ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ไม่น่าเชื่อว่า “ชานมไข่มุก” จะกลายเป็นเครื่องดื่มฮอตฮิตทั่วโลกโดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเติบโตพุ่งทะยานขึ้นสู่หลักแสนล้านในอีกสามสี่ปีข้างหน้า ความนิยมในรสหอมหวานและเม็ดมุกหนุบหนึบนี้ยังดึงดูดให้ “แก๊งยากูซ่า” หันมาเกาะกระแสใช้เป็นแหล่งหาเงินและฟอกเงินหล่อเลี้ยงเครือข่ายอาชญากรรมดำมืดด้วยความภาคภูมิว่าสมาชิกยากูซ่าเกือบทุกคน “มีการมีงานทำถูกต้อง” กันแล้ว
ความ HOT ของ “ชานมไข่มุก” ทั่วโลก มีการประเมินจาก Allied Market Research ว่า ตลาดชานมไข่มุกปี ค.ศ. 2016 มีมูลค่าราว 1,957 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 62,269 ล้านบาท แต่อีกไม่นานประมาณปี ค.ศ. 2023 จะมีมูลค่าตลาดพุ่งสูงกว่า 3,214 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 102,242 ล้านบาท นี่เป็นเทรนด์ติดหวานกันทั้งโลกก็ว่าได้
แม้ ไต้หวัน ให้กำเนิดชานมไข่มุกก็จริง แต่ความนิยมอย่างล้นหลามกับไปลามที่ ญี่ปุ่น มากกว่า ไม่นับไทยซึ่งอินเทรนด์ทุกกระแสที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ร่วมเติบโตแบบร้อนแรง มีแบรนด์ดังหลากหลายค่ายลงสนามแข่งขันกันดุเดือด ความนิยมดื่มชาไข่มุกที่ญี่ปุ่น นำมาซึ่งเรื่องราวที่คาดไม่ถึง เพราะกลายเป็นแหล่งทำมาหากินแหล่งใหม่ของกลุ่มยากูซ่า ด้วยสนนราคาที่แพงกว่าไต้หวันถึงสองเท่าแต่ต้นทุนต่ำ ซ้ำขายดีเป็นเทน้ำเทท่า กลุ่มยากูซ่าจึงเปิดร้านชานมไข่มุกเป็นช่องทางทำมาหารายได้และฟอกเงินจากอาชญากรรมดำมืด ทั้งธุรกิจผิดกฎหมาย การเรียกค่าคุ้มครอง การปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหด ฯลฯ
นิตยสารข่าวของญี่ปุ่น รายงานว่า แทบไม่มีธุรกิจไหนหาเงินง่ายเท่ากับร้านชานมไข่มุก เพราะใช้เงินทุนไม่มาก ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีอะไร เพียงแค่หาพื้นที่ราว 5 ตร.ม. ก็เปิดร้านได้แล้ว วัตถุดิบมีแค่ไข่มุก นม และชาเท่านั้น ส่วนพนักงานมีเพียงแค่ 2 คน ใช้เงินทุนราว 2 ล้านเยน ก็สามารถเปิดร้านเล็กๆ ในกรุงโตเกียวได้ โดยราคาชานมไช่มุกที่ขายกันในญี่ปุ่นราคาเฉลี่ยแก้วละ 500 เยน มีต้นทุนราว 15 เยนเท่านั้น แต่หากใช้ชาและนมชั้นดีจะมีต้นทุนราว 30-40 เยน ส่วนไข่มุกซื้อแบบแห้งมาจากจีน ต้นทุนไข่มุกแก้วละ 20 กรัม ก็เพียงแค่ 6 เยน เมื่อคำนวณต้นทุนวัตถุดิบ บวกกับถ้วยและหลอด และค่าเช่าที่ร้าน ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงที่สุด ราวร้อยละ 30 เมื่อเทียบต้นทุนกับราคาขายแล้ว แต่ละร้านอาจทำกำไรได้ถึงเดือนละ 8 แสน ถึง 1 ล้านเยน
