xs
xsm
sm
md
lg

หรือ BOJO คือ Churchill ปี 2019

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


ช่วงกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 คนอังกฤษเกือบหมดกำลังใจ เมื่อถูกทิ้งระเบิดอย่างสาหัสจากกองทัพของฮิตเลอร์ ลอนดอนมีแต่ซากปรักหักพังและผู้สูญเสียชีวิตมากมาย

ถ้าไม่ใช่เพราะ Churchill ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษที่ปลอบขวัญและให้กำลังใจให้คนอังกฤษยืนหยัดต่อสู้ อังกฤษคงไม่เหลืออะไรมาถึงทุกวันนี้

นายกฯ Churchill คอยพูดให้กำลังใจไม่ให้คนอังกฤษย่อท้อ และมั่นใจในความถูกต้องที่จะต่อสู้กับอธรรมอย่างที่สุด โดยไม่ยอมแพ้ เขาจะชู 2 นิ้วเครื่องหมายตัว “V” หรือ “Victory” เพื่อให้ผู้คนฮึกเหิมและมั่นใจว่าจะได้ชัยชนะ

และแน่นอนว่า อังกฤษจะสู้กับฮิตเลอร์แลกหมัดต่อหมัดไม่ได้หรอก เพราะกองทัพของฮิตเลอร์ได้เข้ายึดครองทั้งกองทัพ และประเทศในยุโรปหลายแห่ง ดังนั้น อังกฤษจึงต้องสร้าง “พันธมิตร” เพื่อไปปราบฮิตเลอร์ ซึ่งการสร้างพันธมิตรนั้นก็ต้องอาศัยวาทศิลป์และความจริงใจ ซึ่ง Churchill ทำได้สำเร็จ ทำให้ประเทศพันธมิตรสามารถยอมร่วมเป็นร่วมตาย (ทหารพันธมิตรตายจำนวนมากเช่นกัน) จนถึงวางแผนลับไปขึ้นฝั่งที่นอร์มังดีเพื่อรุกตีกองทัพฮิตเลอร์ได้สำเร็จ

นายกฯ บอริส จอห์นสัน มีความสามารถดีเยี่ยมที่จะ “Connect” หรือเข้าถึงใจคนฟังได้อย่างเป็นธรรมชาติ และนั่นทำให้เขาชนะการเฟ้นตัวหัวหน้าพรรคและนายกฯ จาก ส.ส.และสมาชิกพรรคอนุรักษนิยมอย่างท่วมท้นชนิดได้คะแนนเป็น 2 เท่าของคู่แข่ง

แม้นายJeremy Corbyn หัวหน้าพรรคแรงงานที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน จะบอกว่า นายกฯ บอริสไม่ใช่ชนะการเลือกตั้งจากประชาชนอังกฤษทั้งหมดนะ แต่เป็นการเลือกจากภายในพรรคอนุรักษนิยมเท่านั้น และชาวสมาชิกพรรคนี้ก็มักเป็นผู้สูงอายุ ที่เมื่อครั้งการลงประชามติเมื่อ 3 ปีก่อน (สมัยนายเดวิด คาเมรอน) จากทั้งเกาะอังกฤษ ฝ่ายผู้สูงอายุและคนในชนบทจะเลือกให้ “ออก” จากอียูมากกว่าพวกที่ “ให้อยู่” กับอียูก็ตาม

แต่นายบอริสชนะแบบถล่มทลาย ซึ่งไม่มีข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นว่า พรรคอนุรักษนิยมซึ่งยังเป็นแกนนำรัฐบาล (มีคะแนนเสียงข้างมาก เมื่อร่วมกับพรรคจิ๋ว 1 พรรค) ต้องการให้นายบอริส หาทางออกสำหรับปัญหาใหญ่หลวงของเกาะอังกฤษขณะนี้ ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตติดต่อกันมาเกือบ 3 ปีแล้ว (หลังลงประชามติ) ที่เงินปอนด์ลดค่าลง ทำให้ข้าวของที่ต้องซื้อจากต่างประเทศราคาถีบตัวสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ...ขณะที่มีการเริ่มโยกย้ายการลงทุนจากกิจการใหญ่ๆ ที่ย้ายสำนักงานใหญ่ไปอยู่ที่เมืองใหญ่ของอียู เช่น สถาบันการเงิน, บริษัทประกัน รวมทั้งอุตสาหกรรมภาคผลิต เช่น บริษัทรถยนต์ก็ลดขนาดบริษัทหรือสำนักงานใหญ่ในอังกฤษลง แล้วไปขยายตั้งสำนักงานใหญ่ในอียู เป็นต้น

สุนทรพจน์แบบที่นายบอริสบอกกับเพื่อนสมาชิกพรรคอนุรักษนิยม เมื่อเขาได้รับชัยชนะท่วมท้นจากในพรรคคือ เขาได้บอกเป้าหมาชัดถ้อยชัดคำว่า จะมีภารกิจ 3 อย่างคือ

1. Deliver Brexit คือ การออกจากอียูต้องเกิดขึ้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย

2. Unite the Country คือรักและสามัคคีทั้งประเทศ (และรวมทั้งในพรรคของเขาด้วย)

3. Defeat Jeremy Corbyn คือ ต้องชนะและหัวหน้าพรรคแรงงานในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ซึ่งตัวย่อจากเป้าหมายทั้ง 3 คือ DUD ซึ่งนายบอริสบอกว่า มันเป็น DUD ไม่ได้ เพราะหมายถึงโง่เง่าเต่าตุ่น แต่จะต้องมีตัว “E” ด้วย

