xs
xsm
sm
md
lg

อุดมการณ์การเมือง (๘) : นิเวศนิยม หลักคิดพิทักษ์โลก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

นิเวศนิยมในฐานะอุดมการณ์การเมืองอุบัติขึ้นในทศวรรษ ๑๙๖๐ เป็นปฏิกิริยาที่มีต่อการพัฒนาที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมและความทันสมัยของอุดมการณ์กระแสหลัก ซึ่งสร้างผลกระทบและทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รากฐานของนิเวศนิยมตั้งอยู่บนหลักคิด นิเวศวิทยา องค์รวม ความยั่งยืน จริยธรรมสิ่งแวดล้อม และหลังวัตถุนิยม

อุดมการณ์นิเวศนิยมแบ่งออกเป็น ๓ กระแสคือ นิเวศนวัตสมัย (modernist ecology) หรือสิ่งแวดล้อมนิยม นิเวศสังคม (social ecology) และนิเวศเชิงลึก (deep ecology)

หลักคิดนิเวศวิทยา (ecology) มองสรรพสิ่งในโลกเป็นระบบที่เชื่อมโยงอย่างซับซ้อนมีการเกื้อกูลกันและอยู่ร่วมกันอย่างมีดุลยภาพ มนุษย์เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง มิได้มีความเหนือกว่าหรือเป็นนายของสรรพสิ่งและสรรพชีวิตอื่น ๆ ในโลก ภัยพิบัติและหายนะของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน มีสาเหตุสำคัญมาจากการที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไปซึ่งทำลายและรบกวนดุลยภาพของธรรมชาตินั่นเอง

ชาวนิเวศนิยมเสนอหลักคิดแบบ “นิเวศเป็นศูนย์กลาง” (ecocentrism) หรือการให้ความสำคัญกับการดำรงรักษาดุลยภาพของระบบนิเวศ มากกว่าหลักคิดแบบ “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” (anthropocentrism) ที่มองว่าธรรมชาติมีไว้เพื่อตอบสนองความต้องการและผลประโยชน์ของมนุษย์เป็นหลัก และด้วยการยึดถือหลักคิดเชิงระบบ ทำให้ชาวนิเวศนิยมมองสรรพสิ่งเป็น “องค์รวม” ด้วย

หลักคิดแบบ “องค์รวมนิยม” (holism) เป็นความเชื่อที่ว่าองค์รวมของสรรพสิ่งมีความสำคัญมากกว่าส่วนประกอบย่อย และการที่เราเข้าใจองค์รวมได้จะต้องศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อย ขณะที่ส่วนย่อยมีความหมายก็ต่อเมื่อมีความสัมพันธ์กับส่วนย่อยอื่นและสัมพันธ์กับองค์รวม ด้วยมุมมองเช่นนี้ ชาวนิเวศนิยมบางคนเสนอความคิดที่เรียกว่า “พิภพมารดร” (Mother Earth) ขึ้นมา ซึ่งมองว่าสรรพสิ่งทั้งหลาย ภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเล ผืนดิน บรรยากาศ และตัว “พิภพ” เอง ล้วนแล้วแต่มีระบบการจัดการตนเอง ซึ่งเป็นรูปแบบของชีวิตทั้งสิ้น ดังนั้น พิภพจึงมีชีวิตด้วยตนเอง และชาวนิเวศนิยมอย่าง James Lovelock ได้ตั้งนามแก่โลกที่มีชีวิตว่า “กายา” (Gaia)

แนวคิด “กายา” ที่พัฒนาเข้าสู่ “อุดมการณ์นิเวศนิยม” ได้ส่งสารอันทรงพลังแก่มนุษย์ว่า เราควรเคารพสุขภาวะของโลก และพึงกระทำเพื่อรักษาความงดงามและความอุดมสมบูรณ์ของโลกเอาไว้ และยังเป็นการปฏิวัติความคิดที่เคยแยกส่วนระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตให้หลอมรวมเป็นเอกภาพแห่งชีวิต และความคิดนี้ส่งอิทธิพลให้ชาวนิเวศนิยมนำเสนอหลักความอย่างยั่งยืน (sustainability) ขึ้นมา

