xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“ชิม ช้อป ใช้” ประชาธิปไตยที่กินได้

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ต้องยอมรับว่า ชั่วโมงนี้ โครงการชิม ช้อป  ใช้  ฮอตสุดๆ และได้รับความสนใจจากคนไทยเป็นอย่างมาก
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กลายเป็น “มาร์เกตติ้งมูฟเมนท์ทางการเมือง” สุดฮิตติด #ชิมช้อปใช้ เรียกความมั่นใจเศรษฐกิจเดินหน้าไปได้อย่างเหนือความคาดหมาย ด้วยแรงปั่นคล้ายเล่น “เกมเศรษฐี” โชว์ฝีมือลงทะเบียนเติมตังค์เป๋าตุงอวดเพื่อน แถมยังกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ เม้าท์มอยกันให้แซ่ด ตังค์เข้ายัง เอาไปซื้อไร ไปเที่ยวกันไหม จนต้องมีโปรได้ใจเอาไปอีกเป็นเฟสสอง

คล้ายกับเป็นเกมใหม่ของเล่นใหม่ที่ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จับอารมณ์ของประชาชนที่ลังเลใช้จ่ายให้คลายความกังวลปัญหากระเป๋าตังค์แฟบได้อย่างเหมาะเหม็ง

เป็นเรื่องที่ “รัฐบาลลุงตู่” เล่นกับกระแสสื่อโซเชียลมีเดียเป็น และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้สำหรับการ “แจกเงิน” ส่งตรงถึงกระเป๋าตังค์ประชาชนรายบุคคลกันเลยทีเดียว ขอเพียงแต่เรียนรู้วิธีการลงทะเบียน โหลดแอป กรอกข้อมูลส่วนตัว แล้วรอผลการคัดกรองก็ได้เงินพันเข้าเป๋าตังค์ แล้วใช้สิทธิผ่าน G-Wallet ได้กับทุกธนาคาร

นอกจากตังค์จะส่งตรงถึงกระเป๋าเงินของประชาชนตัด “คนกลาง” ทั้งที่เป็นนักการเมือง “ต่างขั้ว” กับรัฐบาล หรือแม้แต่พรรคร่วมที่ไม่ได้คุมคลัง ทั้งลดขั้นตอนการใช้จ่ายงบประมาณตามระเบียบราชการที่กว่าเงินจะลงมือประชาชนแล้ว ข้อมูลการลงทะเบียนของประชาชน ยังเป็น “บิ๊กดาต้า” ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เอามาสังเคราะห์ เพื่อใช้วางแผนการเมืองในอนาคตได้อีกด้วย เพราะจำนวนคนที่เข้าร่วมเฟสแรก 10 ล้านคน และเฟสสองอีกไม่รู้เท่าไหร่ ถือเป็นข้อมูลที่มีความหมายในทางการเมือง

นี่เป็นฐานข้อมูลสำคัญ ซึ่ง พปชร.สามารถรณรงค์ยิงตรงแคมเปญต่างๆ อีกมากมายถึงกลุ่มเป้าหมายในฐานข้อมูลนี้ได้ในอนาคต โดยที่พรรคการเมืองอื่นได้แต่อ้าปากค้าง

ตามนัยที่ว่า ให้ประชาชนเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี เตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมไร้เงินสด และนี่เป็นเพียงการเริ่มต้น ยังจะมีอะไรอื่นๆ ตามมาอีกเยอะ

ขณะที่ภาครัฐเอง “ข้อมูล” ที่ได้จากประชาชนก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทำให้สามารถเข้าถึง “พฤติกรรม” ในการใช้ชีวิตของคนจำนวนมากได้ตรงจุด ซึ่งนำไปใช้ “ต่อยอด” ในการทำคลอด “นโยบายภาครัฐ” ได้ตรงเป้า ตรงประเด็นและตรงใจประชาชนได้ง่ายขึ้น
อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะแถลงยืนยันความพร้อมของโครงการ “ชิม ช้อป ใช้” ก่อนเปิดรับลงทะเบียน
ที่สำคัญเสียก็ยิ่งกว่าก็คือ มาตรการ ชิม ช้อป ใช้ ซึ่งต่อยอดจากบัตรสวัสดิการคนจน ยังการตอกย้ำถึงภาพ “ประชาธิปไตยที่กินได้” ที่รัฐบาลลุงตู่ ต้องการทะลวงไส้โครงการประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งอยู่ในใจคนจนให้มองเห็นความจริงในวันนี้ว่า รัฐบาลนี้ก็ดูแลคนจนผ่านโครงการต่างๆ มากมาย เติมเป๋าตังค์ประชาชนให้ตุงได้เช่นกัน

ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน ยังงมอยู่กับการชูธงแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่ยังไม่เคลื่อนไปไหนเสียที ตามเสียงแซะที่ว่าไม่ค่อยมี ส.ส.ฝ่ายค้านคนไหนมาสนใจปัญหาปากท้องของประชาชน

เรียกว่า “ชิม ช้อป ใช้” กลายเป็น “ปฏิบัติการทางจิตวิทยา” ที่ได้ผลในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง เลยก็ว่าได้

แจกกันเห็นๆ ได้กันฟรีๆ ขอให้ลงทะเบียนให้ทัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน - 15 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งอั้นไว้อยู่ที่ 10 ล้านคน โดยรอบลงทะเบียนวันละล้าน ผลปรากฏว่าแค่สิบวันแรกทะลุเป้าไปแล้ว แต่มีผู้ที่ไม่ผ่านการคัดสรรอยู่ประมาณ 2 ล้านคน ก็วนมาเปิดรับเพิ่ม และเปิดลงใหม่ได้ซ้ำอีกรอบ

โครงการนี้ รัฐบาลหวังใช้กระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ คาดว่าจะมีเม็ดเงินจากโครงการนี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 6 หมื่นล้าน เป็นการอุดหนุนจากรัฐ 1.9 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการใช้จ่ายจากประชาชนในกระเป๋า 2 เพื่อขอรับ “เงินแคชแบ็ค” คืน 15% ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ์ในส่วนนี้ประมาณ 3 ล้านราย วงเงินเฉลี่ยรายละ 13,500 บาท หวังส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้ขยายตัวเพิ่มได้ไม่ต่ำกว่า 0.2-0.3% เติมเต็มเป้าหมายตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ตั้งเป้าไว้ในปีนี้ต้องได้ 3% ตามคาดการณ์ที่นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ให้สัมภาษณ์

เป๋าตังค์ตุงเป๋าแรกนั่นเป็นเงินที่รัฐบาลใส่เข้ามา นี่ก็สร้างความคึกคักไม่น้อย แต่ดูแล้วเม็ดเงินที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆ ที่รัฐบาลหวัง น่าจะมาจากเป๋าตังค์ที่สอง ที่เป็นการใช้จ่ายจากประชาชนเองแล้วได้รับการทอนคืน15% นั่นแหละมากกว่า เป็นการกระตุ้นให้ประชาชนควักเงินออกมาใช้จ่าย เป็นการเอาเงินต่อเงิน จากที่ลังเลใช้จ่ายเพราะไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นจึงกำเงินเอาไว้กับตัวดีกว่า คนเราโดยทั่วๆ ไป เมื่อมีความมั่นใจในกระเป๋ามีเงิน แง้มอารมณ์ ชิม ช้อป ใช้ ได้ก็มักหยุดไม่อยู่

กระทรวงการคลัง คาดการณ์ว่า ส่วนที่สองนี้จะมีผู้ใช้สิทธิ์ 3 ล้านคนใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 13,500 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 40,000 ล้านบาท บวกกับเงินส่วนที่ 1 อีก 10,000 ล้านบาท รวมเป็น 50,000 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ถูกกระจายลงไปผ่านการชิม ช้อป ใช้ ถูกหมุนอีก 2-3 รอบ ตามหลักตัวคูณของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ จะมีเงินหมุนเวียนในระบบ100,000-150,000 ล้านบาท ในทางทฤษฎีมากพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ผงกหัวขึ้นมาได้

