xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิกฤต “ไฟป่าพรุไทย” หายนะไม่แพ้ “แอมะซอน”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงทั่วโลก โดยเฉพาะ “ไฟป่าแอมะซอน” ที่ลุกโชนต่อเนื่องหลายสัปดาห์ สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เพราะผืนแห่งนี้เปรียบเสมือนปอดของโลก ที่ผลิตออกซิเจนกว่า 20% หมุนเวียนอยู่ทั่วโลก

ส่วนในเมืองไทยตั้งแต่ต้นปี 2562 เกิดวิกฤตไฟป่าในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ส่งผลต่อสุขภาพกระทบภาคการท่องเที่ยว ไฟป่าลุกโชนทั่วประเทศตรวจพบจุดความร้อน (Hotspots) เกิดไฟป่าพุ่งสูงทำลายสถิติปีที่ผ่านมาราบคาบ

ล่วงเวลาเข้าสู่กลางปีไฟป่ายังคงลุกลามเหนือจรดใต้ ล่าสุด สถานการณ์ “ไฟป่าพรุควนเคร็ง” จ.นครศรีธรรมราช โหมกระหน่ำหลายสัปดาห์ สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ป่าเสียหายไปแล้วกว่า 15,000 ไร่ แต่งานนี้มีเสียงกระซิบว่าตัวเลขความเสียหายจริงๆ น่าจะสูงราวๆ 45,000 ไร่

ปีนี้ไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งรุนแรงขึ้นมาก สร้างผลกระทบในวงกว้าง ผืนป่าเสียหายหลายหมื่นไร่ สัตว์ป่าหลากหลายชนิดตายกลางเปลวเพลิง เปลวไฟลุกลามบ้านเรือนประชาชน ลามไปถึงสวนปาล์มของชาวบ้าน ควันดำโขมงพวยพุงไปทั่วบริเวณ สร้างมลพิษทางอากาศลอยเข้าไปยังพื้นที่ชุมชน โรงพยาบาล โรงเรียนเรียน ฯลฯ

สำหรับ “ป่าพรุควนเคร็ง” มีพื้นที่ประมาณ 223,320 ไร่ อาณาติด 3 จังหวัดตั้งแต่ลุ่มน้ำปากพนังในเขต อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.เชียรใหญ่ อ.หัวไทร อ.ชะอวด อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ติดต่อกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง และตอนบนของทะเลสาบสงขลา จ.สงขลา พื้นที่รอบบริเวณป่าพรุควนเคร็ง เป็นที่อยู่อาศัยของชุมชน 22,830 ครัวเรือนหรือประมาณ 117,500 คน ส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตแบบชุมชนเกษตร ประกอบอาชีพทำนาทำไร่ เลี้ยงสัตว์ และประมง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหมอกควันไฟป่า 99 เปอร์เซ็นต์เกิดจากฝีมือมนุษย์ทั้งสิ้น เพราะส่วนใหญ่เกิดจากการเผาป่า หาของป่า ล่าสัตว์ ทำไร่เลื่อนลอย รวมทั้ง การเผาป่าที่มีนัยทางการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ

นายไสว ทองดำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเคร็ง อ.ชะอวด ให้ข้อมูลว่าคนเผาป่าแบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ 1. ชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบป่าพรุควนเคร็ง เผาเพื่อต้องการเข้าไปจับจองพื้นที่ เผาเพื่อให้พื้นที่ป่ากลายเป็นป่าเสื่อมโทรมแล้วเข้าไปจับจองก่อนจะขายให้นายทุน เพื่อรวบรวมไปใช้ในการปลูกปาล์มและยางพารา 2. นักการเมืองและเครือข่าย รวมทั้งผู้มีอิทธิพลจ้างวานให้ขาวบ้านเข้าบุกรุก เพื่อจุดประสงค์เหมือนกับนายทุนกลุ่มแรกคือ เพื่อให้พรุควนเคร็งกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ก่อนจะเข้าปลูกพืชเศรษฐกิจ และเมื่อมีโอกาสก็จะหาทางออกเอกสารสิทธิ เพื่อพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรม และ 3. ข้าราชการบางคนทำตัวเพิกเฉยปล่อยให้มีการตัดโค่น เพื่อให้ส่วนกลางเข้ามาช่วยเหลือ ด้วยการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ พร้อมกับเม็ดเงินงบประมาณที่ไหลเข้ามา

