xs
xsm
sm
md
lg

ภาวะดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด...

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: โสภณ องค์การณ์


ดร.แอนโทนี เฟาชี ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำเรื่องโรคระบาดของสหรัฐฯ
คนทั้งโลกยังคงดิ้นรนหาทางออกจากวิกฤตโคโรนาไวรัส ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มทุกวัน และยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดยั้งได้ ผู้เชี่ยวชาญและแพทย์เชื่อว่ากว่าจะมีวัคซีน ยาป้องกันและรักษาต้องใช้เวลา 1 ปีหรือ 18 เดือน ทุกชีวิตต้องเสี่ยงต่อไป

ลำพังแค่การจะให้รอดพ้นการติดเชื้อ มนุษย์ทั้งโลกต้องใส่ใจดูแลตัวเองตามสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่และฐานะทางเศรษฐกิจ ผู้ที่มีโอกาสรอดก็คือคนฐานะดี ถ้าติดเชื้อเจ็บป่วยก็เข้าถึงการรักษาได้ ในปัจจุบันเงินไม่ใช่เป็นปัจจัยเดียวเหมือนภาวะปกติ

มีปรากฏในหลายประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และยุโรป ซึ่งยังมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากหลังจากการป่วย คนทั่วไปไม่ได้รับรู้ว่าผู้ป่วยเป็นคนกลุ่มน้อยเชื้อชาติอื่น ต่างสีผิว ไม่ใช่คนผิวขาวเจ้าของประเทศ ที่เข้าถึงการรักษา ได้รับการดูแลดีกว่า

ทำให้มีเสียงครหาว่าเกิดสภาวะเลือกที่รักมักที่ชัง ผู้สูงอายุเกิน 70 ปี ไม่สามารถเข้าถึงการรักษา ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ใช่เป็นฝรั่งผิวขาว แม้จะมีเงิน มีประกันชีวิต และเหตุอย่างนี้มีในสหรัฐอเมริกา และอังกฤษซึ่งมีชุมชนมุสลิมอยู่เป็นจำนวนมาก เช่นในกรุงลอนดอน

หลายเมืองไม่มีที่เก็บศพเพียงพอต้องเอาไปไว้ในอาคารจอดรถรอการขนไปประกอบพิธี หรือคนมีเงินแต่มีอายุเกินปี ก็ไม่ได้รับการรักษา อ้างว่าทรัพยากรควรเอาไว้ให้ผู้มีอายุน้อยกว่า มีโอกาสรอดเพื่อเป็นกำลังผลิตในระบบเศรษฐกิจสังคมเมืองต่อไป

สภาวะเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวิกฤตด้านสุขภาพ อาจจะเป็นเพราะในอดีตจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตรารวดเร็วอย่างที่เป็นอยู่กับโคโรนาไวรัสทำให้สังคมขาดความเมตตาปรานี แม้แต่ในสถานรักษาพยาบาล และโรงพยาบาล

เมื่อวิกฤตยังยืดเยื้อ ประชาชนหลายประเทศเริ่มหงุดหงิดเพราะปัญหาค่าครองชีพขาดรายได้ การตกงาน ไม่มีเงินเก็บ และเกิดความไม่สงบ ต้องออกมาประท้วงเรียกร้องให้ปลดล็อกให้ภาคธุรกิจเป็นไปเหมือนเดิมแม้จะต้องเสี่ยงกับการระบาดติดเชื้ออีก

เสียงทักท้วงจากผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอในการยับยั้งเสียงเรียกร้องให้เริ่มปลดล็อกเช่น ในสหรัฐ และประเทศที่เป็นคนผิวขาวที่อ้างประชาธิปไตยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่ตัวเองจะรับเชื้อหรือสร้างปัญหาให้กับผู้อื่นในกรณีที่ติดเชื้อ

ดร.แอนโทนี เฟาชี ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อและภูมิแพ้ชาวอเมริกันประจำทำเนียบขาว ได้เตือนหลายครั้งว่าการเร่งเปิดเมืองให้มีกิจกรรมต่างๆ จะมีการระบาดระลอกสอง จะทำให้ยากต่อการควบคุม และใกล้ถึงการระบาดของไข้หวัดใหญ่

รัฐบาลหลายประเทศกังวลว่าการปิดล็อกและห้ามกิจกรรมต่างๆ ยาวนานจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทำให้จมลึกยากแก่การเยียวยาฟื้นฟู เพราะได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลให้ประชาชนอยู่รอด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

