ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ในการประชุมครม. เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้ "กระทรวงมหาดไทย" แก้ระเบียบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในส่วนของเงินรายได้สะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ขณะนี้มีงบประมาณ 6 แสนล้านบาท เพื่อนำงบฯ ดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในการลงทุนโครงการส่วนท้องถิ่น โดยจะนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.เห็นชอบต่อไป
ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่ามีการหารือถึงการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบฯ ปี 2562 ในส่วนของงบฯลงทุน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมีการพูดถึงเรื่อง "เงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)" ทั้งหลายที่มีเงินสะสม
ซึ่งพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นำเรียนต่อครม.ในเรื่องการปลดล็อกให้สามารถนำเงินสะสม อปท. มาใช้ประโยชน์ให้กับการลงทุนให้กับท้องถิ่น ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนให้ได้โดยเร็ว แล้วจะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมครม.ต่อไป
ส่วนเงินสะสมอปท.มีจำนวนเท่าไรนั้น ไม่ได้มีการรายงานตัวเลขในที่ประชุมครม. แต่เท่าที่เคยมีการรายงานในคณะกรรมการชุดอื่นอยู่ที่ประมาณ 6 แสนล้านบาทได้ แต่จะสามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมดหรือไม่ ต้องดูเงื่อนไข กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ซึ่งรมว.มหาดไทย ก็จะดูว่าจะสามารถปลดล็อกได้มากน้อยเพียงใด
“รมว.มหาดไทยท่านรับปากว่าขอรับไปแล้วจะเร่งนำมาเสนอ ครม. ว่ามาตรการในการปลดล็อกจะทำได้อย่างไรบ้าง ท่านบอกว่ามีกฎ ระเบียบอยู่ แต่จะนำกลับมาเสนอให้เร็วที่สุด”
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2560 รัฐบาลคสช. ที่ ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา กระทรวงมหาดไทยได้รายงานให้ครม.รับทราบว่า ณ วันที่ 30 ก.ย. 60 อปท.มีเงินสะสมประมาณ 318,000 ล้านบาท สามารถนำมาใช้จ่ายได้ประมาณ 150,000 ล้านบาท โดยเห็นชอบให้สำนักงบประมาณ กำหนดเงื่อนไขให้ อปท. สามารถนำเงินสะสมของตนเองไปสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ได้ เช่น การซ่อมแซมถนนหนทาง สนามกีฬา ระบบระบายน้ำ เป็นต้น
และ “เงินสะสมดังกล่าว”ก็ไม่ต้องใช้มติครม. เพราะตามปกติใช้ได้อยู่แล้ว ตามกฎหมายของมหาดไทย ซึ่งเป็นงบลงทุน ที่อปท.เบิกจ่ายไม่หมด และ “ตกค้าง”รวมกันราว 1.5-1.7 แสนล้านบาท
มติ ครม.ในคราวนั้น กำหนดให้กระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงการคลัง ไปหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขกฎระเบียบที่ทำให้ไม่สามารถนำเงินค้างจ่ายของ อปท.ออกมาใช้ให้ได้
ล่าสุด 2562 กระทรวงมหาดไทย ได้รายงานให้ ครม.รับทราบว่า ณ วันที่ 30 ก.ย. 61 อปท. มีเงินสะสมประมาณ 600,000 ล้านบาท โอ้โห!!! สูงกว่าเท่าตัว
ตั้งแต่วันนั้นมาถึงวันนี้ กระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงการคลัง หัวยุ่งกับการแก้ระเบียบ ไปแล้วหลายฉบับ! เช่น ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543, ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษา และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 หรือหลักเกณฑ์ ตามหนังสือ มท 0808.32/ว1438 ลว 10 มี.ค.59 เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น
เป็นตัวเลขล่าสุดและข้อมูลที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ "รัฐบาลประยุทธ์2/1" กำเอาไว้
นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ยังยืนยันว่าจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ เป็นผู้กำกับการใช้เงินงบประมาณ แทนอปท.ที่เป็นผู้ใช้เงิน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส
สอดรับกับแนวคิดของ นายสมคิด ที่จะนำเงินของอปท. มาจ้างงานส่งเสริมให้เกิดวิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวระดับชุมชน เพื่อให้เกิดการจ้างงาน และมีเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ระดับท้องถิ่น โดยให้ อปท.เป็นหน่วยงานหลักในการเสนอโครงการเข้ามา
ครม.คราวนั้นฝันว่า วงเงินก้อนแรกจาก 1.5-1.7 แสนล้านบาท “ล็อตแรก”น่าจะนำมาใช้ได้ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท มีโครงการเกี่ยวกับการ “พัฒนาการท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น” หรือ “โครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชน” ทั้งเก่าหรือใหม่ ที่รอใช้เงินอยู่”
มีการสรุปตัวเลขเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ย้อนหลัง 4 ปี (55-58) พบว่า อบจ.มีเงินสะสม 25,254 ล้านบาท เทศบาล มีเงินสะสม 98,570 ล้านบาท อบต. มีเงินสะสม 82,874 ล้านบาท โดยรวมเงินสะสมทั้งสิ้น 215,104 ล้านบาท ขณะที่ปี 59 อปท. 3 ระดับ มีเงินสะสม 384,544 ล้านบาท เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้จัดสรรเงินอุดหนุนให้ อปท.มาต่อเนื่อง เช่น ปี 57 ตั้งงบอุดหนุน 215,024.84 ล้านบาท ปี 58 จำนวน 257,930.08 ล้านบาท ปี 59 จำนวน 246,226.97 ล้านบาท
ย้อนกลับไปดู แนวคิดการใช้เงินสะสมของอปท. ที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้เคยมีแนวคิดนำเงินสะสมมาใช้แล้วก้อนหนึ่ง โดยเมื่อ 23 ก.พ. 59 กระทรวงมหาดไทย ได้เสนอครม. เพื่อนำเงินสะสมของ อปท. มาสนับสนุนนโยบายรัฐบาล รายละเอียดระบุว่า เนื่องจาก อปท.มีเงินเหลือจ่ายจำนวนหนึ่งที่ตกเป็นเงินสะสม และอปท.สามารถนำเงินสะสมไปใช้จ่ายในกิจการด้านบริการชุมชนและสังคม หรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยการอนุมัติของสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นได้
"แต่ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้มีข้อทักท้วงเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินสะสมของอปท.ว่ามี อปท.หลายแห่งใช้จ่ายเงินสะสมโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับส่วนรวม และบางกรณีมีการใช้จ่ายลักษณะสุ่มเสี่ยงจะขัดต่อกฎหมาย"
มหาดไทย จึงกำหนด “หลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินสะสม”อย่างเข้มงวด รัดกุม โดยอปท.จะใช้จ่ายเงินสะสมได้จะต้องเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน ไม่อาจไปรอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ หาก อปท.สามารถนำเงินสะสมเหล่านั้นมาใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลได้ก็จะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศโดยรวม
จึงเสนอ ครม.ให้ทราบถึงแนวทางที่จะดำเนินการเพื่อให้ อปท. นำเงินสะสมไปใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาล “เป็นเรื่องเร่งด่วน”ที่จะต้องดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2559 โดยมหาดไทยได้กำหนดกรอบประเภทโครงการที่จะดำเนินการ 5 โครงการ ได้แก่ 1. สนับสนุนการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2. การปรับปรุงหรือจัดให้มีแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร 3. ปรับปรุงหรือจัดให้มีแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 4. ส่งเสริมการท่องเที่ยว และ 5. ส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศ
ต่อมา 17 มี.ค. 59 นายสมคิดได้ประชุมร่วมกับอปท. ในประเด็นด้านการท่องเที่ยว "มีการหารือเกี่ยวกับเงินสะสมของ อปท.เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว 6 หมื่นล้านบาท โดยได้เน้นถึงข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินของท้องถิ่น การดำเนินการต้องให้ท้องถิ่นได้รับประโยชน์สูงสุด”
สรุปในวันนั้นคือจะมีการ “สร้างสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในท้องถิ่นทั่วประเทศ"
ต่อมา 13 ก.ย. 59 ครม.ได้เห็นชอบ “มาตรการปลดล็อกให้ อปท.นำเงินสะสมมาลงทุนและพัฒนาท้องถิ่น” ในกรอบ 19,795 ล้านบาท ให้ อปท.ไปใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นเงินจากรัฐบาลในลักษณะเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ และเงินสะสมของอปท. อย่างละครึ่ง หรือฝ่ายละ 9.8 พันล้านบาท โดย อปท.7,851 แห่งทั่วประเทศได้เสนอโครงการ
