xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“น้องมาเรียม” พะยูนน้อย ทูตสันถวไมตรีแห่งทะเลไทย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กรณี “น้องมาเรียม” พะยูนน้อยพลัดหลงกับแม่ กระทั่งถูกนำมาอนุบาลยังเกาะลิบง จ.ตรัง เฝ้าดูแลแลฟูมฟักก่อนปล่อยคืนสู่ท้องทะเลใหญ่ จนเกิดภาพประทับใจให้ชาวเน็ตแห่ กดไลค์ - แชร์ความน่ารัก ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ

คล้ายกับว่า “น้องมาเรียม” เข้ามาทำหน้าที่ “ทูตสันถวไมตรี” ให้โอกาสมนุษย์ได้ทำความเข้าใจ ตระหนักในคุณค่าของ “พะยูน” สัตว์ทะเลหายากคู่ท้องทะเลไทย ให้ผู้คนหันมาใส่ใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“น้องมาเรียม” ปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งแรกเมื่อ 29 เม.ย. 2562 โดยชาวบ้านพบลูกพะยูนน้อย เพศเมีย อายุประมาณ 4 - 5 เดือน มาเกยตื้นบริเวณอ่าวทึง ม.4 ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ จากนั้นได้นำตัวปล่อยคืนสู่ทะเล แต่ลูกพะยูนว่ายน้ำวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ไกลจุดเดิม จากนั้นมาเกยตื้นอีกรอบ เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมา บริเวณใกล้ๆ กับจุดที่พบครั้งแรก

เจ้าหน้าที่เห็นว่าหากปล่อยไว้ตามธรรมชาติพะยูนน้อยอาจไม่รอด เนื่องจากผลัดหลงจาก “แม่” จึงตัดสินใจนำมาอนุบาลเลี้ยงดูฟูมฟักในสภาพธรรมชาติ ท่ามกลางการเฝ้าดูแลประคบประหงมของเจ้าหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพราะหากเลี้ยงอนุบาลในบ่อจะไม่สามารถออกสู่ทะเลใหญ่อีก

จากนั้นได้นำตัว พะยูนน้อย เพศเมีย อายุ 4 -5 เดือน มาอนุบาลบริเวณบ้านแหลมจูโหย เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง เนื่องจากเป็นแหล่งหญ้าทะเลอาหารของพะยูน และเป็นแหล่งอยู่อาศัยของพะยูนมากที่สุดในเมืองไทย ภายใต้การดูแลฟูกฟักของเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ฯ ลิบง สัตวแพทย์ประจำกลุ่มสัตว์ทะเลหายาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง ที่อุทิศตนมาเข้ามาเป็น “แม่ของมาเรียม”

ทั้งนี้ การอนุบาลลูกพะยูนก่อนปล่อยคืนสู่ทะเลใหญ่ จำเป็นต้องมีคนมาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชม. คอยป้อนนมทุกวัน ปริมาณ1 - 2 ลิตร พร้อมพาฝึกว่ายน้ำออกกำลังกาย รวมถึงต้องช่วยพาตัวกลับลงน้ำยามเมื่อว่ายน้ำมาเกยตื้นที่ชายหาดเพราะไม่มีแม่ว่ายน้ำนำทาง

“เรามีจุดหมายเดียวกันคือฟูมฟักเจ้ามาเรียมให้แข็งแรง เพื่อว่าในอีกอย่างน้อย 6 เดือน เมื่อเขาแข็งแรงพอแล้ว จะสามารถไปใช้ชีวิตในทะเลได้ด้วยตัวเอง” นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวถึงพะยูนน้อยมาเรียม เปรียบเหมือนลูกสาวคนหนึ่งที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ

สำหรับชื่อ “มาเรียม” เป็นชื่อทีมงานและชาวบ้านเกาะลิบงช่วยกันตั้งขึ้น “มาเรียม” มีความหมายว่า “ผู้หญิงที่มีจิตใจงดงาม” เปรียบเสมือนความรักความหวงแหน และความผูกพันที่ชาวบ้านเกาะลิบงมีต่อพะยูนซึ่งเป็นสัตว์สงวนประจำท้องถิ่นของ จังหวัดตรัง

“มาเรียม” นับเป็นลูกพะยูนตัวแรกในเมืองไทย ที่มี “แม่เป็นคน” คอยเฝ้าดูแลฟูมฟักเลี้ยงในทะเล ขณะนี้พะยูนน้อยที่ร่างกายเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยมีน้ำหนักล่าสุดอยู่ที่ 29.20 กก. มีความยาว 1.20 เมตร และรอบตัว 74 ซม. สุขภาพแข็งแรงดีมาก และเกือบทุกครั้งพอกินนม กินหญ้าอิ่ม จะหลับปุ๋ยคามือทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ หรือไม่ก็ว่ายน้ำวนไปรอบๆ ตัว เป็นภาพน่ารักสร้างความน่าประทับใจของคนที่ได้เห็นเป็นอย่างมาก หรือไม่ก็ว่ายน้ำตีคู่ “แม่ส้ม” เรือคายัคสีส้ม ซึ่งน้องมาเรียมเข้าใจว่าเป็นแม่ เธอชอบว่ายตีคู่คลอเคลียใต้ท้องเรือตลอดทางไม่ห่าง ทำแบบนี้เป็นประจำทุกวัน ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ระบบย่อยของมาเรียมทำงานได้ดีด้วย

