ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ปี 2562 การแก้ปัญหาภัยแล้งถูกบรรจุเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นับเป็นการเผชิญวิกฤตการณ์ “ภัยแล้งนอกฤดูกาล” ครั้งใหญ่ของเมืองไทย
เขื่อนใหญ่ 17 แห่งกักเก็บน้ำได้ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ อ่างเก็บน้ำแห้งขอดกลายเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ สถานการณ์แม่น้ำโขงลดระดับผิดปกติต่ำสุดในรอบ 50 ปี ลำน้ำแหล่งน้ำหลายพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ซึ่งสถานการณ์ภัยแล้งส่งผลกระทบในวงกว้างทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่เกษตรกรตลอดจนประชาชนในเขตเมือง โดยเฉพาะภาคเกษตรขาดแคลนน้ำทำนา หลายพื้นที่ปลูกข้าวไปแล้วไม่แคล้วยืนต้นตาย ซ้ำร้ายยังเกิดเหตุเกษตรกรเปิดศึกแย่งน้ำ ต้นน้ำสูบเกลี้ยงปลายน้ำเดือดร้อนหนัก
สถานการณ์ภัยแล้งส่งผลให้ต้องจัดสรรปันส่วนน้ำอย่างรอบคอบเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤต ซึ่งเป้าหมายเฉพาะหน้าคือการกักเก็บน้ำสำหรับ “อุปโภคบริโภค” เป็นสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น ภัยแล้งกระทบผลผลิตตลอดจนรายได้ภาคเกษตร ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ประชาชาติ (GDP) วัดภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีการประเมินความเสียหายจาก “ภัยแล้งนอกฤดูกาล” ช่วง พ.ค. - ก.ค. 2562 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตข้าวนาปีเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้เกิดมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นราว 0.1 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP
ปรากฏการณ์เอลนีโญ
ฝนทิ้งช่วง 2 เดือนแล้งสาหัส
ความแปรปรวนของสภาพอากาศเป็นปัจจัยการเกิด “ภัยแล้งนอกฤดูกาล” หลายพื้นที่ต้องเผชิญสถานการณ์ขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ซึ่งส่อเค้ามาตั้งแต่ปีก่อนแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์ฝนทิ้งช่วงทำให้น้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร เป็นไปตามคำคาดการณ์ล่วงหน้าขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนทั่วโลกจะเกิดปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” หรือฝนมาน้อย ภัยแล้งมาเร็วและอยู่นาน
การคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ปี 2562 ระบุเอาไว้ชัดเจนว่าภัยแล้งมาเร็วและมีความรุนแรง กล่าวได้ว่าแล้งหนักสุดในรอบ 30 ปี แม้ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่กลางเดือน พ.ค. 2562 แต่ภาพรวมปริมาณน้ำฝนยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังอ่อน (Weak El Nino) ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งประเทศยังคงสูงกว่าค่าปกติราว 1 - 2 องศาเซลเซียส และทำให้เกิด “ภาวะฝนทิ้งช่วง” ราว 2 เดือนในเดือน มิ.ย. - ก.ค. 2562 นับเป็นสถานการณ์ภัยแล้งนอกฤดูกาล หรือภัยแล้งช่วงฤดูฝน
ก่อนหน้านี้กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ คาดการณ์ว่าตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2562 เป็นต้นมา คาดว่าปริมาณฝนที่จะตกในช่วงครึ่งแรกของฤดูฝน หรือระหว่างเดือน พ.ค.-ก.ค. จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติ 5-10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนครึ่งหลังของฤดู หรือระหว่างเดือน ส.ค. -ต.ค. จะมีปริมาณฝนใกล้เคียงกับค่าปกติ และคาดว่าจะมีพายุพัดผ่านประเทศไทย 1 - 2 ลูกในช่วงเดือน ส.ค. นี้
