xs
xsm
sm
md
lg

พุทธ-คาทอลิกเฝ้า“โป๊ป”เนืองแน่น เฝ้า“สังฆราช”สานสัมพันธ์ 2ศาสนา พิธีมิสซายิ่งใหญ่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส เข้าเฝ้า “ในหลวง ร.๑๐” พร้อมเสด็จฯ พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ สืบสานสัมพันธ์มิตรภาพ 2 ศาสนา ประทานพระดำรัสที่ทำเนียบฯ ยินดีไทยผ่านเลือกตั้ง ชื่นชม รัฐบาล แก้ปัญหาความรุนแรง-แรงงานเด็ก ฝากอาเซียนร่วมแรงใจผลักดันการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข-สามัคคี ยอมรับความแตกต่าง-หลากหลาย ก่อนไปประกอบพิธีมิสซาร่วมกับคริสตชนคาทอลิก ที่มาเฝ้ารับเสด็จเนืองแน่นที่สนามศุภฯ

วานนี้ (21 พ.ย.) เวลา 17.05 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเปล้าโปรดดระหม่อมให้ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ประมุขแห่งคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก และนครรัฐวาติกัน เข้าเฝ้าฯในโอกาสที่เสด็จฯเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 20-23 พ.ย. ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

โอกาสนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงรับเสด็จฯสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ณ รถยนต์พระที่นั่ง ทรงแลกเปลี่ยนของขวัญ ซึ่งจัดถวายในห้องเฝ้า และฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับสมเด็จพระสันตะปาปาฯ จากนั้นทรงมีพระราชปฎิสันถารตามพระราชอัธยาศัย

ทั้งนี้ ในช่วงเช้า เวลา 09.00 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้เสด็จฯไปยังทำเนียบรัฐบาล โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี (ครม.) และผู้แทนคริสตจักร รับเสด็จ จากนั้น สมเด็จพระสันตะปาปาฯ เสด็จฯขึ้นบนแท่นพิธี รับการถวายความเคารพจากกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลง ก่อนมีพระปฏิสันถารกับผู้ที่มาเฝ้ารับเสด็จ จากนั้น นายกฯกราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาฯ เสด็จไปยังห้องสีงาช้างด้านนอก สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ทรงลงนามในสมุดเยี่ยม และทอดพระเนตรของที่ระลึกที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้แก่กัน

ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้า นายกฯกราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ไปยังตึกสันติไมตรีหลังนอก เพื่ออนุญาตให้ ครม., ผู้แทนเหล่าทัพ, ผู้แทนสำนักวาติกัน, คณะทูตานุทูต, แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าเฝ้ารับเสด็จ โดยนายกฯได้กล่าวถวายการต้อนรับว่า ในนามประชาชนชาวไทย รู้สึกเป็นเกียรติที่มีโอกาสรับเสด็จ นับว่าเป็นโอกาสพิเศษในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับนครรัฐวาติกัน ซึ่งในปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 350 ปี การจัดตั้งคณะมิสซังคาทอลิกแห่งสยาม และเป็นวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับนครรัฐวาติกัน พร้อมทั้งได้ชื่นชมพระกรณียกิจของสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ที่ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างความสามัคคี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพในโลก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทุกศาสนา

จากนั้น สมเด็จพระสันตะปาปาฯประทานพระดำรัส ใจความสำคัญว่า ยินดีที่ได้มาเยือนประเทศไทย ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และเป็นประเทศที่ยังคงรักษามรดกทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม พร้อมย้ำถึงความปรารถนาดีต่อราชอาณาจักรไทย และต่อการปกครองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขอแสดงความเคารพอย่างสูงต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดจนขออำนวยพรไปยังบรรดาปวงชนชาวไทยทุกคน และขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการในการมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้

