปยังต่างประเทศ รวมทั้งเชื่อมโยงกับท่าเรืออื่นๆ ในประเทศ ทั้งท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังและ ท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่มีแผนจะสร้างใน อ.ละงู จ.สตูล
ในห้วงเวลานั้นรัฐบาลวางแผนดันสร้าง “โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (เซาเทิร์นซีบอร์ด)” ซึ่งขยายต่อเนื่องมาจาก “โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (อีสเทิร์นซีบอร์ด)” โดยจะให้ 2 ท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ในภาคใต้ตอนล่างเชื่อมกันเป็น “สะพานเศรษฐกิจ (แลนด์บริดจ์) สงขลา-สตูล” ระหว่าง 2 ฟากมหาสมุทรคือ ท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2 อยู่ฝั่งทะเลอ่าวไทยฟากมหาสมุทรแปซิฟิก กับ ท่าเรือน้ำลึกปากบารา อยู่ฝั่งทะเลอันดามันฟากมหาสมุทรอินเดีย แล้วมี ถนนมอเตอร์เวย์ และ เส้นทางรถไฟ เพื่อขนสินค้าอุตสาหกรรม รวมถึง ระบบท่อน้ำมันและท่อก๊าซ เชื่อมกันด้วย
โดยผลการศึกษาที่ออกมาในปี 2552 ระบุว่า ชายฝั่งทะเลที่บ้านสวนกง ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา เหมาะสมที่จะใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 แต่จนถึงปัจจุบันนี้โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 ก็ยังไม่มีการดำเนินการ
เนื่องจากความหวั่นเกรงถึงผลกระทบที่จะเกิดตามมา โดยเฉพาะความเป็น แหล่งอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ อันจะเป็นวัตถุดิบป้อนให้เกิด นิคมอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค ตามมามากมายและกระจายทั่วภาคใต้ และที่สำคัญประชาชนในพื้นที่แสดงออกถึงการคัดค้านอย่างหนัก เพราะกลัวจะว่าจะเป็น “มาบตาพุด 2” หรือเป็น “ศูนย์กลางพลังงานโลก” ที่ต่อเนื่องมาจาก ศูนย์กลางพลังงานไทย หรือ แบตเตอรี่ไทย ที่เป็นที่ประจักษณ์มาแล้วจากแผนพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด
ตลอดจนโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราต้องยุติไป เพราะยูเนสโกประกาศให้ จ.สตูล ได้ขึ้นทะเบียนเป็น อุทยานธรณีโลก หรือ จีโอปาร์ก ตั้งแต่กลางปี 2561
ล่าสุด โครงการก่อสร้างท่าเรือที่ถูกปัดตกไป ถูกนำมามัดรวบเข้ากับโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตอีกครั้ง
สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เดินทางมาปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยค้างคืนติดแนวตู้คอนเทนเนอร์บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ทบทวนพิจารณายกเลิกนิคมอุตสาหกรรมจะนะ
โดยหวั่นเกรงภาคเอกชนลดขั้นตอนการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และทำการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) เกิดข้อกังวล การปรับเปลี่ยนผังเมืองขนาดใหญ่จะพื้นที่เกษตรกรรมสู่พื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งพื้นที่ดำเนินโครงการครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลทั้งหมดใน 3 ตำบล ของ อ.จะนะ คือ ต.นาทับ ต.สะกอม และ ต.ตลิ่งชัน ซึ่งเป็นชุมชนที่มีประมงพื้นบ้านหนาแน่น ฉะนั้น ย่อมกระทบต่อวิถีชีวิต การประกอบอาชีพ รวมถึงผลกระทบด้านมลพิษที่จะเกิดขึ้นจากโรงงานอุตสาหกรรมต่อระบบนิเวศและสัตว์น้ำ
นายรุ่งเรือง ระหมันยะ แกนนำเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น กล่าวว่า คนจะนะและชาวสงขลาใช้สิทธิ์การแสดงออกโดยสงบตามระบอบประชาธิปไตย เป็นการส่งเสียงไม่เอานิคมอุตสาหกรรม 16,753 ไร่ ที่จะเปลี่ยนจะนะให้หายนะไปตลอดกาล หากรัฐบาลยังฟังเสียงประชาชนอยู่บ้าง ก็ขอให้ยุติโครงการนี้เอาไว้ก่อน พร้อมยกเลิกมติ ครม.ที่ขาดความชอบธรรม แล้วมาตกลงกันใหม่ว่าจะนะควรพัฒนาไปในทิศทางใด จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีนิคมอุตสาหกรรมใหญ่โตขนาดนี้ และใครคือผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริงกันแน่
ด้านเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจะนะ จ.สงขลา ออกแถลงการณ์ร่วมคัดค้านนิคมอุตสาหกรรม โดยระบุว่า การแก้ไขผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา เพื่อเปลี่ยนแปลงผังเมืองในพื้นที่ 3 ตำบลของ อ.จะนะ จาก “สีเขียว” เป็น “สีม่วง” เพื่อรองรับอุตสาหกรรม และหน่วยราชการอ้างว่าเป็นการดำเนินมาตรา 35 ของพระราชบัญญัติการผังเมืองฯ เพื่อให้เหมาะกับสภาพการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปนั้น ข้ออ้างนี้ยังไม่ใช่เหตุผลที่สมควรต่อการเปลี่ยนผังเมือง จากพื้นที่เกษตร เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม
การแก้ไขผังเมืองยังต้องปฏิบัติตามมาตรา 27 ของกฎหมายฉบับเดียวกันด้วย โดยเฉพาะมาตรา 27 วรรค 3 ที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือมาตรฐานเกี่ยวกับการผังเมือง และที่สำคัญ "ต้องไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ"
จากบทบัญญัติของกฎหมายนี้ เมื่อนำไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับพื้นที่จริง จะเห็นว่าพื้นที่บริเวณ ต.นาทับ ตลิ่งชัน และสะกอม ของ อ.จะนะ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมหลัก เพราะยังคงเป็นพื้นที่เกษตร ประมง โดยชุมชนยังมีวิถีชีวิตเกษตรกรรมเป็นหลัก ที่สำคัญกฎหมายยังกำหนดให้การดำเนินโครงการพัฒนาของภาครัฐทางด้านกายภาพ จะต้องสอดคล้องกับนโยบายและการใช้ประโยชน์ที่ดินของผังเมืองรวมด้วย