สำหรับ พะยูน เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายแมวน้ำขนาดใหญ่ ตัวอ้วนกลมอุ้ยอ้าย มีชื่อเรียกหลายหลายไม่ว่าจะเป็น “หมูน้ำ” หรือ “หมูดุด” หรือเรียกตามลักษณะที่คล้ายวัว “ดุหยง” เป็นภาษามลายู หมายถึง หญิงสาว, ผู้หญิงแห่งท้องทะเล หรือ “ดูกอง” (Dugong) ซึ่งเรียกขานตามสกุล ซึ่งปัจจุบันเมืองไทยพบพะยูนหลงเหลืออยู่เพียงสกุลเดียว

สถานการณ์ของพะยูนทั่วโลกในปัจจุบันจำนวนลดลงมากจนเกือบสูญพันธุ์ สถานการณ์โลก สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จัดอันดับให้ “พะยูน” อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย (Vulnerable - VU) มีความเสี่ยงที่จะสูญพันธ์ไปแบบไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าไร้ซึ่งการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากมนุษย์

ประเทศไทยพบพะยูนทางฝั่งอันดามัน ไล่ไปตั้งแต่ทะเลระนองไปจนถึงสตูล โดยพบมากที่สุดบริเวณในทะเลตรังบริเวณหาดเจ้าไหม เกาะลิบง เกาะมุก เนื่องจากเป็นแหล่งหญ้าทะเลขนาดใหญ่

ผลกระทบจากห้วงยามที่ทิศทางการอนุรักษ์ทะเลไทยไม่ชัดเจน ผู้ประกอบการประมงไม่ได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความอุดมสมบูรณ์สมบูรณ์ทางท้องทะเลถดถอย “พะยูน” สัตว์น้ำเจ้าถิ่นซึ่งเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ท้องทะเลไทย อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ ปัจจุบันได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ในปี 2535 ทั้งนี้ ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ ไซเตส (CITES) พะยูน อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ลำดับ 86 ของบัญชีไซเตส เป็นสัตว์ที่ห้ามค้าโดยเด็ดขาด ยกเว้นเพื่อการศึกษา วิจัย และเพาะพันธุ์เท่านั้น


สถานการณ์ พะยูน ในประเทศไทย ปี 2556สำรวจพบว่าพะยูนที่ทะเลตรังเหลืออยู่เพียงแค่ 110 - 125 ตัว ลดจำนวนลงด้วยสาเหตุอันน่าสลดใจ เนื่องจากผลกระทบจากเครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย ประมาณปีละ 12 ตัว และมีคาดการณ์จะสูญพันธุ์ไปจากทะเลตรังภายใน 16 ปี หากปล่อยให้ลดจำนวนลงโดยไม่มีการจัดการใด

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่า เนื้อ กระดูก และเขี้ยวพะยูน หรือที่ในตลาดมือเรียกกันว่า “งาช้างน้ำ” มีคุณสมบัติทางเมตตามหานิยม รวมถึงเชื่อกันว่าน้ำตาพะยูนและเขี้ยวพะยูนสามารถนำไปทำเสน่ห์คล้ายกับน้ำมันพราย ทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ของพะยูนมีการซื้อขายกันในราคาที่แพงมาก และเป็นชนวนเหตุให้ในอดีตมีการล่าพะยูน

อย่างไรก็ตาม มีการสำรวจประชากรพะยูนในทะเลตรังอีกครั้ง ปี 2560 พบว่ามีพะยูนประมาณ 169 ตัว ส่วนในปี 2561 พบว่ามีพะยูนคู่แม่ลูก 42 คู่ ข้อมูลยืนยันว่ามีพะยูนมากกว่า 210 ตัว และในปี 2562 คาดว่าจะมีประชากรพะยูนเพิ่มขึ้นเป็น 250 ตัว

อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรพะยูน ไม่เพียงเป็นผลมาจากความพยายามของนักอนุรักษ์ สิ่งสำคัญคือความร่วมมือร่วมใจของชุมชนประมงที่ไม่ใช้เครื่องประมงที่เป็นอันตรายกับสัตว์ทะเลหายาก รวมทั้ง การฟื้นฟูหญ้าทะเลให้เป็นแหล่งอาหารของพะยูนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับเรื่องราวของ “น้องมาเรียม” พะยูนน้อย ได้สร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก ผู้คนต่างเอาใจช่วย “น้องมาเรียม” ให้เจริญเติบโตแข็งแรงตามวัย มีทักษะการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง เพื่อกลับสู่ท้องทะเลใหญ่ออกร่วมฝูงกับพะยูนตัวอื่นๆ ปราศจากภัยคุกคามโดยเฉพาะที่เกิดจากมนุษย์

ขอบคุณภาพ ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ FB : Nantarika Chansue




กำลังโหลดความคิดเห็น...