บริษัทขนาดใหญ่ต่างๆ มั่นคงเพียงใดก็ยากที่จะรอดจากผลกระทบเพียงแต่ว่ากลุ่มที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งสายป่านยาวอาจจะอยู่ได้นาน แต่ถ้าหยุดชะงักนาน เช่น สายการบิน โรงแรม ธุรกิจการท่องเที่ยวจะมีปัญหาค่าใช้จ่ายทุกวัน แต่ไม่มีรายรับ

กิจการเหล่านี้ต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นเงินจำนวนมหาศาล

เห็นชัดเจนก็คือกลุ่มสายการบินซึ่งไม่มีรายได้เพราะธุรกิจหยุดชะงัก ตามมาด้วยโรงแรม และกิจการเชื่อมโยงกับธุรกิจการท่องเที่ยว ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการจะหวังให้มีรายได้ดีจากธุรกิจการท่องเที่ยวเหมือนแต่ก่อนคงจะไม่ง่ายอีกต่อไป

รัฐบาลต่างๆ ได้เร่งอัดฉีดเงินช่วยเหลือธุรกิจ ประชาชนให้อยู่รอด แต่คำถามที่ยังไม่มีใครกล้าตอบ คือหลังจากอีก 3 เดือน จะเป็นอย่างไรถ้ารัฐบาลไม่สามารถหาเงินมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งถดถอยถึงขั้นตกต่ำ ต้องใช้ทั้งเงินมหาศาลและเวลาที่จะต้องจัดการ

สิ่งที่คาดหวัง และน่าสะพรึงกลัว คือเชื้อโคโรนาไวรัสจะยังระบาดอย่างนี้ มาและก็ไปและก็กลับมาเหมือนไข้หวัดใหญ่ จะไม่มีหายขาดพร้อมกันทั่วโลกจนทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะไม่มีการระบาดเกิดขึ้น เพราะแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน

มีทั้งด้านกายภาพ ภูมิอากาศ โครงสร้างทางสังคม และขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ในการจัดการแก้ไขปัญหา ทัศนคติของประชาชน และปัจจัยอื่นๆ

เมื่อมีการติดเชื้อและระบาดในพื้นที่ต่างๆ สลับกันไปจะทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวมีปัญหา การค้าการลงทุนต่างๆ จะเอาโคโรนาไวรัสเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินการตัดสินใจในการทำธุรกิจ การติดต่อค้าขาย เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงติดเชื้อ

คนเริ่มพูดถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่หรือ new normal เพื่อยอมรับความจริงที่ว่าเชื้อโรคโคโรนาไวรัสจะอยู่ร่วมกับมนุษย์ตลอดไป และพร้อมที่จะเล่นงานใครก็ตามที่ไม่ระมัดระวังตัว อยู่ในความประมาท หรือสังคมที่มีความบกพร่องด้านการดูแลสุขภาพ

ความอดอยากแร้นแค้นจะทำให้เกิดความไม่สงบวุ่นวาย แย่งชิงอาหารและทรัพย์สินเพื่อความอยู่รอด จะมีอาชญากรรม ความรุนแรงซึ่งจะซ้ำเติมวิกฤตที่เป็นอยู่

มีความเป็นไปได้สำหรับสภาวะมิคสัญญีซึ่งกฎหมายไม่มีความหมายต่อไป เพราะคนไม่มีจะกินจะแย่งทรัพยากรและขอแบ่งความมั่งคั่งจากคนมีกิน ความรู้สึกเอื้ออาทรอาจลดลงเพราะความระมัดระวัง ห่วงใยส่วนบุคคลไม่อยากเป็นเหยื่อการติดเชื้อ

คนทั้งโลกเฝ้าดูว่าวิกฤตนี้จะจบสิ้นอย่างไร เพราะทุกวันนี้เริ่มมีการปรับตัวด้านชีวิตความเป็นอยู่ พยายามให้รอด และรักษาตัวเอง และรู้ด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นเป็นความท้าทายมนุษยชาติที่ต้องปรับตัวเข้ากับธรรมชาติ และศัตรูที่มองไม่เห็น

ความไม่ประมาท ตั้งสติไว้ให้มั่น จิตไม่ตก ดูแลตัวเองและครอบครัว จะทำให้รอด!
กำลังโหลดความคิดเห็น...