ดังนั้น โครงการเมืองอุตสาหกรรมจะนะ อันเป็นแผนลงทุนเอกชนที่ ศอ.บต. เสนอให้เป็น “พื้นที่สีม่วง” คือ เขตอุตสาหกรรมนั้น ไม่สอดคล้องกับผังเมืองรวมจังหวัดสงขลาที่ประกาศใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการ ศอ.บต. ออกมาระบุว่าอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดขึ้น นิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา มีความคล้ายกับส่วนอุตสาหกรรมโรจนะ ที่ จ.อยุธยา หรือนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ที่ จ.ชลบุรี เป็นตัวอย่างโรงงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีการควบคุมสิ่งแวดล้อมที่ดีในเขตอุตสาหกรรมของตนเอง มีข้อร้องเรียนน้อยมาก การเสนอข้อมูลว่าสวนอุตสาหกรรมจะทำลายระบบนิเวศชายฝั่ง จนทำให้ทะเลจะนะล่มสลายนั้น เป็นการวาดภาพผลกระทบเกินจริง
“ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และเรื่องใดต้องการศึกษาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ล้วนแล้วแต่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามขั้นตอนตามกระบวนการที่รัฐกำหนด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงาน” นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวยืนยัน
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่า สถานการณ์จะคลี่คลายลงไปในระดับหนึ่งเมื่อ “นายประสาน หวังรัตนปราณี กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี” เป็นตัวแทน พล.อ.ประวิตร มาเจรจากับกลุ่มเครือข่ายจะนะ พร้อมแจงว่า พล.อ.ประวิตรมอบหมายให้มีการตั้งคณะทำงาน โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะทำงาน และมีนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นรองประธานคณะทำงาน
ทั้งนี้ คณะทำงานจะไปลงพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อรับฟังข้อมูลและข้อเสนอต่างๆ ในการหาทางออกร่วมกัน และพร้อมเดินทางไปยังพื้นที่อื่นๆ ด้วย จากนั้นจะนำข้อมูลที่รวบรวมมาทั้งหมด รายงานต่อพล.อ.ประวิตร เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป นอกจากนี้ จะประสานงานกับกรมโยธาธิการและผังเมืองให้ชะลอการดำเนินการโครงการดังกล่าวเอาไว้ก่อน ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมไว้ใจและสบายใจ เพราะเป็นการแก้ปัญหาร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย
“จะต้องมีการชะลอโครงการนี้ไปก่อนจนกว่าจะได้ข้อยุติในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องเริ่มทำการศึกษาใหม่ แต่รายละเอียดคงยังไม่สามารถพูดในตอนนี้ได้ จะต้องให้หน่วยงานต่างๆ และคณะทำงานพูดคุยกันก่อน” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว
แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้เป็นพิเศษก็คือ ถัดจากนั้นอีกนั้นอีก 1 วัน คือเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2563 มีรายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) แจ้งว่า วาระที่หารือนานที่สุด คือ การพิจารณาผลการหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาของกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่น โดยก่อนที่ครม.จะมีมติรับทราบและมอบหมายให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ไปพิจารณารายละเอียดนั้น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานผลการเจรจากับกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่น เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. พร้อมแนบเอกสารข้อเสนอที่มีลายเซ็นตัวเองกำกับอยู่ด้วยให้ที่ประชุมรับทราบ
ทว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้กล่าวเตือน ร.อ.ธรรมนัส ที่ไปลงนามในเอกสารฉบับดังกล่าวว่า การไปลงนามในเอกสารเท่ากับยินยอมทำตามเอกสารนั้นทั้งหมด และควรแก้ไขคำสั่งในเอกสารเพื่อไม่ให้เป็นการผูกมัด ครม.จนเกินไป หากไม่แก้ไขและทำตามข้อเรียกร้องไม่ได้ คนเสนอต้องรับผิดชอบเอง
ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัสจึงชี้แจงว่า เหตุที่ต้องลงนามในเอกสาร เพราะต้องการให้การชุมนุมยุติโดยเร็ว เพราะทราบว่าคณะราษฎรจะเข้ามามีส่วนร่วมกับประเด็นนี้ จึงต้องรีบ
งานนี้ จึงถูกตีความว่า กำลังเกิดความไม่เข้าใจกันระหว่าง “พี่ป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” และ “พี่ป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์” หรือไม่อย่างไร เพราะดูเหมือนทั้งสองฝ่ายจะมิได้เออออห่อหมกไปในทิศทางเดียวกัน
ดังนั้น คงต้องติดตามกันว่า รัฐบาล “บิ๊กตู่ - พล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะทำอย่างไรกับการขับเคลื่อนอภิมหาโปรเจ็กต์ “นิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา” หรือ “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” และต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่า “นายกฯ บิ๊กตู่” จะแสดงความจริงใจในการแก้ปัญหาประเด็นที่ “เครือข่ายชาวจะนะ” ออกมาคัดค้านมากน้อยแค่ไหน?
แต่สำหรับ “ชาวบ้านในพื้นที่” นั้น รับประกันได้เลยว่า งานนี้ “สู้ไม่ถอย” อย่างแน่นอน.