การพัฒนาสังคมซึ่งขับเคลื่อนโดยพรรคการเมืองที่ยึดถืออุดมการณ์กระแสหลักไม่ว่าจะเป็นอนุรักษ์นิยม เสรีนิยม และสังคมนิยมก็ตาม ล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางวัตถุและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นกระบวนการนำทรัพยากรธรรมชาติมารับใช้มนุษย์และสร้างมลพิษแก่ผืนพิภพทั้งสิ้น โดยเฉพาะนำเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้แล้วหมดไปมาเป็นแหล่งพลังงาน อันเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนนั่นเอง

ขณะที่ชาวนิเวศนิยมชี้ให้เห็นว่า เผ่ามนุษย์สามารถดำรงอยู่และรุ่งเรืองได้ หากพวกเขาตระหนักว่าตนเองเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในระบบอันซับซ้อนของ “ชีวมณฑล” (biosphere) พวกเขาย้ำว่า มีแต่สภาวะดุลยภาพของชีวมณฑลเท่านั้นที่ทำให้ชีวิตมนุษย์สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ ดังนั้นนโยบายและการกระทำต้องพิจารณาภายใต้หลักการของความยั่งยืนเท่านั้น

ความยั่งยืนกำหนดอย่างชัดเจนว่า ความทะยานอยากในการพัฒนาทางวัตถุของมนุษย์ควรมีขอบเขตจำกัด และควรผลิตในสิ่งที่ส่งผลต่อการทำลายระบบนิเวศของโลกให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ เช่น นโยบายพลังงานที่ยั่งยืน ควรมีเป้าหมายลดการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นถ่านหินหรือน้ำมันก็ตาม และควรแสวงหาและพัฒนาพลังงานทางเลือกที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังลม และพลังคลื่น เป็นต้น

อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ ชาวนิเวศนิยมมีความคิดไม่เหมือนกันเสียทีเดียว มีการแยกเป็นสามกลุ่มความคิด กลุ่มแรกคือ ชาวนิเวศนวัตสมัย (modernist ecologist) ซึ่งสนับสนุน “ความยั่งยืนแบบอ่อน” อันเป็นความพยายามผสานระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาระบบนิเวศเข้าด้วยกัน กลุ่มที่สองคือ ชาวนิเวศสังคม (social ecologist) และกลุ่มที่สามคือชาวนิเวศเชิงลึก (deep ecologist) ทั้งคู่สนับสนุน “ความยั่งยืนแบบเข้ม” ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และบางกลุ่มเห็นว่า ควรให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นศูนย์ และการสร้างสังคมในยุค “หลังวัตถุนิยม” ควรส่งเสริมให้ประชาชนอาศัยในชุมชนชนบทเล็ก ๆ และดำรงอยู่ด้วยเกษตรอินทรีย์ ทักษะทางช่างฝีมือ และหัตกรรม หรือ การหวนกลับคืนไปสู่ธรรมชาตินั่นเอง

การเมืองเชิงนิเวศนิยมยังเชื่อมโยงกับหลักการจริยธรรมสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยขยายพรหมแดนและทิศทางใหม่ของจริยธรรมออกไปหลากหลายมิติ นอกเหนือจากหลักจริยธรรมแบบเดิมอันมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง หลักจริยธรรมสิ่งแวดล้อมอย่างแรกคือหลักอนาคตกาล (futurity) หรือการกระทำใดในปัจจุบันต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ต้องคำนึงถึงคนรุ่นต่อไปในอนาคตด้วย ถัดมาคือ หลักการ “พิทักษ์นิเวศ” (ecological stewardship) ซึ่งหมายถึงแนวคิดที่ว่า คนแต่ละรุ่นมีหน้าที่ปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อมธรรมชาติเพื่อประโยชน์แก่คนรุ่นต่อไป และหลักการที่สามคือ หลักสิทธิสัตว์ (animal rights) ซึ่งเชื่อว่าสรรพสัตว์คือ “บุคคล” ที่ไม่ใช่มนุษย์ และพวกเขาสมควรได้รับการพิจารณาให้มีสถานะเหมือนกับมนุษย์ โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิในการดำรงชีวิต การได้รับสวัสดิการ และการปลอดจากการทารุณกรรมทั้งปวง

