xs
xsm
sm
md
lg

ทำไม โรงไฟฟ้าไทยจึงมีอายุการใช้งานไม่ถึงครึ่งของประเทศ UK และ USA ?

เผยแพร่:   โดย: ประสาท มีแต้ม

แม้ว่ากระทรวงพลังงานซึ่งเป็นกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในปี 2562 น้อยที่สุด คือเพียง 2,319 ล้านบาท ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับมากที่สุดถึง 489,799 ล้านบาท หรือมากกว่ากันถึง 211 เท่าตัว แต่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็เป็นที่หมายปองของนักการเมืองบางกลุ่มในพรรคร่วมรัฐบาล จนส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลต้องล่าช้าและมีปัญหาจนถึงวันนี้

อะไรคือสาเหตุดังกล่าว

แน่นอนครับว่า เหตุผลมีหลายอย่าง แล้วแต่ว่าใครจะยกเอาอะไรมาอ้าง

แต่จากข้อมูลของกระทรวงพลังงานเองบอกเราว่า ในปี 2561 คนไทยใช้พลังงานคิดเป็นมูลค่า 2.26 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13.9 ของจีดีพี ในจำนวนนี้เป็นปิโตรเลียม (น้ำมัน) 1.32 ล้านล้านบาท ไฟฟ้า 6.8 แสนล้านบาท และก๊าซธรรมชาติ (ที่ไม่เกี่ยวกับไฟฟ้า) อีก 1.2 แสนล้านบาท

ผมเข้าใจว่าไม่มีรัฐมนตรีกระทรวงใดได้กำกับดูแลหน่วยงานที่มีมูลค่าคิดเป็นตัวเงินมากเท่ากับกระทรวงพลังงานอีกแล้ว ผมคิดว่าไม่มีนะครับถึงจะมีก็เป็นการกำกับดูแลรายย่อยๆ นับหมื่นนับแสนราย ในขณะที่รัฐมนตรีพลังงานแค่ได้กำกับ 3 หน่วยงาน คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติซึ่งดูแลการให้สัมปทานปิโตรเลียม ก็คิดเป็นมูลค่ามหาศาลแล้วนอกจากนี้ยังมีอำนาจในการบริหาร “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน”ซึ่งมีรายได้จากการเรียกเก็บจากผู้ใช้น้ำมันลิตรละ 10 สตางค์ (เดือนละประมาณ 300 ล้านบาท) ปัจจุบันกองทุนนี้มีเงินเกือบ 3 หมื่นล้านบาทอ้อ! ยังมีกองทุนน้ำมันอีกกว่า 4 หมื่นล้านบาทให้บริหารด้วยครับ

สาเหตุที่ผมได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเขียน ไม่ใช่เพราะข่าวการแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ แต่เป็นเพราะว่า ผมได้ติดตามนโยบายพลังงานของประเทศนี้มายาวนาน และสงสัยมาตลอด แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้เขียนถึงประเด็นนี้สักที

ผมขอเริ่มที่แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2018) ซึ่งเป็นแผนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน เป็นแผนที่บอกว่าในปีใดจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงชนิดใด จำนวนเท่าใด และให้ กฟผ.หรือบริษัทเอกชนเป็นผู้ก่อสร้างจำนวนเท่าใด เป็นต้น แผนนี้มีอายุ 20 ปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ถึง 2580 (แต่การใช้งานจริงก็แค่ 2-3 ปีเท่านั้น) ผมได้นำบางส่วนของแผนนี้มาให้ดูกันด้วยครับ

ผมมีข้อสังเกต 2 ประการในภาพข้างต้น คือ

หนึ่ง โดยเฉลี่ยจะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ประมาณปีละ 2,822 เมกะวัตต์ ประมาณอย่างคร่าวๆ ก็น่าจะประมาณปีละ1 แสนล้านบาท แล้วนี่แค่โรงไฟฟ้าอย่างเดียว ยังไม่นับระบบสายส่งไฟฟ้า ฯลฯ

แผนดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีการเสนอข้อสรุปแผนการสร้างโรงไฟฟ้ามั่นคงภาคตะวันตก จำนวน 2 โรง ขนาดกำลังการผลิตรวม 1,400 เมกะวัตต์เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 67-68 ต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ทั้งๆ ที่โดยมารยาทแล้วน่าจะรอรัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้ตัดสินใจ

บริษัทที่ได้รับงานนี้คือ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยไม่มีการประมูล แต่เป็นการเจรจา จนได้ค่าไฟฟ้าได้ในอัตราที่ต่ำกว่าค่าไฟฟ้าของทุกระบบในปัจจุบัน และมีความเหมาะสมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ตั้งในพื้นที่เดิมในจังหวัดราชบุรี

โรงไฟฟ้าดังกล่าวสร้างขึ้นมาทดแทนโรงไฟฟ้าไตรเอ็นเนอร์ยี่ (ของบริษัทราชบุรีโฮล์ดิ้ง) ซึ่งได้จ่ายไฟฟ้าเมื่อกลางปี 2543 จะปลดระวางในปี 2563 นั่นคือ โรงไฟฟ้านี้มีอายุการใช้งานเพียง 20 ปีเท่านั้น

เว็บไซต์ศูนย์ข่าวพลังงาน ได้รายงานว่า การลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในภาคตะวันตกขนาด1,400 เมกะวัตต์ดังกล่าวอาจจะมีขึ้นก่อนที่รัฐมนตรีพลังงานคนใหม่จะเข้ารับตำแหน่ง

เห็นไหมครับว่า กระทรวงพลังงานมีความสำคัญแค่ไหน

สอง ในแผนพีดีพี 2018 ดังกล่าวได้ระบุว่า จะปลดระวางโรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าของ กฟผ. และได้เดินไฟฟ้าตั้งแต่กลางปี 2551 และจะปลดระวางในปี 2577 รวมอายุเพียง 25 ปี

โรงไฟฟ้าควรจะมีอายุการใช้งานนานเท่าใด

โรงไฟฟ้าทั้ง 2 โรงที่กล่าวมาแล้ว เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ เรา-คนธรรมดาๆ ไม่ทราบหรอกครับว่ามันควรจะมีอายุการใช้งานนานกี่ปี แต่จากการค้นคว้าพบว่า ในประเทศสหราชอาณาจักร โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจำนวนหลายโรงมีอายุนานถึง 51 ปีแล้ว แต่ยังสามารถใช้ผลิตอยู่ต่อไป (ดูข้อมูลและแหล่งอ้างอิงจากภาพประกอบ)

จากข้อมูลขององค์กรอีไอเอพบว่า ในสหรัฐอเมริกา เฉพาะโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติจำนวนกว่า 1.2 แสนเมกะวัตต์มีอายุมากกว่า 31 ปี ในจำนวนนี้กว่า 2 หมื่นเมกะวัตต์ที่มีอายุ 51 ถึง 60 ปี

สรุปแล้วทั้งประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศสหรัฐอเมริกา เขามีโรงไฟฟ้าที่สามารถใช้งานได้นานถึงกว่า 2 เท่าของประเทศไทยเรา

ถ้าอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้ามากขึ้นแล้วจะดีอย่างไร?


คำตอบง่ายๆ ก็คือ ทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงอย่างแน่นอน

ปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยเราสามารถแบ่งอย่างคร่าวๆ ได้ 2 ส่วน คือ ส่วนของ กฟผ. (ซึ่งเป็นของรัฐ 100%) กับของบริษัทเอกชน โดยที่ส่วนของ กฟผ. มีจำนวนคิดเป็นร้อยละ 34 เท่านั้นของกำลังการผลิตทั้งระบบ

ในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับบริษัทเอกชน ฝ่ายรัฐจะต้องจ่ายสิ่งที่เรียกว่า “ค่าความพร้อมจ่ายพลังไฟฟ้า (Availability Payment)” ซึ่งได้แก่ค่าใช้จ่ายคงที่ในการดำเนินการและบำรุงรักษา ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาหลัก ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร การชำระคืนดอกเบี้ยเงินกู้และเงินกู้ และผลตอบแทนการลงทุนต่อผู้ถือหุ้น (ข้อความที่ขีดเส้นใต้มาจากเอกสารของบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด)

ดังนั้น ถ้าอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้านานขึ้น 2 เท่าตัว ค่าความพร้อมจ่ายพลังไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าก็จะต้องลดลงมาเหลือเกือบครึ่งหนึ่งโดยประมาณ

ทำไมประเทศสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาเขาทำได้ ทั้งๆ ที่เครื่องจักรในการผลิตไฟฟ้าก็น่าจะผลิตจากบริษัทเดียวกันเสียด้วยซ้ำ ตำราที่ใช้ในการบริหารจัดการก็น่าจะเขียนโดยคนในสำนักคิดเดียวกัน

โดยปกติ ผมมักจะเข้าไปดูข้อมูลค่าความพร้อมจ่ายพลังไฟฟ้าในเว็บไซต์ของ กฟผ. (http://www3.egat.co.th/ft/) อยู่บ่อยๆ แต่ในช่วงประมาณ 10 วันมานี้ผมเข้าไม่ได้เลยครับไม่ทราบว่าเพราะอะไร

แต่จากข้อมูลเดิมที่ผมเก็บไว้โดยบังเอิญพบว่า ในปี 2558 ค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าเอกชนรวมกันเป็นเงิน 75,688 ล้านบาท (ปี 2561 น่าจะมากกว่า 9 หมื่นล้านบาท) โดยเฉลี่ยค่าความพร้อมจ่ายพลังไฟฟ้า (หรือค่าโรงไฟฟ้า) เท่ากับ 0.68 บาทต่อหน่วยไฟฟ้า (ปี 2557 เท่ากับ 0.63 บาทต่อหน่วย) ค่าเชื้อเพลิงอาจจะประมาณ 2 บาทกว่าต่อหน่วย

ถ้ามีการยืดอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้าออกไปเหมือนที่ได้กล่าวมาแล้ว ผมเชื่อว่าเราสามารถลดค่าไฟฟ้าลงมาได้ถึง 30 สตางค์ต่อหน่วยเป็นอย่างน้อย (คิดคร่าวๆ) คิดเป็นมูลค่าต่อปีไม่น้อยกว่า 6 หมื่นล้านบาท

ไหนๆ ก็ได้พูดถึงปัญหาการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ (ที่ผมเชื่อว่าถูกปิดกั้น) กันแล้ว ทั้งๆ ที่รัฐบาลได้ชูนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ทำให้ผมรู้สึกน้อยใจครับ เพราะว่าผมสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ของประเทศอื่นๆ ได้อย่างสะดวก เช่น http://www.caiso.com/TodaysOutlook/Pages/supply.aspx ของรัฐแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกา

เว็บไซต์นี้มีสาระดีๆ ทำให้เราสามารถเข้าใจระบบการผลิตไฟฟ้าแบบ real time ทำให้เราได้เห็นวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกับของประเทศไทย เช่น การนำแบตเตอรี่มาใช้เก็บไฟฟ้าในช่วงกลางวัน แล้วปล่อยออกมาใช้ในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง โดยไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าสำรองไว้เยอะๆ เหมือนบ้านเรา

ไม่เชื่อก็ลองเข้าไปดูซิ เข้าใจง่ายด้วยครับ

ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เขาจะต้องคำนึงถึงทั้ง “ประชาธิปไตยพลังงาน” และประชาธิปไตยในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ไปพร้อมกันด้วย ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว



กำลังโหลดความคิดเห็น...