“ข้าพเจ้ารู้สึกยินดียิ่งที่ได้มีโอกาสพบปะท่าน ผู้ซึ่งเป็นผู้ปกครองบริหารประเทศ ผู้นำทางศาสนา และสังคม ผ่านทางท่านทั้งหลายนี้ ข้าพเจ้าขออำนวยพรไปยังบรรดาปวงชนชาวไทยทุกคน ขอแสดงความเคารพนับถือ ต่อบรรดาทูตานุทูตทุกท่าน และในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศได้ผ่านการเลือกตั้ง อันเป็นก้าวสำคัญในการกลับมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง ที่ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้ข้าพเจ้าสามารถมาเยือนราชอาณาจักรไทยในครั้งนี้” สมเด็จพระสันตะปาปาฯประทานพระดำรัส

สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ยืนยันว่า ชาวคาทอลิกจะพยายามอย่างเต็มความสามารถ ในการสนับสนุนอัตลักษณ์ของความเป็นไทย ซึ่งปรากฏในเพลงชาติไทย “รักสามัคคี...รักสงบ...ไม่ขลาด...” และเชื่อว่าเป็นแผ่นดินไทย คือแผ่นดินแห่งอิสรภาพ ที่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อทุกคนมีความรับผิดชอบต่อกันและกัน เพราะฉะนั้นต้องเอาชนะความไม่เท่าเทียมให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา อาชีพการงาน และความช่วยเหลือด้านสุขภาพเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สมบูรณ์และยั่งยืน พร้อมได้ชื่นชมการจัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมและสังคม ซึ่งได้เชิญผู้แทนจากศาสนาต่างๆ ในประเทศเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อรับฟังความคิดเห็น ในการที่จะรักษาความทรงจำทางจิตวิญญาณอันมีชีวิตของประชาชน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของสังคม

“อาเซียนเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจเพื่อแก้ไขปัญหาในภูมิภาคที่กำลังเผชิญ ซึ่งปัญหาของโลกในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของโลก ในฐานะที่ไทยมีวัฒนธรรมหลากหลายเป็นประเทศพหุสังคมจึงเป็นประเทศที่ยอมรับถึงการสร้างความสามัคคี และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งประสบการณ์จากการให้ความเคารพและยอมรับความแตกต่าง เป็นแรงบันดาลใจสำหรับทุกคนที่ปรารถนาที่จะสร้างโลกที่แตกต่าง เพื่อมอบให้กับชนรุ่นต่อไป”

ในช่วงท้าย สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ยังได้กล่าวชื่นชมรัฐบาลไทยที่ได้ดำเนินการแก้ปัญหาการใช้ความรุนแรง และการใช้แรงงานในเด็ก และสตรี โดยปีนี้ เป็นปีแห่งการครบรอบ 30 ปี ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับเราในการที่จะไตร่ตรองการวางอนาคตของประชากรของเรา ตลอดจนการส่งเสริมให้สังคมมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งเป็นภารกิจที่ทุกคนสามารถทำได้

ต่อมา เวลา 10.00 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฯ เสด็จฯยังพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เข้าเฝ้าฯ และทรงมีปฏิสันถารกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากเฝ้ารอรับเสด็จเนืองแน่น

โอกาสนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช มีพระดำรัสรับเสด็จตอหนึ่ง วาระนี้ นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพึงจดจารึกไว้เป็นศุภนิมิตแห่งน้ำใจไมตรีที่ศาสนจักรโรมันคาทอลิกกับพุทธจักรไทย มีสืบเนื่องกันมาอย่างแน่นแฟ้น ราบรื่น และงดงาม เป็นเวลาเนิ่นนานนับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา และเมื่อ 35 ปีล่วงมาแล้ว ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เฉพาะพระพักตร์พระพุทธอังคีรส ประธานพระอุโบสถแห่งนี้ สมเด็จพระอุปัชฌายะของอาตมภาพ คือสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ ได้เสด็จลงทรงรับสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก ที่ประมุขแห่งศาสนจักรโรมันคาทอลิก เสด็จมาทรงเยี่ยมประมุขแห่งพุทธจักรไทย ณ ราชอาณาจักรไทย ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงประทับอยู่ในความทรงจำของอาตมภาพ ผู้มีโอกาสได้เฝ้าอยู่ในการดังกล่าวด้ว