การเปิดร้านชานมไข่มุก กลุ่มยากูซ่าอาจใช้อิทธิพล เช่น ข่มขู่ร้านคู่แข่ง บังคับใช้แรงงานผิดกฎหมาย ปล่อยเงินกู้เพื่อเปิดร้าน หรือใช้เครือข่ายธุรกิจสีเทาของตัวเอง เพื่อทำให้ร้านในเครือข่ายมีความได้เปรียบร้านอื่นด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งหากร้านไหนขายไม่ดีก็เลิกกิจการหรือเปลี่ยนไปขายอย่างอื่นได้ไม่ยาก ธุรกิจชานมไข่มุกที่ต้นทุนต่ำแต่ขายดิบขายดี ทำให้สมาชิกกลุ่มยากูซ่าพากันเข้าสู่ธุรกิจนี้มากขึ้น
ในอดีตบรรดายากูซ่ามักจะทำธุรกิจสีเทา เช่น เว็บไซต์การพนัน หรือขาย DVD ภาพหลุด รวมทั้งธุรกิจทางเพศต่างๆ แต่ทุกวันนี้ ยากูซ่าต่างหันมาทำธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายจนพนักงานหรือลูกค้าไม่สามารถรู้ได้เลย หากแต่สิ่งที่ยังผิดกฎหมายอยู่ก็คือ แหล่งที่มาของเงินทุนและเจ้าของกิจการ แม้แต่หัวหน้ากลุ่มยามากูจิ แก๊งยากูช่าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นยังออกปากว่า ทุกวันนี้สมาชิกเกือบทุกคน “มีการมีงานทำถูกต้อง”
ถึงแม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะหาทาตัดทางทำมาหากิน ตัดเส้นทางเงินของกลุ่มยากูซ่าต่างๆ นานา แต่ทุกวันนี้ยากูซ่าหันมาเกาะกระแสนิยมชานมไข่มุกหาเงินและฟอกเงินกันอย่างสบายใจ
หันกลับมาดูตลาดชานมไข่มุกของเมืองไทยที่ฮิตฮอตอย่างมากในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เคยประเมินตลาดชาไข่มุกเมื่อปี ค.ศ. 2012 ว่า มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้าน ผ่านมา 6 ปี วันนี้มูลค่าพุ่งทะยานขึ้นราว 2,500 ล้านบาท ทำให้เกิดมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก ด้วยแรงจูงใจสำคัญคือ กำไรอันแสนงาม โดยเฉลี่ยชานมไข่มุกต้นทุนต่อแก้วประมาณ 12-13 บาท ขายปลีกแก้วละ 30-35 บาท มีกำไรเท่าตัว หากทำเลยดีมียอดขายวันละ 200-300 แก้ว จะทำรายได้ประมาณ 1.5-2 แสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว
กระแสชานมไข่มุกแพร่จากไต้หวันมาไทยครั้งแรกเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ถึงเวลานี้ถือว่าพัฒนาก้าวไกลไปอีกขั้น จากแบรนด์ไต้หวันต้นกำเนิดมาสู่การปั้นแบรนด์ของไทย บางรายถึงกับวาดฝันเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และโกอินเตอร์บุกตลาดนอก เรียกได้ว่าตลาดโตเร็วและโตมาก
