xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

จ่ออัด ”ยาแรง” รับมหาศึกสหรัฐ-จีน คุมหนี้ครัวเรือนพุ่งยังเอาไม่อยู่

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เตรียมนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเสนอเข้าที่ประชุมครม.เศรษฐกิจนัดแรกวันที่ 19 ส.ค.62
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - อาฟเตอร์ช็อกสั่นสะเทือนเลือนลั่นกันไปทั้งโลกเมื่อสองมหาอำนาจ สหรัฐฯ-จีน ระเบิดมหาศึกสงครามการค้าครั้งใหม่ คราวนี้ไม่เพียงเขย่าโลกการค้าเท่านั้นแต่ลามมาถึงโลกการเงินกระทบการลงทุนถ้วนหน้า ขณะที่ไทยยังเจออีกเด้งจากปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่งไม่หยุด “ขุนคลัง” เตรียมอัดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจแพกเกจใหญ่รับศึกรอบด้าน
             
   การฉีก “สัญญาพักรบ” ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ด้วยการประกาศว่าจีนไม่ทำตามสัญญาว่าจะซื้อสินค้าทางการเกษตรของสหรัฐฯ ในปริมาณมาก จึงตอบโต้ด้วยการกำหนดมาตรการรีดภาษีสินค้านำเข้าจากจีนรอบใหม่ มูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ เป็นผลให้ข้อตกลงสงบศึกทางการค้าระหว่างประธานาธิบดี ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ซึ่งตกลงกันในซัมมิต G20 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2562  ที่โอซากา ประเทศญี่ปุ่น ที่ว่าทั้งสองฝ่ายจะกลับมาเจรจาเศรษฐกิจการค้ากันอีกครั้งในปีนี้และวอชิงตันจะไม่ขึ้นภาษีการค้าต่อสินค้าจีนอีกนั้นพังทลายลง
             
   พญามังกรตอบโต้อย่างฉับพลันด้วยการที่บริษัทต่างๆ ของจีนหยุดซื้อสินค้าทางการเกษตรของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม แถมยังขู่ด้วยว่าอาจใช้มาตรการรีดภาษีผลิตภัณฑ์จากฟาร์มของอเมริกา หลังจากจีนปล่อยให้สกุลเงินหยวนอ่อนค่าในระดับ 7 หยวนต่อดอลลาร์ในวันก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งทศวรรษ เพิ่มดีกรีความร้อนระอุด้วยว่าศึกยกใหม่นี้กำลังลุกลามใหญ่โตจากโลกการค้าสู่การเงิน การลงทุน
             
   ทางการจีน บอกว่าคำกล่าวหาของทรัมป์ที่ว่าจีนไม่ซื้อสินค้าเกษตรในปริมาณมากตามข้อตกลงนั้นเป็นเรื่องไม่มีมูลความจริง แต่ ทรัมป์ ก็ว่าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ส่งออกได้ลดลง จนต้องแถลงแผนใช้งบสูงสุด 2,800 ล้านดอลลาร์ สำหรับชดเชยแก่เกษตรกรสหรัฐฯ ที่สูญเสียรายได้จากข้อพิพาททางการค้า ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทรัมป์ ที่อยู่ระหว่างฤดูกาลหาเสียงในศึกเลือกตั้งไพรแมรี

จากข้อมูลของคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและการปฏิรูปแห่งชาติของจีน ระบุจีนซื้อถั่วเหลือง 130,000 ตัน, ข้าวฟ่าง 120,000 ตัน, ข้าวสาลี 60,000 ตัน, เนื้อหมูและผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมู 40,000 ตันและฝ้าย 25,000 ตันจากสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม โดยรวมแล้ว จีนซื้อสินค้าทางการเกษตรในฤดูกาลเก็บเกี่ยวปีที่แล้ว 14.3 ล้านตัน ถือว่าน้อยที่สุดในรอบ 11 ปี และยังเหลืออีกราว 3.7 ล้านตันที่ยังรอการส่งมอบ ขณะที่จีนเคยซื้อถั่วเหลืองของอเมริกาถึง 32.9 ล้านตันในปี 2017 ก่อนสงครามการค้าจะปะทุขึ้น              

ส่วนข้อมูลกระทรวงการเกษตรสหรัฐฯ ณ วันที่ 25 กรกฎาคม สหรัฐฯส่งออกถั่วเหลือง 10.1 ล้านตันไปจีนในปีการตลาดปัจจุบัน ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 31 สิงหาคม ลดลงจากระดับ 27.5 ล้านตัน ที่ส่งออกไปในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