พร้อมกันนี้ สมเด็จพระสังฆราช มีพระดำรัสด้วยว่า ใต้ฐานพระพุทธอังคีรส ยังเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิบูรพมหากษัตริย์ของประเทศไทยหลายพระองค์ ผู้เคยเสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้า สมเด็จพระสันตะปาปาในอดีตหลายพระองค์เช่นกัน ณ สถานที่แห่งนี้ จึงเป็นมงคลสถานสำหรับการพบกันของเราทั้งสอง ด้วยส่วนแห่งพระวรกายของทุกๆ พระองค์ ยังคงประดิษฐานเป็นสักขีพยานแห่งมิตรภาพ ซึ่งได้ทรงสร้างสรรค์ไว้นับแต่อดีตสมัย หากแต่ละพระองค์มีพระญาณวิถีใดที่จะทรงหยั่งทราบ คงจะทรงโสมนัสพระราชหฤทัยไม่น้อย ที่ได้ทอดพระเนตรเห็นความเจริญงอกงามแห่งทางพระราชไมตรี เป็นภาพอันน่าประทับใจอีกครั้งในวันนี้ การเสด็จมาครั้งนี้ของมหาบพิตร จึงไม่ใช่การมาของมิตรใหม่ หากแต่เป็นการมาเยือนของมิตรแท้อันเก่าแก่ของคนไทย ระยะทางที่ห่างไกลกันหาใช่อุปสรรคของความสนิทสนมกลมเกลียวกัน

“สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนไว้ว่า ‘ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมมีผู้บูชาในที่ทั้งปวง.’ ‘ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมผ่านพ้นศัตรูทั้งปวง.’ บัดนี้ มหาบพิตร ทรงพระอุตสาหะตรากตรำพระวรกายบนหนทางแสนไกล เสด็จเยือนราชอาณาจักรไทย และมาทรงเยี่ยมอาตมภาพด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยมิตรภาพถึงที่นี้ อาตมภาพขอสนองน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยมิตรภาพนั้นๆ ตอบถวาย เป็นหลายเท่าทวีคูณ ด้วยอานุภาพแห่งพระเมตตาธรรม ซึ่งมหาบพิตรทรงเจริญมั่นอยู่ในพระหฤทัย และด้วยศุภผลแห่งกุศลเหตุ คือความไม่ประทุษร้ายมิตร ขอมหาบพิตร ทรงสถิตสถาพร เป็นปูชนียฐานอันประเสริฐของศาสนิกบริษัท และทรงพระเจริญในสมณคุณ ค้ำจุนให้ทรงผ่องแผ้วผ่านพ้นภัยพิบัติทั้งปวง สมตามพระพุทธานุศาสนีดังอาตมภาพอัญเชิญมาอ้าง เป็นสัจจวาจาข้างต้นนี้ทุกประการ ขอถวายพระพร” สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระดำรัสในตอนท้าย

ทั้งนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฯ มีพระดำรัสใน ระหว่างพิธีต้อนรับที่นำเนียบรัฐบาลว่า พระองค์รู้สึกดีใจในโอกาสที่ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เชื่อจะเป็นการแสดงถึงการสร้างมิตรภาพ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของสังคม ไม่มีแบ่งแยก

ต่อมา เวลา 11.15 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฯเสด็จโดยรถยนต์พระประเทียบจากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร มายังโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ถ.สาทร เมื่อเสด็จถึงยังโรงพยาบาลแล้ว สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จไปประทับรถยนต์พระประเทียบเปิดประทุน ซึ่งจะเคลื่อนผ่านบรรดาประชาชน และนักศึกษาจากวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ ที่มารอเฝ้าตลอดสองข้างทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางส่วนเป็นผู้พิการ และผู้สูงอายุ ที่มารอเข้าเฝ้าตั้งแต่ช่วงเช้า