แจ็คกี้ หวัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท Possmi International จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทนำเข้าวัตถุดิบสำหรับชานมไข่มุกจากไต้หวันและทำตลาดทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ ซึ่งเป็นเจ้าแรกๆ ที่เข้ามาเปิดตลาดในไทยเมื่อยี่สิบมาแล้ว ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารออนไลน์ Positioning ว่าตลาดชานมไข่มุกปีนี้จะโตจากปีที่แล้วประมาณ 50% เป็นการเติบโตในยุคที่สามซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยตอนนี้รวมๆ แล้วมีชานมไข่มุกเป็น 100 แบรนด์ในไทย ทั้งแบรนด์ไทยและเทศ ราคาก็สูงขึ้นแพงสุดถึงแก้วละ 150 บาท ก็ยังมีคนต่อแถวซื้อ โดยการเติบโตของธุรกิจนี้มาจาก 2 ส่วนหลัก คือ ตลาดที่ยังคงขยายตัวกับราคาที่สูงขึ้น
ตลาดชานมไข่มุกในไทยนอกเหนือจากร้านย่อยๆ ที่ขายทั่วไป ยังมีเชนชื่อดังอีกหลายเจ้าทั้ง Ochaya ที่มีไม่น้อยกว่า 350 สาขา, Mr. Shake มีไม่น้อยกว่า 60 สาขา และ KOI Thé 27 สาขา รวมไปถึง Fire Tiger ชานม “เสือพ่นไฟ” ที่มี 5 สาขาในปีแรกและจะเปิดเพิ่มอีก 5 สาขาในปีนี้
“Fire Tiger” หรือ ชานม “เสือพ่นไฟ” มีฝันที่เฟื่องมาก โดย ชุติมา เปรื่องเมธางกูร หนึ่งในผู้บริหารแห่งร้าน Seoulcial Club ระบุว่า แบรนด์ชานมเสือพ่นไฟเตรียมจะก้าวสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในเร็ววันนี้ และยังจะเป็นแบรนด์ชานมไข่มุกเมดอินไทยแลนด์รายแรกที่จะก้าวสู่การเปิดตลาดในทวีปเอเชีย อเมริกา และยุโรป ตามเป้าหมายภายในปี 2020 ได้เห็นการเปิดสาขาของ Fire Tiger by Seoulcial Club ในหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ จีน สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ แน่นอน
นอกจากเสือไทยแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ยังมีเสือไต้หวัน “Tiger Sugar” ชานมไข่มุกลายเสือได้บุกมาเปิดสาขาแรกที่ The Market Bangkok การเข้ามาของแบรนด์ต้นตำรับลายเสือ ทำให้กระแสต่อคิวกลับมาอีกครั้งโดยใช้เวลากว่าชั่วโมงกว่าจะได้ลิ้มรส คงกระแสความโด่งดังจากคิวที่ยาวเหยียดในร้านหลักอย่างสาขาไทจงในไต้หวันและสาขาฮ่องกง ซึ่งใช้เวลารอคิวยาวนานนับชั่วโมงเช่นกัน และคิวที่ยาวเหยียดนี้มีทีท่าว่าจะขยายไปทั่วโลกตามการเปิดสาขาใหม่ในหลายประเทศ จากสาขาแรกที่ไต้หวันในปี 2017 ขณะนี้ Tiger Sugar เปิดสาขาใน 8 ประเทศ ซึ่งรวมฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลี และเป้าต่อไปที่จะเปิด คือสหรัฐฯและจีน
ตลาดที่เติบโตไปพร้อมๆ กันนอกจากร้านสาขาของชานมไข่มุกแล้ว ข้อมูลที่ Positioning ได้รับจาก Food Delivery 2 รายหลักเป็นสิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงความ HOT ของ “ชาไข่มุก” โดย LINEMAN ระบุว่า ภายในแพลตฟอร์มมีร้านให้เลือกมากกว่า 100 แบรนด์ทั้งร้าน Chain & Stand Alone โดยช่วงเวลาที่นิยมสั่งมากที่สุดคือ 11.30 - 14.30 น. เฉลี่ยต่อ 1 การสั่ง อยู่ที่ 3 แก้ว ราคาที่นิยมจ่ายมากสุดอยู่ระหว่าง 70-120 บาท โดยเมนูชานมไข่มุกติดท็อปเมนูไม่น้อยกว่า 6 เดือน