“การที่จีนประกาศจะไม่ซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ จะทำให้เกษตรกรอเมริกันนับแสนๆ เดือดร้อน” นาย Zippy Duvall ประธานสภาการเกษตรแห่งอเมริกา กล่าวหลังจากที่จีนแถลงมาตรการโต้ตอบ และยังเผยว่าการส่งออกสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯไปยังจีน ลดลง 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ในครึ่งแรกของปี และเกษตรกรกำลังเผชิญภาวะขาดทุนย่อยยับ

การโหมกระพือสงครามการค้าที่สร้างความปั่นป่วนต่อตลาดการเงิน ทั้งยังอาจส่งผลกระทบไปถึงห่วงโซ่อุปทานและบั่นทอนการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกด้วยนั้น ทรัมป์ กล่าวหาว่า “จีนปล่อยค่าเงินตัวเองให้ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการปั่นค่าเงิน ธนาคารกลางได้ยินหรือเปล่า? นี่คือการละเมิดครั้งใหญ่ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะทำให้จีนอ่อนแอลงอย่างมาก!”

ขณะที่ อี้ กัง ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ยืนยันว่า ค่าเงินหยวนในเวลานี้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของจีน และจีนจะไม่ใช้วิธีกดค่าเงินให้ต่ำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า ส่วนการอ่อนค่าของเงินหยวนเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามการค้า ความผันผวนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติ จีนยังไม่มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายค่าเงิน

เรียกได้ว่ามหาอำนาจตะวันออกและตะวันตกแลกกันหมัดต่อหมัดซัดกันนัวเนีย จนสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าและการเงินสั่นสะเทือนกันไปทั้งโลก และประเทศไทยก็ไม่อยู่ข่ายยกเว้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เงินหยวนที่อาจจะมีแนวโน้มขยับอ่อนค่าได้อีกในระยะใกล้นี้ น่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันให้สกุลเงินในภูมิภาคขยับอ่อนค่าลงตามไปด้วย โดยแรงกดดันด้านการอ่อนค่าของแต่ละสกุลเงินจะขึ้นอยู่กับ หลายองค์ประกอบ ได้แก่ 1. การพึ่งพาจีนเป็นตลาดส่งออก 2. สัดส่วนการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สูง จะเพิ่มความเปราะบางมากขึ้น หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวและสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ยืดเยื้อ และ 3. ปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอ อาทิ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และ/หรือมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับต่ำ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เงินรูเปียห์และเงินริงกิต เป็นสกุลเงินเอเชียที่ค่อนข้างเปราะบางต่อประเด็นเหล่านี้

สำหรับไทยแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความเปราะบางของเงินบาทต่อประเด็นเหล่านี้น่าจะอยู่ในระดับที่จำกัด เนื่องจากไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังมีแนวโน้มเกินดุล และทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี หากมองในอีกด้านหนึ่ง จังหวะการเคลื่อนไหวของเงินบาทในบางช่วงที่อาจไม่อ่อนค่าสอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ โดยเฉพาะเงินรูเปียห์ เงินริงกิต และ/หรือ เงินด่อง ย่อมมีผลทำให้ภาคการส่งออกของไทยสูญเสียแต้มต่อในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ ในภูมิภาค

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า จากข้อมูลที่เราเห็นกันในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการค้าของจีนและสหรัฐฯ Brexit และความขัดแย้งในภูมิภาค ประเด็นเหล่านี้ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนของโลกในช่วงนี้ปรับตัวลดลงจากการมอนิเตอร์มาตลอด 2-3 วันที่ผ่านมา แต่มีความชัดเจนขึ้น หลังเงินหยวนอ่อนค่าลงต่ำกว่าระดับ 7 ดอลลาร์ แตะที่ระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี ส่งผลกระทบการค้าทั่วโลก ส่งผลให้นักลงทุนปรับนโยบายการลงทุนทันที พร้อมแนะนำนักลงทุนให้ติดตามข่าวสารในช่วงนี้อย่างรอบด้านครอบคลุมทั่วโลก เพราะส่วนใหญ่เป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยจากต่างประเทศทั้งนั้น

สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ยกใหม่นี้ ในมุมมองของ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า จะยืดเยื้อแน่นอน สงครามการค้าคงจะไม่ยุติโดยง่าย ซึ่งล่าสุดจีนกดค่าเงินหยวนอ่อนค่าทำสถิติใหม่ในรอบ 10 ปีอยู่ที่ 7.084 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ คาดว่ารัฐบาลจีนอาจปล่อยให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงเพื่อตอบโต้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา หลังจากประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้า 10% มูลค่าทั้งสิ้นกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ส.อ.ท.จึงคาดหวังว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ประชุมหารือกันในวันที่ 7 สิงหาคม 2562 จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 1.75% ลงมา เพื่อดูแลเศรษฐกิจโดยรวมและลดแรงกดดันจากภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซ้ำเติมการส่งออกของไทยลดลง ซึ่งผลประชุมของ กนง.ในวันดังกล่าวได้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาตามเสียงเรียกร้องอยู่ที่ 1.50% และในวันถัดมา 8 สิงหาคม 2562 ส.อ.ท.ได้เข้าหารือกับแบงก์ชาติเพื่อหามาตรการดูแลค่าเงินบาทเพิ่มเติมหลังสงครามการค้าลามเป็นสงครามค่าเงิน รวมถึงแนวทางผลักดันการใช้เงินสกุลท้องถิ่นค้าขายกันเองในภูมิภาคเพื่อลดผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน

ความเคลื่อนไหวรับมือกับศึกใหญ่ครั้งนี้ นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งออกของไทยไปยังประเทศจีนและสหรัฐฯยังคลุมเครือ สภาหอการค้าฯ จึงเข้าพบกับแบงก์ชาติในช่วงบ่ายของวันที่ 8 สิงหาคม และในนามคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ชุดเล็ก ก็มีกำหนดการเข้าพบนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ วันที่ 14 ส.ค.นี้ เพื่อหาแนวทางกระตุ้นการส่งออกและการค้าชายแดนด้วย

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเพิ่งประชุมเพื่อมอบนโยบายการทำงานแก่ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ มีข้อสรุป 10 ภารกิจเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยภารกิจสำคัญนอกจากโครงการประกันรายได้สินค้าเกษตรสำคัญแล้ว ยังมีเรื่องการเร่งรัดการส่งออก โดยจะเน้นรักษาและขยายตลาดเดิม เปิดตลาดใหม่ ฟื้นตลาดเก่า และมุ่งขยายการค้าชายแดนและผ่านแดน รวมทั้งเร่งรัดการเจรจาค้างท่อ เช่น การผลักดันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ให้จบในปีนี้ การฟื้นการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) การทำ FTA กับตุรกี ศรีลังกา ปากีสถาน และอังกฤษ รวมถึงการหาข้อสรุปการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP)

อีกทั้งยังจะขันนอตกลไกขับเคลื่อนงาน เช่น การประชุมระดับกระทรวงเดือนละครั้ง, การประชุม กรอ.พาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนส่งออกและคุ้มครองผู้บริโภค, การประชุม 3 ประสาน เพื่อดูแลเรื่องสินค้าเกษตร และการใช้กลไกทูตพาณิชย์ เป็นทัพหน้าส่งเสริมและสนับสนุนเอกชนในการส่งออก และใช้พาณิชย์จังหวัดสนับสนุนผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาค

อาฟเตอร์ช็อกจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน จะฉุดส่งออกของไทยและฉุดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) มากน้อยแค่ไหน นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทยทำหน้าที่ประธานที่ประชุม กกร. ประเมินว่า กกร.ยังคงประมาณการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ทั้งปีคาดโตอยู่ที่ 2.9-3.3% จากปีก่อนโต 4.1% การส่งออกคาดติดลบ 1% หรือขยายตัวได้เพียง 1% จากปีก่อนโต 6.9% เงินเฟ้อคาดโต 0.8-1-2% ซึ่งแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญความท้าทายจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ที่มีความเสี่ยงจะรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาทที่สร้างแรงกดดันต่อทิศทางเศรษฐกิจให้มีแนวโน้มชะลอตัวลง

ขณะเดียวกัน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยชะลอตัวตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงรัฐเองก็คงจะมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง

มาตามเสียงเรียกร้องเตรียมอัดยาแรงรับศึกรอบด้าน งานนี้ นายอุตตม สาวนายน รมว.กระทรวงการคลัง ซึ่งหารือกับขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เสร็จสรรพ เตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแพกเกจใหญ่ครั้งแรกของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เฟสสอง ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ในระดับที่เรียกว่า “ยาแรง” หวังผลชัดเจนทุกระดับตั้งแต่รากหญ้าเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ผู้ค้ารายย่อย สตาร์ทอัพ  และท่องเที่ยวเมืองหลักเมืองรองรวมถึงท่องเที่ยวชุมชน โดยดึงสถาบันการเงินของรัฐ เข้ามาช่วยตามกลุ่มเป้าหมาย เช่น ธ.ก.ส. ออมสิน เอสเอ็มอีแบงก์ เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรน ในส่วนของรายย่อยผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ จะใช้เป็นเครื่องมือจากมาตรการที่ออกมา

ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จะนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเสนอเข้าที่ประชุมครม.เศรษฐกิจนัดแรกวันที่ 19 ส.ค.62

อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือที่มาในรูปของสินเชื่อจากสถาบันการเงินของรัฐตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจถึงแม้จะมีเป้าหมายชัดเจนเพื่อให้ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อลงทุน และบรรเทาทุกข์ร้อนของกลุ่มเกษตรกรจากภัยพิบัติ แต่ด้านหนึ่งจะซ้ำเติมปัญหาหนี้สินให้เพิ่มพูนขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะ “หนี้สินครัวเรือน” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสมาคมธนาคารไทยจับมือแบงก์พาณิชย์ลงนามแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ ซึ่งเป็นนโยบายของแบงก์ชาติที่ออกมาเพื่อดูแลปัญหาหนี้เกินตัวของภาคครัวเรือน

นางวจีทิพย์ พงษ์เพ็ชร ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ข้อมูลว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์หนี้ครัวเรือนเร่งตัวขึ้นมาก คนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้น มากขึ้น นานขึ้น โดยหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นกว่า 25% จากปี 2552 อยู่ที่ 53.5% เป็น 78.7% ในปี 2561 เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ส่วนอันดับ 1 เป็นเกาหลีใต้ อยู่ที่ 97.7% ซึ่งคนอายุ 60-69 ปี มีหนี้เฉลี่ย 453,438 บาทต่อราย และคนอายุ 70-79 ปี มีหนี้เฉลี่ย 287,932 บาทต่อราย จึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือนให้ลดลง

แนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบดังกล่าว ประกอบด้วย 5 ข้อ 1.การให้สินเชื่อโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อลูกค้า 2.การพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกค้า โดยสินเชื่อที่ไม่ควรทำคือสินเชื่อที่ผ่อนน้อยช่วงแรกแต่จ่ายก้อนใหญ่ในตอนหลังจนเกินความสามารถในการชำระหนี้ 3.การขายผลิตภัณฑ์โดยแจ้งรายละเอียดที่ชัดเจน ไม่กระตุ้นให้ก่อหนี้เกินจำเป็น4.การให้สินเชื่อโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้กู้ และยังมีเงินเหลือดำรงชีพได้ และ 5.กำหนดเงื่อนไขในสัญญาที่เป็นธรรมต่อลูกค้าเป็นหนี้เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

หลังการเซ็นเอ็มโอยูแบงก์ชาติอยากเห็นแบงก์พาณิชย์มีแผนปฏิบัติทันทีและปรับกระบวนการทำงานภายในให้ตอบโจทย์ทั้ง 5 ข้อ โดยอยากเห็นความชัดเจนภายในปี 2563  

นอกจากนี้ ธปท.ยังจะมีการติดตามภาระหนี้ต่อรายได้โดยเฉพาะสินเชื่อที่ให้แก่กลุ่มเปราะบาง ซึ่งต้องการให้สถาบันการเงินติดตามลูกค้าที่มีกลุ่มเสี่ยงรวดเร็วและใกล้ชิดมากกว่ากลุ่มปกติ โดย ธปท.จะเข้าไปติดตามกระบวนการภายในของสถาบันการเงินว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าคุณภาพหนี้ของสินเชื่อที่ปล่อยใหม่ดีขึ้นและหนี้เสียจะลดลง

ทั้งอัดแพกเกจใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งคุมหนี้ครัวเรือน ทั้งเร่งรัดส่งออก ทั้งเปิดเจรจาข้อตกลงการค้าค้างท่อรอบทิศ โชว์ฝีมือรับมหาศึกของสองมหาอำนาจที่กำลังลุกลามบานปลายใหญ่โต ส่วนผลลัพธ์จะออกมาเช่นใด ต้องติดตามกันต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น