ทว่า ฝนตกในช่วงเดือน มิ.ย. - 15 ก.ค. ที่ผ่านมา มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าปกติ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคอื่นๆ เป็นไปตามคาดการณ์ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเอลนิโญกำลังอ่อน ส่วนครึ่งหลังฤดูฝนยังคงยืนยันเหมือนเดิมใกล้เคียงกับค่าปกติ เทียบใกล้เคียงกับปี 2550 และในปี 2562 นี้ มีปริมาณฝนมากกว่าปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่แล้งสุด ประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์
ปรากฏการณ์เอลนีโญส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ระดับน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับต่ำ เกิดวิกฤตเขื่อนใหญ่ทั่วประเทศ 17 แห่งจาก 35 แห่ง มีน้ำเก็บกักต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
ได้แก่ 1.เขื่อนแม่งัด มีน้ำ 29 เปอร์เซ็นต์ 2.เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีน้ำ 17 เปอร์เซ็นต์ 3.เขื่อนแควน้อย มีน้ำ 16 เปอร์เซ็นต์ 4.เขื่อนลำปาว มีน้ำ 26 เปอร์เซ็นต์ 5.เขื่อนลำพระเพลิง มีน้ำ 15 เปอร์เซ็นต์ 6.เขื่อนอุบลรัตน์ มีน้ำ 24 เปอร์เซ็นต์ 7.เขื่อนจุฬาภรณ์ มีน้ำ 28 เปอร์เซ็นต์ 8.เขื่อนห้วยหลวง มีน้ำ 22เปอร์เซ็นต์ 9.เขื่อนลำนางรอง มีน้ำ 23 เปอร์เซ็นต์ 10.เขื่อนมูลบน มีน้ำ 29 เปอร์เซ็นต์ 11.เขื่อนน้ำพุง มีน้ำ 20 เปอร์เซ็นต์ 12.เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำ 5 เปอร์เซ็นต์ 13.เขื่อนทับเสลา มีน้ำ 24 เปอร์เซ็นต์ 14.เขื่อนกระเสียว มีน้ำ 23 เปอร์เซ็นต์ 15.เขื่อนคลองสียัด มีน้ำ 13 เปอร์เซ็นต์ 16.เขื่อนขุนด่านปราการชล มีน้ำ 15 เปอร์เซ็นต์ และ 17.เขื่อนนฤบดินทรจินดา มีน้ำ 22 เปอร์เซ็นต์
นายสุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2562 เป็นต้นมา ภาพรวมเรื่องปริมาณน้ำฝนในประเทศไทยถือว่าน้อยกว่าค่าปกติมาก โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปกติถึง 144 และ 150 มิลลิเมตร (มม.) ตามลำดับ รวมทั้งน้อยกว่าปี 2561 ถึง 200 - 300 มม. และที่น่าเป็นห่วงอีกประเด็นคือปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าเขื่อน หากไหลเข้าน้อยเพราะฝนที่อาจจะมาน้อยนั้นเกิดไปตกใต้เขื่อนจะเดือดร้อนยิ่งขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภัยแล้งนอกฤดูกาลจะกระทบภาคเกษตรลากยากไปจนถึงปี 2563 กล่าวคือผลกระทบต่อเนื่องของปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อน ซึ่งใช้เป็นน้ำเพื่อทำการเกษตรในฤดูแล้งถัดไป ระหว่าง พ.ย. 2562 - เม.ย. 2563 จะกระทบต่อพืชเกษตรหลักที่มีฤดูกาลเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง อาทิ ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง และอ้อย สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจกระทบรายได้เกษตรกรต่อเนื่อง
คุกคามภาคเกษตรเสียหายหนัก
น้ำโขงลดฮวบต่ำสุดในรอบ 50 ปี
ภาวะฝนทิ้งช่วง 2 เดือน ส่งผลให้ภัยแล้งคุกรุ่นในหลายพื้นที่เกษตรหลายแห่ง เกษตรกรเปิดศึกชิงน้ำ ได้รับผลกระทบเดือดร้อนถ้วนทั่ว ชาวนาสุพรรณฯ ประสบปัญหาต้นน้ำสูบเกลี้ยง เรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ ชาวนาพิจิตรเรียกร้องให้ระบายน้ำช่วยเหลือต้นข้าวกว่า 3 หมื่นไร่ มิเช่นนั้นมีหวังข้าวยืนต้นตาย ฯลฯ