ในขณะที่ GrabFood มีร้านอยู่ในระบบมากกว่า 50 แบรนด์ นิยมสั่งชานมไข่มุกในช่วงพักกลางวันตั้งแต่ช่วงเที่ยงถึงบ่าย 2 แต่ข้อมูลที่ Positioning ได้รับน่าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะยอดขายชานมไข่มุกเพิ่มขึ้นอย่างมากในหลายประเทศทั่วภูมิภาคโดยเฉลี่ย 3,000% ในปี 2018 โดยในไทยยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 3,000% นับจากเดือนม.ค.-ธ.ค. 2018
จากข้อมูลเดือนธ.ค. 2018 ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีร้านชานมไข่มุกบน GrabFood เกือบ 4,000 ร้านจาก 1,500 แบรนด์ รวมถึงร้านดังอย่าง The Alley, KOI Thé และ Ochaya ซึ่งมีร้านเพิ่มขึ้นรวม 200% โดยเฉลี่ยแล้วคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้ GrabFood สั่งชานมไข่มุก 4 แก้วต่อคนต่อเดือนยกเว้นคนไทยที่สั่งชานมไข่มุกเฉลี่ย 6 แก้วต่อคนต่อเดือน โดยชานมไข่มุกรสชาติฮิต 5 อันดับของไทยคือ 1.กาแฟ 2.ช็อกโกแลต 3.น้ำผึ้ง 4.เบอร์รี่ 5. ชาเย็น ส่วนท็อปปิ้งสุดโปรดของคนไทยคือ "ไข่มุก" รองลงมาคือเฉาก๊วยและชีส
ด้วยความหวานละมุนนี่เองทำให้ขาใหญ่อดไม่ได้ที่ต้องลงมาขอชงด้วย ทั้งซีพีที่ส่งบริษัทใน เครือเชสเตอร์ ฟู้ดส์ ซึ่งเดิมทำธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ภายใต้แบรนด์เชสเตอร์ กริลล์ ขยายพอร์ตธุรกิจเปิดตัวเครื่องดื่มชานมไข่มุกสูตรไต้หวัน “Crown Bubble” เปิดสาขาแรกที่ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นจูรี่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ขายในราคา 40-65 บาท
ค่ายเบียร์ยักษ์ใหญ่ “สิงห์” ลงมาลุยผ่าน “สิงห์ปาร์ค” ร่วมพัฒนากับ “ยูเรก้า” ซึ่งเป็นเชนร้านกาแฟโดยจะพัฒนาคอนเซ็ปต์ของร้านหลังจากเปิดก็จะบริหารร้านให้ ส่วนวัตถุดิบสำคัญอย่างใบชาจะใช้ของไร่สิงห์ปาร์ค โดยสาขาแรกจะตั้งอยู่ที่ตึกสิงห์ คอมเพล็กซ์ ไม่เพียงเท่านั้น IKEA แบรนด์ขายเครื่องเรือนและของใช้ภายในบ้านจากสวีเดนที่มีสาขาหลักๆ อยู่ 2 แห่งที่บางนาและบางใหญ่ ก็ลงสู่ตลาดชานมไข่มุกกับเขาด้วย
ส่วน Kleens Shop ได้ออกชาไข่มุกที่มีส่วนผสมของ “เวย์โปรตี” เอาใจสายสุขภาพ และร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ ก็นำเสนอ 3 ชานมในสไตล์ญี่ปุ่น ใน ราคา 49 บาท ขณะที่ก่อนหน้านี้ “ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว” เตรียมเปิดร้านชานมไข่มุกในชื่อ “Three Tea” ราคาแก้วละ 19 บาท ด้วยรูปแบบการขาย “แฟรนไชส์” โดยเปิดสาขาแรกที่อ.เกาะคา จ.ลำปาง ตั้งเป้าขยาย 100 สาขาภายใน 1 ปี
เห็นไหมล่ะว่า “ตลาดชานมไข่มุก” ในประเทศไทยนั้น หอมหวานเพียงใด.