ขุนคลังเองเชื่อมั่นมาตรการชิมช้อปใช้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าโลกทำให้ส่งออกของไทยมีปัญหา โดยมาตรการดังกล่าว รวมถึงชุดมาตรการอื่นๆ เช่น การสนับสนุนต้นทุนการผลิตเกษตรมีเงินออกไปสู่เกษตรกรแล้ว 2 หมื่นล้านบาท จากวงเงินทั้งหมด 4 หมื่นล้านบาท และกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอีอีก1 หมื่นล้านบาท ก็เริ่มมีเงินออกไป เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดยกระทรวงการคลัง ยังหวังว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 3%

กระนั้นก็ดี โปรแรงที่ออกมาคราวนี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันตั้งแต่การลงทะเบียนที่กีดกันคนเฒ่าแก่ คนพิการ และคนที่ไม่ชำนาญในเรื่องเทคโนโลยี เป็นการให้แบบฝนตกไม่ทั่วฟ้า ฯลฯ อีกอย่างคือกลุ่มทุนใหญ่จะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่ใช้เงินในเป๋าตังค์ซื้อสินค้าในโมเดิร์นเทรดมากกว่า
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ผู้มีส่วนสำคัญในโครงการดังกล่าว
ทั้งยังมีเสียงแซะมาจาก“เจ๊ช่อ” นางสาวพรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ที่มาตรฐานของเธอออกจะสูงปรี๊ด กดคะแนนติดดินให้แค่ 2 จากเต็ม 100 คะแนน และเสียงวิจารณ์กันเซ็งแซ่ว่ามีแต่ห้างใหญ่ เจ้าสัว อีกนั่นแหละที่รับทรัพย์เต็มๆ ส่วนพ่อค้าแม่ขายตามตลาดสดตามตรอกซอกซอยอาจได้บ้างแต่คงน้อยมาก

แต่ถ้ามองดูเงื่อนไขรายละเอียด ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ “เจ๊ช่อ” ว่าไว้ เพราะมีร้านให้เลือกอยู่มากมาย กระจายกันไปหลายพื้นที่ อาจมีตกหล่นไม่เป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่นว่า เป็นร้านเข้าร่วมโครงการแต่เอาจริงยังเข้าร่วมไม่ได้บ้าง กระจุกอยู่ในเมืองใหญ่ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปตามสัดส่วนบ้าง แต่โดยภาพรวมแล้วต้องถือว่าเงินกระจายลงไปถึงมือประชาชนและยังจะต่อยอดกันไปอีกหลายทอด

ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ คือเมื่อตรวจสอบสิทธิ์ 7 วันแรก มีผู้ได้สิทธิ์รับเงิน 1,000 บาท 5.5 ล้านราย มีผู้ใช้เงินที่ได้รับมาแล้ว 5 วันแรก 700,000 ราย คิดเป็นเงิน 628 ล้านบาท แบ่งเป็นการ “ช้อป” กับร้านค้าในกลุ่มโอทอป ร้านวิสาหกิจชุมชน โอทอปถึง 50% สวนทางกับคำวิจารณ์ของฝ่ายค้านที่ว่า เงินไหลไปเข้ากระเป๋าคนรวย เพราะจากการเก็บข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง มีเงินที่ถูกนำไปซื้อของในห้างของผู้ประกอบการรายใหญ่เพียง 20% เท่านั้น

เสียงของ “เจ๊ช่อ” จึงวูบหายไปแบบไม่มีใครสนใจและไร้ผลในทางการเมือง

วิจารณ์กันนัก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงสวนกลับว่า “...อะไรที่ได้รับความนิยมและรัฐบาลทำแล้วได้ผลก็จะถูกโจมตี ก็ไม่เข้าใจ การทำโครงการชิมช้อปใช้ครั้งนี้ทำด้วยระบบควบคุมอย่างละเอียด มีการตรวจสอบข้อมูลทุกขั้นตอนที่สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งมีการสรุปตัวเลขและรายงานข้อมูลแบบรายวัน...”