"มติครม.มีเงื่อนไขว่า โครงการที่เสนอต้องไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการที่ได้รับการอนุมัติในปีงบประมาณ 59-60 แต่ถ้าโครงการที่มีอยู่แล้ว แต่เงินไม่พอก็ขอเพิ่มได้”และวันที่ 31 ต.ค. 59 กระทรวงมหาดไทย ได้ออกหนังสือด่วนที่สุด หนังสือ มท 0808.2/ว6222 เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินสะสมของ อปท. เพื่อรองรับมติ ครม. 13 ก.ย. 59 โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ กำกับดูแลการใช้จ่ายเงินสะสมให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบของทางราชการ
เมื่อเดือน ธ.ค. 59 กระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือถึง อปท.ทั่วประเทศ ให้รายงานผลการใช้จ่ายเงินสะสมตามมาตรการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับ อปท. โดยพบว่าจำนวน อปท. ที่ขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามมาตรการดังกล่าว (ถึงวันที่ 6 ธ.ค. 59) มีจำนวนค่อนข้างน้อย และพบว่ามีอปท. ไม่ขอรับสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว
ต่อมา กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือด่วนให้มีการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว จากรายงานดังกล่าว ทำให้ กระทรวงมหาดไทย รับทราบปัญหาที่อปท.ไม่ขอรับเงินสมทบจากภาครัฐ เช่น สภาท้องถิ่นไม่เห็นชอบให้จ่ายขาดเงินสะสม ยังพบว่าผู้บริหารท้องถิ่นไม่เสนอโครงการเพื่อขอใช้เงินสะสม ให้สภาท้องถิ่นพิจารณา ท้องถิ่นบางแห่งจำนวนเงินสะสมมีเหลือไม่เพียงพอที่จะจัดทำโครงการ โดยไม่ต้องขอเงินสมทบ บางแห่งจำนวนเงินสะสม หลังจากหักสำรองรายจ่ายที่จำเป็นฉุกเฉินแล้ว มีเหลือไม่เพียงพอที่จะสมทบในอัตรา 1 : 1 (รัฐบาล 1 อปท.1) และท้องถิ่นมีจำนวนเงินสะสมหลังจากหักสำรองรายจ่ายที่จำเป็นฉุกเฉินแล้วติดลบไม่สามารถนำเงินมาใช้จ่ายได้
นอกจากนี้ยังพบว่า สาเหตุที่ อปท.บางแห่งยังไม่ขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลนั้น เกิดจากหลักเกณฑ์โครงการที่จะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการในข้อบัญญัติ หรือเทศบัญญัติงบรายจ่ายปี 2560 ของท้องถิ่น และหลักเกณฑ์ที่ อปท. จะต้องง่ายเงินสะสมในจำนวนที่ไม่น้อยกว่างบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรสมทบให้
กลับมาที่เงินสะสมของ อปท.ปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเงินสดฝากธนาคาร และเงินฝากประจำ ประมาณ 292,827 ล้านบาท ซึ่งเงินฝากจำนวนนี้หักภาระหนี้สินทั้งหมดแล้ว 2 กระทรวง คือ มหาดไทย และคลัง จะเป็นเจ้าภาพ กำหนดแนวทางการบริหารเงินฝากให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนและประชาชนในทองถิ่น
ตามแผนแล้ว “การลงทุนสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน” เกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพในชุมชน เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นเพื่อขยายตัวเศรษฐกิจระดับภูมิภาคในระยะยาว ตามแนวคิด “สร้างสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่” ในท้องถิ่นทั่วประเทศ ของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่สุด
ในคราวประชุม ครม.สัญจรที่ จ.สงขลา มีข้อเสนอจาก "นายนิพนธ์ บุญญามณี" รมช.มหาดไทย "มท.2" ในสมัยยังเป็นนายก อบจ.สงขลา ในฐาน อปท.ที่จะต้องเอาเงินสะสมของตัวเอง ไปให้รัฐบาลใช้ เสนอว่า จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์การนำเงินท้องถิ่นมาใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นว่า มีปัญหา อุปสรรค และหลักเกณฑ์อย่างไร เนื่องจากเงินท้องถิ่นกว่า 1.5 แสนล้านบาท มีหลักเกณฑ์การนำเงินไปใช้ค่อนข้างเข้มงวด เพราะกำหนดอนุญาตให้ใช้เฉพาะเกิดวิกฤตในท้องถิ่น และกำหนดประเภทของการใช้เงินไว้ชัดเจน ดังนั้นจะต้องมีการแก้ระเบียบของกระทรวงมหาดไทยก่อน ถึงจะสามารถนำเงินไปใช้ได้"
ปัจจุบันผ่านมา 3 ปี เงินรายได้สะสมของ อปท. ขณะนี้มีรวมกว่า 6 แสนล้านบาท