เป็นที่น่าจับตามมองหลังเพลิงสงบผืนป่าเหี้ยนเตียนมีกลุ่มบุคคลเข้าไปรังวัดจับจองพื้นที่พรุควนเคร็งที่ถูกไฟไหม้ จัดแบ่งเป็นแปลงๆ ละ 30 ไร่ มีการนำเสาปูนปักเป็นแนวเขตรวมกันแล้วนับพันไร่

รวมทั้ง ตัวเลขงบประมาณในภารกิจควบคุมไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง ปี 2562 สูงถึง 300 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองจาก ส.ส. ในพื้นที่ นายเทพไท เสนพงศ์ เสนอเมกะโปรเจกต์ขุดคลองรอบพรุ งบประมาณ 10,000 ล้านบาท อ้างว่าเป็นแก้ไขปัญหาไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งที่ยั่งยืน แถมได้ถนนรอบคันคลอง เป็นป้องกันการบุกรุกป่าพรุควนเคร็งได้อย่างถาวร ซึ่งดูจะเป็นการซ้ำเติมเพิ่มปัญหาใหม่เข้าไปเสียมากกว่า

ที่ผ่านมา นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ประกาศตั้งรางวัลนำจับมือเผาป่าสูงถึงหัวละ 50,000 บาท จนแล้วจนรอดยังจับใครไม่ได้ เพราะวิธีการเผาที่ใช้ธูปเป็นตัวตั้งเวลากว่าไฟจะลุกไหม้มือเผาก็เผ่นหนีไปไกล

“ต้นเหตุไฟไหม้ป่าพรุ ยังมาจากฝีมือคนที่เผาเตรียมฟื้นที่การเกษตร สวนปาล์มน้ำมัน ยางพารา ออกจากพื้นที่ตัวเองเพื่อบุกรุกขยายพื้นที่เข้ามาในเขตป่า นอกจากนี้ยังมาจากการตีผึ้ง แม้แต่หาปลา ที่ต้องเผาหญ้าออกไปให้จับปลาในพรุ” นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าว

ปัญหาไฟป่าพรุควนเคร็งที่เกิดจากฝีมือมนุษย์เรื้อรังแล้วนานหลายสิบปี เพียงแต่ครั้งนี้รุนแรงมากไปกว่าปีก่อนๆ สาเหตุมากจาปริมาณน้ำของป่าพรุควนเคร็งในปีนี้ลดลงไปมากจนเกิดความแห้งแล้งอย่างหนัก ตามข้อมูลจากโครงการพระราชดำริในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ระบุว่า ป่าพรุควนเคร็งมีระดับพื้นที่เฉลี่ยประมาณ -0.2 เมตร เมื่อถึงฤดูแล้ง หากระดับน้ำในป่าพรุลดลงถึงระดับ -0.2 เมตร จะทำให้เกิดไฟไหม้ป่าพรุ

กอปรกับปี 2662 เกิดภาวะภัยแล้งฝนทิ้งช่วงคล้ายกับปี 2554 ส่งผลให้เกิดไฟไหม้พรุควนเคร็งครั้งใหญ่ นายอิศเรศ จิระรัตน์ หัวหน้าชุดปฏิบัติการดับไฟป่า หรือ เหยี่ยวไฟ กรมป่าไม้ อธิบายสถานการณ์ไฟป่าพรุที่เกิดขึ้นรุนแรงว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากภัยแล้ง ทำให้ระดับน้ำในป่าพรุแห้งขอด น้ำส่วนหนึ่งไหลลงคลองที่ระบายสู่ทะเล ขณะเดียวกัน โดยรอบป่าพรุมีการปลูกปาล์มน้ำมันของชาวบ้านต้องการน้ำมาก เมื่อชาวบ้านขุดคลองบริเวณโดยรอบ ส่งผลให้น้ำที่หล่อเลี้ยงป่าพรุแห้งลง

ช่วงที่เกิดไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งเป็นช่วงที่แทบไม่มีน้ำในพรุ นอกจากนี้ยังพบว่าหมีการทำคันกั้นน้ำไม่ให้ไหลเข้าป่าพรุ ซึ่งปัญหาระดับน้ำในป่าพรุควนเคร็งไม่ใช่ปัญหาใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ย้อนกลับไป ช่วงปี 2552 ทีมคณะนักวิชาการจากสถาบันทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ลงพื้นที่สรุปสาเหตุโดยมีข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาไว้ว่า

รัฐควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจนว่า ควรจะอนุรักษ์ป่าพรุควนเคร็งไว้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือจะพัฒนาเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ควรมีการศึกษาความสมดุลของปริมาณน้ำในพื้นที่รับน้ำของป่าพรุ และสร้างกลไกในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุมการเปิดปิดประตูระบายน้ำคลองชลประทาน เพื่อรักษาระดับน้ำใต้ดินให้อยู่ใกล้ผิวดินตลอดทั้งปีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ และร่วมกันสนับสนุนให้พื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางนิเวศวัฒนธรรม เพื่อให้พรุควนเคร็งยังคงสภาพเป็นป่าพรุอยู่ได้ท่ามกลางภัยคุกคามต่างๆ

จากวันนั้นจวบจนวันนี้ผ่านมา 10 ปี ปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขซ้ำร้ายยังก่อปัญหาสาหัสมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการขุดคลองไส้ไก่และคลองระบายน้ำที่เพิ่มจำนวนขึ้น การเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ควบคุมไฟป่า จ.นครศรีธรรมราช เผยข้อมูลว่าพื้นที่ป่าพรุเมื่อเกิดไฟป่าแล้วจะดับไฟได้ยากมาก เนื่องจากด้านล่างของป่าพรุจะมีหลุม ทำให้มีถ่านหรือไฟที่ยังไม่ดับอยู่ภายใน และสภาพแวดล้อมภายในป่าพรุมีต้นไม้คล้ายคลึงกันมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่ชำนาญทางเกิดผลัดหลงได้ นอกจากนี้ จะมีควันไฟจำนวนมาก เพราะไม้ที่เป็นเชื้อเพลิงมีความชื้น สร้างความลำบากให้แก่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก

“99% ไฟไหม้ป่าพรุเกิดจากฝีมือมนุษย์ แต่ไฟไหม้ป่าพรุจะดับยากกว่าป่าในภาคเหนือเพราะไฟจะยังปะทุในพื้นที่ด้านล่าง แม้ว่าจะดับไปแล้วแต่ก็ยังมีโอกาสปะทุลุกติดไฟใหม่ได้ไม่เหมือนภาคเหนือที่เป็นไฟผิวดินดับไฟแยกเชื้อเพลิง ก็สามารถควบคุมได้ ซึ่งต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องจนกว่าจะมีฝนมาช่วยในการบรรเทาหรือดับไฟ” นายอิศเรศ จิระรัตน์ หัวหน้าชุด เหยี่ยวไฟ กรมป่าไม้ กล่าวย้ำเตือน

ข้อมูลเหล่านี้ส่งผลให้ประเด็นการเผาป่าที่มีนัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญสถานการณ์ไฟป่าการเมืองยังลุกโชกโชนในระดับชาติอีกด้วย

นอกจาก “ป่าพรุควนเคร็ง” แล้ว อีกหนึ่งป่าพรุที่ได้รับความเสียหายจากไฟป่าเช่นกันก็คือ “ป่าพรุพัทลุง” ซึ่งอยูในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยพัทลุง ที่บ้านหัวป่าเขียว หมู่ 7 ต.ทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง

ดร.เชิดศักดิ์ เกื้อรุ่ง นักวิชาการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง กล่าวว่า ไฟไหม้ป่าพรุในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ได้รับความเสียหายไปแล้ว 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด ระบบนิเวศน์ของผืนป่าถูกทำลาย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสัตว์เลื้อยคลานได้ตายลงไปจำนวนมาก สิ่งที่น่าเป็นห่วงนั่นคือ พื้นที่แรมซ่าไซร์ที่พรุควนขี้เสียน เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญของโลก หากไฟยังคงติดอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ อาจจะได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันผลกระทบที่จะตามมาคือ คนในชุมชนที่สัมผัสควันไฟได้รับสารกำมะถันนานๆ ร่างกายจะมีสารก่อมะเร็งโดยตรง ทั้งในระยะใกล้ และระยะยาว

ทั้งนี้ สถานการณ์ไฟป่าที่ “พรุพัทลุง” ได้คลี่คลายไปแล้ว โดยจ้าหน้าที่สามารถควบคุมไฟให้อยู่ในวงจำกัดได้หลังจากสภาพอากาศเป็นใจ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่สังคมต้องตระหนักต้นตอของ “ไฟป่า” อันเกิดจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “ซ้ำซาก” ในทุกๆ ปีเหมือนเช่นที่ผ่านมา