ซึ่งตัว “E” นี้สำคัญมากคือ “Energize” หมายถึงต้องมีชีวิตชีวา ไม่ใช่หวาดหวั่น, หวาดกลัว, ย่อท้อ, ไม่กล้าคิดกล้าทำ, หดหู่...ตรงข้ามต้องมองอย่างมีความหวังว่าเราจะทำได้ ด้วยทัศนคติ “Can Do” คือมองอย่างบวก มองแบบไม่กลัว ซึ่งเป็นการสร้างพลังทั้งกายใจให้กับตนเองที่จะฝ่าข้ามอุปสรรคใหญ่หลวงไปได้ในที่สุด

ถ้า “DUD” มีตัว “E” ต่อท้าย ก็จะกลายเป็น “DUDE” ซึ่งเป็นความหมายที่มีมิตร, เพื่อนคู่หูแทนที่จะโดดเดี่ยวหัวเดียวกระเทียมลีบ

บอริสจะใช้ภาษาง่ายๆ เพื่อสื่อต่อฐานเสียง และประชาชนของเขา โดยเขามีความเป็นกันเอง, เป็นมิตร และถึงลูกถึงคนด้วยจิตวิทยามวลชนที่มีสูงมาก ไม่พูดเร็วจนรัว, ไม่ดุดันกับผู้คนทั่วไป และไม่ใช้วาจาถากถางบาดใจเจ็บ และทำให้บางคนถึงกับรำพึงออกมาทางจอบีบีซีว่า เขาคือ Churchill ในปี พ.ศ.นี้นั่นเอง ที่จะขับเคลื่อนพาอังกฤษฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ รอดไปได้ถึงฝั่ง

แม้ว่า ลักษณะท่าทางของเขาหลายอย่างถ้ามองผ่านๆ จะนึกว่า เขาเป็นฝาแฝดของทรัมป์ ทั้งผมสีฟักทองที่ปล่อยชี้โด่ชี้เด่ หรือนโยบายหลักคือออกจากอียูเหมือนที่ทรัมป์ไปเที่ยวฉีกข้อตกลงหลายๆ อย่างที่ทำร่วมกับอียู ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงปารีสว่าด้วยโลกร้อน, ข้อตกลง JCPOA (หรือ 5+1) กับอิหร่าน และการประกาศสงครามการค้า (และเทคโนโลยี) กับจีนเกือบเต็มรูปแบบ รวมทั้งการสกัดกั้นจีนด้านความมั่นคง (คือทรัมป์โจมตีโครงการ BRI ที่จะสร้างสายพานเป็นถนนเชื่อมทั่วโลก)

แต่ในความเหมือนก็ยังมีความแตกต่าง เพราะบอริสเคยเป็นรมต.ต่างประเทศช่วงที่อิหร่านได้ตกลงทำสัญญา JCPOA ซึ่งบอริสไม่เห็นด้วยที่ทรัมป์จะฉีกสัญญากับอิหร่าน (เพียงเพื่ออยากแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาให้ครอบคลุมเนื้อหามากกว่านิวเคลียร์), หรือเรื่องโลกร้อน ซึ่งบอริสเห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ และขณะนี้อังกฤษก็กำลังเผชิญกับความรุนแรงแบบ New Normal ที่อุณหภูมิร้อนอย่างสุดๆ ทำลายสถิติ

ในความสัมพันธ์กับจีนทั้งเรื่อง BRI, การค้า, การลงทุน และเทคโนโลยี บอริสมองว่า อังกฤษได้ประโยชน์อย่างยิ่งจากจีนในความร่วมมือกับจีน รวมทั้ง 5G ด้วย

แม้แต่เรื่องผู้อพยพเข้าเมือง (immigration) บอริสก็เห็นด้วยกับการเปิดรับผู้อพยพ...ไม่ใช่ปิดประตูตายแบบทรัมป์ รวมทั้งคนข้ามเพศก็เช่นเดียวกัน ที่บอริสเป็นอนุรักษนิยมที่ค่อนข้างเปิดมาก

เขารู้ดีว่า เขาจะใช้สหรัฐฯ เพื่อเป็นประโยชน์ในการที่เขาจะต่อรองกับอียู แต่เขาจะไม่ทิ้งอียูโดยสิ้นเชิง เพียงแต่เขาจะต้องได้ประโยชน์จากอียูมากกว่าที่ผ่านมานั่นเอง

แม้จะมองลักษณะหลายอย่างคล้ายๆ กับทรัมป์ เช่น ความพลิกแพลงคงเส้นคงวาในคำพูดหรือคำพูดมีลูกล่อลูกชนมาก หรือการมีแฟนอายุคราวลูก (คนปัจจุบันอายุแค่ 31 คือ อ่อนกว่าเขา 25 ปี-พอๆ กับทรัมป์และเมลาเนีย)

แต่เขาน่าจะเป็นแฝดคนละฝากับทรัมป์ เพราะมีพื้นฐานการเรียนในระบบมาอย่างช่ำชองเป็นถึงนักเรียนดีเด่นทุนหลวง, มีความสามารถในการภาษาทั้งพูดและเขียนระดับเซียน และความเป็นผู้นำที่ผ่านการคัดเลือกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็กๆ เคยเป็นถึงประธานนักศึกษาของ Oxford มาแล้ว ไม่ใช่ปลิ้นปล้อนหลอกลวงอย่างนักธุรกิจผู้บูชาเงินเป็นใหญ่แบบทรัมป์ ที่ชอบยกตนข่มท่านอย่างน่าเกลียด...อย่างไรเสีย บอริสก็ยังเป็นผู้ดีอังกฤษทั้งแท่ง และมีความสามารถในการพลิกแพลงอย่างน่าพิศวง
กำลังโหลดความคิดเห็น...