อย่างไรก็ดี ปัญหาลุ่มเจ้าพระยาภาครัฐกำลังเร่งจัดหาน้ำส่งให้นาข้าวกว่า 17 ล้านไร่ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขต ที่กำลังประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ช่วงกลางเดือน ส.ค. ทั้งนี้ ช่วงวันที่ 10 ส.ค. ฤดูฝนจะเข้าสู่ปกติจะเร่งปรับเพิ่มระบายน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่าการที่ปริมาณน้ำต้นทุนมีปริมาณน้อยแม้จะอยู่ในช่วงฤดูฝน มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลักๆ คือ ปริมาณฝนตกช่วงฤดูฝนปี 2561 ตกน้อยกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 10 - 17 และมีการส่งน้ำให้กับพื้นที่เกษตรที่เพาะปลูกเกินแผนในฤดูแล้งปี 61/62 โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกเกินแผน 1.2 ล้านไร่ ทำให้ต้องจัดสรรน้ำมากกว่าแผนร้อยละ 20 หรือ 1,528 ล้าน ลบ.ม. ตลอดจนมีปริมาณฝนตกจริงน้อยกว่าการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ร้อยละ 30 - 40 ในภาคเหนือ กลาง และตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงทำให้ต้องจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำให้พื้นที่การเกษตรมากกว่าแผน
ทั้งนี้ สทนช. ได้วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ณ วันที่ 13 ก.ค. 2562 พบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 240 อำเภอ 36 จังหวัด แบ่งเป็น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 105 อำเภอ 12 จังหวัด ภาคเหนือ 61 อำเภอ 11 จังหวัด ภาคใต้ 70 อำเภอ 9 จังหวัด ภาคตะวันออก 2 อำเภอ 2 จังหวัด ภาคกลาง 1 อำเภอ 1 จังหวัด และภาคตะวันตก 1 อำเภอ 1 จังหวัด คาดการณ์ว่าจะมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทานขยายวงกว้างและทวีความรุนแรง โดยเฉพาะ จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์
โดยจะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อเตรียมการวางแผนรับมือ ทบทวนปรับแผนการจัดสรรน้ำ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยงทั้งหมด
“สทนช. ได้ทบทวนคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ผลกระทบจากสถานการณ์เอลนิโญกำลังอ่อน พบว่าปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างจริง 3,001 ล้าน ลบ.ม. แต่มีการระบายน้ำ 7,758 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมากกว่าปริมาณน้ำไหลเข้าส่งผลให้ปริมาณน้ำลดลงต่อเนื่อง จากการประเมินกรณีน้ำน้อย ปริมาณน้ำจะไหลเข้าอ่างระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม - 31 ตุลาคม 2562 จำนวน 16,705 ล้าน ลบ.ม. คาดว่าในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 จะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างจำนวน 43,484 ล้าน ลบ.ม. คาดว่าจะมีปริมาณน้ำจะเพียงพอสำหรับ อุปโภค - บริโภค รักษาระบบนิเวศ อุตสาหกรรม สำรองน้ำต้นฤดูฝน และสามารถทำการเพาะปลูกสำหรับพืชใช้น้ำน้อยและเกษตรต่อเนื่องเท่านั้น” นายสมเกียรติ กล่าว
จากการสำรวจพื้นที่เกษตรกรรมของกรมส่งเสริมการเกษตรพบว่า สถานการณ์การผลิตพืชสำคัญ 13 จังหวัด ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง ได้แก่ สิงห์บุรี, พิษณุโลก, อ่างทอง, สุโขทัย, ตาก, นครสวรรค์, ชัยนาท, พระนครศรีอยุธยา, พิจิตร, อุดรธานี, อุทัยธานี, กำแพงเพชร และสุพรรณบุรี
แบ่งเป็นชนิดพืชดังนี้ “ข้าวนาปี” พื้นที่รวม 7.8 ล้านไร่ แบ่งเป็นในพื้นที่เขตชลประทาน 5.09 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 2.7 ล้านไร่, “พืชไร่” มีพื้นที่รวม 5.3 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 7.3 แสนไร่ นอกเขตชลประทาน 4.6 ล้านไร่, “พืชผัก” มีพื้นที่รวม 4.6 หมื่นไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 2.2 หมื่นไร่ นอกเขตชลประทาน 2.3 หมื่นไร่ และ “ไม้ผล-ไม้ยืนต้น” มีพื้นที่รวม 1.5 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 3.9 แสนไร่ นอกเขตชลประทาน 1.1 ล้านไร่
และยังมีพื้นที่ประสบภัยแล้งนอกเหนือจาก 13 จังหวัดดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ผลกระทบต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจในช่วงภัยแล้งนอกฤดูกาล (พ.ค.-ก.ค. 2562) จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น เป็นการซ้ำเติมรายได้เกษตรกรให้ย่ำแย่ลงไปอีก ประมาณมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจอาจไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท โดยประเมินความเสียหายของข้าวนาปีเป็นหลัก หรือคิดเป็นราว 0.1% ของ GDP ซึ่งหากรวมความเสียหายของพืชเกษตรอื่นๆ อาจทำให้มีมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่าที่ประเมินไว้ ทั้งนี้ ภัยแล้งในช่วงนอกฤดูกาลจะทำให้ราคาข้าวนาปีเฉลี่ยขยับขึ้น ส่งผลต่อภาพรวมราคาข้าวนาปีเฉลี่ยในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 เพิ่มขึ้น 6.4% (YoY)
กล่าวสำหรับ ข้าวนาปี เป็นพืชเกษตรที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากปัญหาภัยแล้งที่ยืดเยื้อยาวนานในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. 2562 เนื่องจากตรงกับฤดูกาลเพาะปลูก อีกทั้งผลผลิตข้าวนาปีส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็นสัดส่วนผลผลิต 46.4 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตข้าวนาปีทั้งประเทศ ซึ่งพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่นอกเขตชลประทานมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกข้าวนาปีทั้งหมดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงต้องอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติเป็นหลัก
ส่วนปรากฏการณ์แม่น้ำโขงลดระดับลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องแม้เป็นฤดูฝน บริเวณช่วง จ.หนองคาย, เลย, บึงกาฬ และนครพนม บางช่วงน้ำลดระดับจนเห็นสันดอนทราย และเกาะแก่งกลางแม่น้ำ ลดระดับต่ำสุดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 50 ปี
สาเหตุที่ทำให้สถานการณ์ของระดับน้ำในแม่น้ำโขงอยู่ในขั้นวิกฤต เจาะลึกพบว่าสาเหตุไม่เพียงเกิดจากธรรมชาติปริมาณฝนน้อยลงหรือสถานการณ์ภัยแล้งคุกคาม แต่ยังเป็นผลพวงจากกรณี “เขื่อนจิ่งหง” ที่กั้นแม่น้ำโขงในประเทศจีน ลดระดับการระบายน้ำ เนื่องจากการดำเนินการบำรุงรักษาสายส่งไฟฟ้าโรงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ รวมถึงการสร้างเขื่อนใน สปป. ลาว ซึ่งกระทบแม่น้ำโขงในภาคอีสานโดยตรง
โดย สทนช. ได้ทำหนังสือด่วนผ่านไปยังคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติลาว เพื่อให้ สปป. ลาว ชะลอการทดสอบระบบเพื่อรอให้น้ำที่ระบายเพิ่มขึ้นจากเขื่อนจิ่งหงไหลลงมาถึงก่อน รวมทั้ง กระทรวงการต่างประเทศได้พูดคุยกับทั้ง จีน ลาว เมียนมา โดยมีการปล่อยน้ำมากขึ้น
สำหรับแม่น้ำโขงในเชิงภูมิศาสตร์เป็นแม่น้ำที่เป็นทรัพยากรร่วมกันหลายประเทศ การก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง การกักเก็บ เพิ่ม หรือลดการระบายน้ำ ทั้งหมดย่อมส่งผลกระทบต่อพื้นที่ของประเทศอื่นที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน
ส่งผลให้บริเวณตอนบนของไทย ตั้งแต่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ไปจนถึง เมืองหลวงพระบางของ สปป.ลาว ลงมายังนครหลวงเวียงจันทน์ ผ่านหนองคาย ไปจนถึงเมือง เนียะเลิง ของกัมพูชา ระดับน้ำโขงระดับน้ำลดฮวบจนสามารถลงไปเดินได้
นอกจากกระทบพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำ การที่น้ำโขงลดระดับลงอย่างรวดเร็วได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์อย่างหนัก วงจรชีวิตสัตว์น้ำเสียหาย รวมทั้ง ส่งผลให้แพสูบน้ำดิบไม่สามารถสูบน้ำดิบเพื่อมาผลิตน้ำประปาได้ จึงมีความจำเป็นต้องหยุดจ่ายน้ำส่งผลกระทบให้น้ำไหลอ่อนถึงไม่ไหล ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกันทั้งฝั่งไทยและสปป. ลาว
ทุกหน่วยงานบูรณาการกู้วิกฤตภัยแล้ง
การจัดการบริหารน้ำแล้งถูกตั้งเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อควบคุมสถานการณ์ที่กำลังคุกคามโดยเฉพาะในภาคเกษตรให้เร็วที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการแก้วิกฤตภัยแล้งพร้อมเผยว่าเป็นห่วงเกษตรกรที่ลงทุนปลูกพืชผลไปมากแล้ว ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากเขื่อนขนาดใหญ่ไม่สามารถปล่อยน้ำลงมาช่วยเหลือเกษตรกรได้ เนื่องจากระดับต่ำกว่าเกณฑ์กำหนด
สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการน้ำแบ่งเป็นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตร น้ำเพื่ออุตสาหกรรม น้ำเพื่อใช้ในการรักษาระบบนิเวศน์ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในทุกด้านและแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้มติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลางปี 2562 วงเงิน 1,226 ล้านบาท สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายในโครงการเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำและเพิ่มต้นทุนตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งและรองรับน้ำในฤดูฝน ปี 2562 ในพื้นที่ 32 จังหวัด จำนวน 144 โครงการ
สำหรับแนวทางและมาตรการจัดการปัญหาภัยแล้ง กระทรวงกลาโหมจัดตั้งศูนย์บรรเทาภัยพิบัติและภัยแล้ง ปฏิบัติงานในเรื่องการจ่ายน้ำ ขุดลองคูคลองเพิ่มเติมในช่วงที่รอน้ำ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพย์ฯ ช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อให้มีแหล่งน้ำเลี้ยงพื้นที่การเกษตรให้ได้ผลผลิต โดยพื้นที่ใดสามารถเจาะบ่อน้ำบาดาลบ่อตอกได้ให้ดำเนินการทันที ซึ่งกรมส่งเสริม จัดรถขุดเจาะเคลื่อนที่สามารถเข้าไปดำเนินได้โดยด่วนจะแก้ไขปัญหาขาดน้ำได้ทั้งน้ำบริโภคและน้ำการเกษตร
มอบหมายกรมฝนหลวงทำฝนเทียม ในปฏิบัติการระยะเร่งด่วน เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ จะมีปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่เหนือและท้ายอ่างเก็บน้ำ
รวมทั้ง ปรับแผนการระบายน้ำและการเพาะปลูกพืช สนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคจากแหล่งน้ำใกล้เคียงในพื้นที่เสี่ยง เร่งรัดขุดลอกเพิ่มความจุแหล่งน้ำต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ประกาศภัยแล้งและแล้งซ้ำซาก 144 โครงการ วางแผนรับมือเชิงป้องกันกำหนดมาตรการประหยัดน้ำ จัดทำข้อมูลและแผนที่แสดงแหล่งน้ำ เพื่อบริหารจัดการน้ำฝนที่ตกบริเวณพื้นที่ท้ายแหล่งเก็บกักน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมการเยียวยาความเสียหายแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ รวมพืชผลทางการเกษตรทุกประเภท โดยให้กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งสำรวจพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย กรมการข้าวเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมีเมล็ดพันธุ์ข้าวสำรองไว้แล้วจำนวน 10,000 ตัน
รวมทั้งพิจารณาให้เกษตรกรปลอดการชำระหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2561 - 31 ก.ค. 2564 รวมถึงเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการสามารถขอขยายเวลาปรับตารางชำระ พักหนี้ได้ 1 รอบปีการผลิต
ในระยะยาวกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมวางแผนในการแก้ปัญหาภัยพิบัติ โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน เตรียมปรับแผนการบริหารจัดการน้ำ เพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภค การเกษตร และรักษาระบบนิเวศทั้งระยะสั้นและระยะยาวให้เพียงพอ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำ ตั้งจุดแจกจ่ายน้ำ เตรียมชุดผลิตน้ำประปาเคลื่อนที่จากน้ำผิวดินและใต้ดิน 2 ชุด ระบบผลิตน้ำประปาชนิดอาร์โอ 2 ชุด เครื่องสูบน้ำ 311 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 63 คัน จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์น้ำหรือศูนย์เมขลา 12 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อติดตามรายงานและให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ รวมทั้ง เตรียมความพร้อมในการจัดการแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำ ดำเนินการโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มน้ำต้นทุน 17,827 แห่ง และระบบกระจายน้ำ 751 แห่ง เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาวิกฤตภัยแล้ง
รวมทั้ง กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้สนับสนุนน้ำต้นทุนหรือจุดจ่ายน้ำถาวร 132 จุด พร้อมชุดเจาะบ่อน้ำบาดาล 85 ชุด ชุดปรับปรุงคุณภาพน้ำเคลื่อนที่ 18 ชุด และชุดซ่อมระบบประปาและเครื่องสูบ หรือหน่วยนาคราช 37 ชุด พัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยแล้งเจาะบ่อน้ำบาดาล ติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ก่อสร้างหอถังเก็บน้ำขนาด 20 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร 7,725 แห่งประชาชนได้รับประโยชน์ 50,028 ครัวเรือน พื้นที่ได้รับประโยชน์ 678,690 ไร่ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 292 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
อย่างไรก็ดี อีกหนึ่งปัญหาที่สังคมกำลังจับตาก็คือ “ศึกแย่งน้ำ” ที่กำลังทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะหลังจากที่ “นายประภัตร โพธสุธน” รัฐมนตรีช่วยการว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีคำสั่งให้เขื่อนระบายน้ำลงลุ่มเจ้าพระยาเพื่อช่วยนาข้าวกว่า 17 ล้านไร่
“สถานการณ์ขณะนี้อันตรายมาก มีปริมาณน้ำระบายหน้าเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาทเพียง 14.3 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำไม่ไหลเข้าระบบคลองชลประทาน เช่น คลองมะขามเฒ่า-อู่ทองความยาว 104 กิโลเมตร จึงไม่มีน้ำส่งให้พื้นที่เกษตรหลายแสนไร่ น้ำไม่พอแบ่งให้ 24 คลอง มีปัญหาทะเลาะแย่งน้ำกันตลอด”นายประภัตรกล่าวถึงปัญหา
ขณะที่ “นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยบอกว่า ขณะนี้ผู้ส่งออกข้าวไทยและผู้นำเข้าในต่างประเทศกังวลสถานการณ์ภัยแล้งของไทยมาก เพราะหากภายในกลางเดือนสิงหาคมนี้ฝนยังไม่ตก จะทำให้เกิดภัยแล้งในพื้นที่เพาะปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และคาดว่าผลผลิตข้าวปีนี้จะลดลง 40-50% หรือจะเหลือเพียง 4.5-5 ล้านตัน จากเดิมที่มีผลผลิต 8.5-9.5 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 50,000 ล้านบาท
ด้งนั้น จึงยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับการแก้ปัญหาสถานการณ์ภัยแล้ง หนึ่งในวาระแห่งชาติโจทย์ท้าทายของรัฐบาล เพราะสถานการณ์เกี่ยวกับน้ำไม่ว่าจะ “น้ำท่วม” หรือ “น้ำแล้ง” เป็นสิ่งที่เมืองไทยต้องเผชิญเสมอมา