ไม่เพียงแต่เสนอแนวคิดในการขยายขอบเขตทางจริยธรรมออกไปเท่านั้น ชาวนิเวศนิยมยังวิพากษ์แนวคิดนิยมวัตถุและบริโภคนิยมอย่างรุนแรงว่า เป็นรากฐานของการสร้างวัฒนธรรมและค่านิยมที่ทำลายล้างและสร้างความเสื่อมสภาพแก่สิ่งแวดล้อม สังคมบริโภคนิยมส่งเสริมให้ผู้คนยึดถือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น มากกว่าการตระหนักถึงระบบนิเวศในระยะยาว และทำให้ผู้คนมองว่าธรรมชาติเป็นเพียงสินค้าหรือทรัพยากรที่รับใช้ความสะดวกสบายของมนุษย์เท่านั้น

ชาวนิเวศนิยมจึงได้นำเสนอหลักคิด “หลังวัตถุนิยม” (postmaterialism) ขึ้นมา โดยชี้ให้เห็นว่า การเมืองไม่ควรถูกครอบงำด้วยประเด็นทางเศรษฐกิจ หรือความเจริญทางวัตถุเป็นหลัก หากแต่ควรมุ่งไปยังประเด็น “คุณภาพชีวิต” ที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรม ความยุติธรรมทางการเมือง การบรรลุหรือการตระหนักรู้ศักยภาพตนเองของมนุษย์ ความเท่าเทียมทางเพศภาวะ สันติภาพโลก ความสมานฉันท์แห่งชาติพันธุ์ ระบบนิเวศ และสิทธิสัตว์

จากหลังการพื้นฐานทั้งห้าประการที่กล่าวมาข้างต้น สำหรับในเรื่องจุดยืนทางการเมืองและนโยบายที่มาจากอุดมการณ์นิเวศนิยมสามารถแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม คือ นิเวศนวัตสมัย นิเวศสังคม และนิเวศเชิงลึก

นิเวศนวัตสมัยเป็นรูปแบบของการเมืองสีเขียว (green politics) ซึ่งเป็นแนวทางที่ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมเกือบทั้งหมดใช้ในการปฏิบัติ เป็นแนวทางประนีประนอมระหว่างหลักคิดที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางกับการเน้นระบบนิเวศเป็นศูนย์กลาง หรือเรียกว่านิเวศนิยมแบบตื้นนั่นเอง พวกเขาตระหนักถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะมลพิษ การเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้แหล่งพลังงานที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และภาวะโลกร้อน จึงเสนอแนวทาง “ทุนนิยมที่ยั่งยืน” อันเป็นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต้องมีการควบคุมและจัดการไม่ให้ทำลายล้างสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาวของการพัฒนาที่ยั่งยืน

สำหรับนิเวศสังคมเป็นหลักคิดที่มองว่า ควรนำหลักการของนิเวศวิทยาไปใช้ในองค์การทางสังคมและชุมชน ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มย่อยขึ้นมาอีกสามกลุ่ม นั่นคือ นิเวศสังคมนิยม (ecosocialism) นิเวศอนาธิปไตย (eco-anarchism) และ นิเวศสตรีนิยม (ecofemism)

นิเวศสังคมนิยมมองว่าระบบทุนนิยมเป็นปรปักษ์ต่อสิ่งแวดล้อม และที่สังคมนิยมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากสาธารณะครอบครองความมั่งคั่ง ทุกคนก็จะได้รับประโยชน์จากความมั่งคั่ง ซึ่งในระยะยาวคือผลประโยชน์ของมนุษยชาติทั้งมวล ดังนั้นการพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการปฏิวัติเพื่อนำระบบสังคมนิยมมาแทนที่ระบบทุนนิยมนั่นเอง