ส่วนขั้นตอนการใช้เงินที่มีคนบ่นกันว่ามีความยุ่งยากนั้น นายกรัฐมนตรี บอกว่า เงินที่นำมาใช้เป็นเงินหลวง หากประชาชนอยากใช้เงินก็ต้องเคารพกติกา เราจะใช้ฟุ่มเฟือยมากไม่ได้ วันนี้เราเข้าสู่สังคมไร้เงินสดมาสักระยะหนึ่งแล้ว จึงอยากให้ประชาชนศึกษาและทำความเข้าใจเพื่อให้ง่ายต่อการใช้ชีวิต

นายกฯลุงตู่ ยังยืนยันว่า รัฐบาลมีมาตรการนี้ออกมาเพื่อที่จะควบคุมการใช้จ่ายให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพ โดยวันข้างหน้าจะได้ทำอย่างอื่นได้อีก จึงมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่ประชาชนไม่เคยใช้ก็ต้องเรียนรู้ แต่อีกสักพักจะเกิดความคุ้นเคยเหมือนกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ระยะเริ่มต้นมีความยุ่งยากแต่เวลานี้ประชาชนเข้าใจ และมักจะถามว่าเมื่อไหร่จะได้เงินเพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลก็กำลังหาเงินอยู่

ขณะเดียวกัน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็ดูเหมือนจะปลื้มและหวังมากกับมาตรการ ชิม ช้อป ใช้ ดังนั้น หลังการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไตรมาส 3 แล้วพบว่าการเติบโตยังไม่ต่างจากไตรมาสที่แล้ว ก็ตั้งธงกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ให้กลับมาดีขึ้นด้วยชุดมาตรการ “ชิม ช้อป ใช้” ที่ได้รับการตอบรับเกรียวกราวจากประชาชน โดยสั่งให้นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปประเมินผลมาตรการที่ออกมา และพิจารณาล่วงหน้าว่าหากมีเฟส 2 ออกมาจะต้องขยายผลให้ครอบคลุมฐานรากอย่างกว้างขวางได้อย่างไรบ้าง รวมทั้งกระตุ้นการท่องเที่ยวรับไฮซีซั่นในปลายนี้ด้วย

นายสมคิด ซึ่งต้องการให้ชิม ช้อป ใช้ เฟสต่อไปครอบคลุมถึงเศรษฐกิจฐานราก มีร้านค้าเข้ามาร่วมเพิ่มขึ้น ได้สั่งการให้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปดูร้านค้าในชุมชนทั่วประเทศ ที่ทั้งสองแบงก์มีฐานลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ในมืออยู่เกือบแสนราย โดยให้ไปชักชวนร้านค้าชุมชนเข้ามาร่วม ซึ่งจะส่งผลดีไปถึงโครงการที่รัฐพยายามผลักดันในอนาคต อย่างเช่น โครงการประชารัฐสร้างไทย

ทันทีที่หัวหน้าทีมสั่ง ขุนคลังก็พร้อมรับรีบทำการบ้านและจัดทำรายละเอียด ดึงร้านค้าเข้าร่วมให้มากขึ้น และยังจะให้แบงก์รัฐอีกหนึ่ง คือ กรุงไทย เข้ามาประสานผ่านสองธนาคารข้างต้นด้วย และคาดว่าหากมีเฟส 2 ออกมาจะสามารถสอดประสานรวมกันกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ช่วยหนุนเสริมซึ่งกันและกันให้ดีขึ้น

ต้องบอกเลยว่า รายการโปรแรงโดนใจต่อเนื่องจาก ชิม ช้อป ใช้ นั่นคือ มาตรการ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทย คลอดแล้ว ตามที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า โครงการร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทยกับเที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก เป็นโครงการต่อเนื่องเสริมมาตรการชิมช้อปใช้ โดยจะออกมาให้ประชาชนเข้าร่วมในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 จำนวน 2 หมื่นแพ็คเกจ และในเดือนธันวาคม 2 หมื่นแพ็คเกจ ส่วนวันธรรมดาราคาช็อกโลก กระทรวงการท่องเที่ยวฯได้ประสานกับผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ ว่าการไปช้อปปิ้งในวันธรรมดาสามารถลดราคาให้ได้หรือไม่ โดยให้ทางนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นผู้ประสานกับร้านค้าต่างๆ

เตรียมลงทะเบียนผ่าน Official Line ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเตรียมตัวเที่ยวปลายปีใน 4 หมื่นแพ็คเกจ กันได้เลย รอบนี้รัฐบาลวาดฝันว่าจะสามารถกระจายเม็ดเงินเพื่อการท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองรอง และเงินหมุนต่อไปอีกหลายรอบ พยุงเศรษฐกิจปลายปีให้ดีขึ้น

ร้านค้าชุมชนที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายไปเต็มๆ
การอัดโปรใหญ่ไฟกะพริบกระตุ้นเศรษฐกิจทุกทาง นั่นเพราะตัวเลขเศรษฐกิจก็ไปไม่ถึงเป้าหมายที่เคยตั้งเอาไว้ อย่างที่รองฯ สมคิด ว่าเอาไว้การเติบโตยังนิ่งๆ อยู่ เมื่อดูจากตัวเลขหลายสำนักต่างปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจลงจากที่เคยคาดหมายว่าจะโตได้สัก 3% กว่าๆ ขึ้นไป ก็ปรับลงต่ำกว่า 3% แทบทั้งสิ้น

ล่าสุด นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร. เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา มีมติปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ปี 2562 ลงอยู่ที่ 2.7-3% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 2.9-3.3% การส่งออกคาดติดลบ 2-0% จากเดิมคาดติดลบ 1 ถึงโต 1% และเงินเฟ้อคงอยู่ที่ 0.8-1.2% หลังจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2562 ยังอยู่ในภาวะอ่อนแรงต่อเนื่องชัดเจนจากครึ่งปีแรก

นั่นเป็นผลเนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศ ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ผลกระทบสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้การส่งออกยังคงหดตัวทั้งรายการสินค้าและตลาดส่งออกหลัก ซึ่งสถานการณ์ยังไม่แน่นอนและยืดเยื้อ รวมถึงกรณี Brexit การบริโภคและการลงทุนภายในประเทศแผ่วลง มีเพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขยายตัวดีขึ้น

ภาคเอกชนจึงหวังเห็นมาตรการเสริมจากภาครัฐ ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งประกันรายได้สินค้าเกษตร ชิม ช้อป ใช้ ที่คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนสองสามหมื่นล้าน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.1-0.2% ซึ่งชดเชยผลกระทบจากปัจจัยภายนอกได้บ้างแต่ไม่ทั้งหมด

ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ปรับลดจีดีพี ปี 2562 เหลือเพียง 2.8% หรืออยู่ในกรอบ 2.5-3% จากเดิมประมาณการไว้ 3.1% มาจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯยืดเยื้อ ทำให้การส่งออกในช่วง 8 เดือนแรก หดตัวมากกว่าคาดการณ์ไว้ และประเมินเศรษฐกิจทรุดยาวถึงปีหน้าโตต่ำกว่า 3%

เช่นเดียวกันกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปรับลดการขยายตัวของจีดีพีปีนี้ลงมาอยู่ที่ 2.8% เช่นกัน

ขณะที่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ได้ปรับลดตัวเลขจีดีพีปีนี้ลงเหลืออัตราการเติบโตที่ 2.8% ต่อปี จากเดิมเมื่อเดือนมิถุนายน 2562 กนง. คาดการณ์ว่าจะโตได้ 3.3% เป็นการปรับลดลงเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 ที่ลดลงจาก 4.2% เหลือ 4% ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2562 ปรับลดเหลือ 3.8% จากนั้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2562 ลดเหลือ 3.3% และรอบล่าสุดลดเหลือ 2.8% จากเหตุปัจจัยที่ไม่แตกต่างกันกับ กกร. และ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

นอกจากนั้น ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ยังปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ เหลือเติบโต 3% จากเดิมคาดการณ์ที่ 3.2% เช่นกัน

สำหรับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ยังเชื่อมั่นการเติบโตของจีดีพี ยังจะอยู่ที่ 3% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าจะเห็นผลชัดเจนขึ้นในเดือนตุลาคมนี้

อัดโปรแรงๆ กันต่อเนื่องกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี เรียกคะแนนนิยมทางการเมือง เรียกความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย เพิ่มเงินใน “เป๋าตังค์” ให้ตุง เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน.


กำลังโหลดความคิดเห็น...