ศ.นพ.ธานินทร์ อินทรกำธรชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ กราบทูลแสดงความยินดีในการเสด็จมาเยือนโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ และสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ได้ประทานพระวโรกาสให้บุคลากรทางด้านการแพทย์ เข้าเฝ้ารับประทานพระโอวาท พร้อมทั้งผู้ป่วย ผู้สูงอายุเข้าเฝ้ารับประทานพระพร พร้อมกันนั้น ได้ถวายหนังสือ “ศริพจน์ภาษาไทย์” (Siamese Frence English Dictionary หรือ Dictionnaire Siamois Francais Anglasis) พจนานุกรมภาษาไทย อังกฤษ และฝรั่งเศส จัดพิมพ์ขึ้นใน พ.ศ.2439 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระสังฆราชฌ็อง หลุยส์ เวย์ (Jean – Louis Vey) พระสังฆราชเกียรตินามแห่งเกราซา ประมุขมิสซังสยามลำดับที่ 15 ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ได้ปรับปรุงเรียบเรียงขึ้นจาก “สัพะ พะจะนะ พาสา ไท” ของพระสังฆราชปัลเลอกัว ประมุขมิสซังสยามลำดับที่ 14 เป็นของที่ระลึกแด่สมเด็จพระสันตะปาปา หนังสือเล่มนี้เป็นมรดกทางด้านภาษาและประวัติศาสตร์ ที่แสดงถึงความพยายามและตั้งใจจริงของมิชชันนารี ในการเผยแผ่พระคริสตธรรมแก่พี่น้องชาวไทย

ขณะที่ สมเด็จพระสันตะปาปาฯประทานพระโอวาทแก่บรรดาผู้ที่มาเฝ้า เมื่อจบพระโอวาทแล้ว บาทหลวงสุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ ประธานคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ เข้าเฝ้ารับประทานของที่ระลึกจากสมเด็จพระสันตะปาปาเป็นพระรูปพระนางมารีย์และกุมารเยซูเป็นที่ระลึกแก่โรงพยาบาล และประทานพระวโรกาสให้ฉายพระรูปร่วมกับคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์

จากนั้น สมเด็จพระสันตะปาปาฯเสด็จลงมายังชั้น 1 อาคารร้อยปีบารมีบุญ เพื่อทรงเยี่ยมเยียน ประทานพระพรและกำลังใจแก่ผู้ป่วย จำนวน 40 ราย โดยผู้ป่วยที่ได้เข้าเฝ้าในครั้งนี้ เป็นผู้ป่วยที่อยู่ใกล้ในระยะสุดท้าย หรืออาการค่อนข้างหนัก สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จไปประทานพระหัตถ์ให้จับ ทั้งวางพระหัตถ์ประทานพระพร และกำลังใจให้แก่ผู้ป่วย กับผู้ดูแลที่ร่วมเข้าเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นด้วย

ช่วงเย็น เวลา 18.00 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้เสด็จจากสถานเอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย ถ.สาทร มายังสนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ โดยเมื่อเสด็จถึง ทรงเปลี่ยนรถพระที่นั่ง และเสด็จทักทายผู้เข้าร่วมพิธีจำนวนมากที่เดินทางมาเฝ้ารอรับเสด็จ

จากนั้น สมเด็จพระสันตะปาปาฯได้เสด็จถึงมณฑลพิธี และทรงประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณ หรือพิธีมิสซา ร่วมกับคริสตศาสนิกชน กว่า 50,000 คน เสร็จแล้ว สมเด็จพระสันตะปาปาฯได้ทรงเทศนาเป็นภาษาสเปน จบแล้ว ทรงนำภาวนา และปิดท้ายมหาพิธีมิสซา จนสร้างความอิ่มเอิบใจและประทับใจให้แก่คริสตศาสนิกชนที่มาร่วมในพิธีอย่างยิ่ง
กำลังโหลดความคิดเห็น...