ขณะที่นิเวศอนาธิปไตยเชื่อในสังคมที่ปราศจากรัฐ พวกเขาสนับสนุนการสร้างสังคมที่มีการกระจายอำนาจ และจัดตั้งองค์การปกครองตนเองในระดับชุมชนหรือหมู่บ้าน ชีวิตในชุมชนมีความใกล้ชิดกับธรรมชาติ แต่ละชุมชนพยายามบรรลุการพึ่งตนเองอย่างพอเพียงในระดับสูง ชุมชนจะมีความหลากหลายเชิงเศรษฐกิจ ผลิตอาหาร สินค้า และบริการ ทั้งด้านเกษตรกรรม หัตกรรม และโรงงานขนาดเล็ก การพึ่งตนเองแบบพอเพียงจะทำให้แต่ละชุมชนพึ่งพาสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ และก่อให้เกิดความเข้าใจความสัมพันธ์ของสรรพชีวิตในระบบนิเวศอย่างลึกซึ้ง

สำหรับนิเวศสตรีนิยมมองว่า ผู้หญิงมีความใกล้ชิดกับธรรมชาติ ไม่สามารถแยกออกจากจังหวะและกระบวนการของธรรมชาติได้ ผู้หญิงให้คุณค่ากับการช่วยเหลือเกื้อกูล ความร่วมมือ และการเลี้ยงดู ซึ่งเป็นค่านิยมที่มีคุณลักษณะของระบบนิเวศนั่นเอง ผู้หญิงจึงเป็นการสร้างของธรรมชาติ ขณะที่ผู้ชายเป็นการสร้างของวัฒนธรรม ในโลกของบุรุษ “ความฉลาด” ถูกจัดให้มีฐานะสูงกว่า “การหยั่งรู้” วัตถุมีคุณค่ามากกว่าจิตวิญญาณ และความสัมพันธ์แบบกลไกได้รับความเน้นย้ำมากกว่าความสัมพันธ์แบบองค์รวม ในแง่ของการเมืองวัฒนธรรม สิ่งนี้สะท้อนความเชื่อในการต่อสู้ การแข่งขัน และลำดับชั้นอำนาจ และการทำลายระบบนิเวศและความไม่เท่าเทียมทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเดียวกันภายใต้วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่นั่นเอง

จากนิเวศสังคมเคลื่อนไปสู่นิเวศเชิงลึก ชาวนิเวศเชิงลึกยึดกุมหลักการองค์รวมแบบเข้มข้น ให้คุณค่าแก่ธรรมชาติเท่าเทียมกับมนุษย์ เชื่อว่าสรรพสิ่งและสรรพชีวิตในชีวมณฑลมีคุณค่าทางศีลธรรมเท่าเทียมกัน ซึ่งแสดงออกถึงคุณความดีของธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพจะก่อให้เกิดสุขภาวะและเสถียรภาพ ชาวนิเวศเชิงลึกยังมีหลักคิดแบบพิทักษ์ปกป้องรักษาระบบธรรมชาติ ให้สรรพสิ่งดำรงอยู่อย่างที่มันเป็น และจำกัดผลกระทบของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเสนอให้มีการควบคุมประชากรมนุษย์ โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา และการหยุดยั้งผู้อพยพจากประเทศที่กำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วด้วย และที่สำคัญอีกอย่างคือ ชาวนิเวศเชิงลึกเชื่อว่า มนุษย์ควรอยู่อย่างเรียบง่ายและสร้างความตระหนักรู้ในจิตของตนเอง รวมทั้งไม่มีสิทธิลดความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของธรรมชาติ และควรมีการสถาปนาเขตปกครองใหม่ที่เรียกว่า “ชีวเขตนิยม” (bioregionalism) ขึ้นมาแทนชาติหรือรัฐแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

อุดมการณ์นิเวศนิยมในสังคมไทยเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมประมาณสามทศวรรษที่ผ่านมา และมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในรูปแบบของขบวนการเคลื่อนไหวอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความคิดนิเวศนิยมมีอิทธิพลต่อนโยบายและการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญหลายประเด็น เช่น การหยุดยั้งการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ การส่งเสริมพลังงานทางเลือก และสิทธิสัตว์ อย่างไรก็ตาม ในโลกการเมืองของรัฐสภาไทย ยังไม่มีพรรคการเมืองใดที่ยึดถืออุดมการณ์นิเวศนิยมมีตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแตกต่างจากหลายประเทศในตะวันตกที่สมาชิกพรรคกรีน มีที่นั่งในรัฐสภาของประเทศนั้นอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายพิทักษ์ ปกป้อง และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม