xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“มาร์ค” Long March เดิมพันอนาคตการเมือง และอาจจบลงตรงที่เก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในวันที่ประกาศลาออกจากสถานภาพ ส.ส. (ภาพซ้าย), ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ์ (ภาพบน), น.ส.นัฏฐิกา โล่ห์วีระ (ภาพกลาง) และ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย (ภาพล่าง)
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เห็นด้วย 62 เสียง
ไม่เห็นด้วย 16 เสียง
งดออกเสียง 2 เสียงและบัตรเสีย 1 เสียง

หลัง “พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)” มีมติเข้าร่วมรัฐบาลตามคำเชิญของ “พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)” พร้อมสนับสนุน “ลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2562 สถานการณ์ของพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยก็เกิดอาการระส่ำระสายทันที

ปฏิกิริยาแรกที่ได้เห็นมาจาก “กลุ่มนิวเดม(New Dem)” หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ภายในพรรคที่ทยอยลาออก เริ่มจาก “ไฮโซนัท-ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย" ลูกชายของ กิตติ ธนากิจอำนวย มหาเศรษฐีหมื่นล้านแห่ง บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 15 กทม.พรรคประชาธิปัตย์ที่ประกาศลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เป็นคนแรก

จากนั้นสมาชิกกลุ่มนิวเดมก็ทยอยลาออก เช่น น.ส.นัฏฐิกา โล่ห์วีระ ผู้สมัคร ส.ส.ชัยภูมิ เขต 1 และ ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. เป็นต้น

“การตัดสินใจออกจากพรรค เป็นการตัดสินใจที่ผมใช้เวลาไตร่ตรองมานาน และเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตผม ผมเดินออกจากพรรค ไม่ใช่เพราะผมคิดว่าความคิดใครถูกหรือผิด แต่เป็นเพราะเราคิดต่างกัน ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติและประชาชนอนาคตผมจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญในวันนี้ แต่ผมยังขอยืนยันว่าความมุ่งมั่นที่อยากจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นและซื่อตรงต่อความต้องการของประชาชน เป็นความตั้งใจที่จะไม่มีวันจางหาย ด้วยความเคารพ พริษฐ์ วัชรสินธุ”

ความจริงต้องบอกว่า ความขัดแย้งทางความคิดดังกล่าวดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มนิวเดมมีความพยายามอย่างหนักที่จะนำเสนอความเห็นในการที่พรรคประชาธิปัตย์จะตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐและสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี

แน่นอน การตัดสินใจของ “กลุ่มนิวเดม(บางคน)” เป็นเรื่องที่ดีและเป็นการแสดงจุดยืนที่น่ายกย่อง แต่ก็ต้องบอกว่า เป็นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจใน “วิถีของพรรคประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง”

ย้ำกับคำว่า “วิถีของพรรคประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง” อีกครั้ง เพราะถ้าหากพวกเขาเข้าใจในประชาธิปัตย์มาตั้งแต่แรก มาตั้งแต่ตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกพรรคก็จะไม่มีทางตัดสินใจเยี่ยงนี้

คำถามก็คือ การลาออกของ “กลุ่มนิวเดม” จะมีผลอะไรกับพรรคหรือไม่

ตอบว่า “มี” แต่ไม่มาก เนื่องเพราะพวกเขาไม่ได้มีสถานภาพเป็น ส.ส.เพราะฉะนั้นคงไม่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พรรคประชาธิปัตย์ก็จะยังคงเข้าร่วมรัฐบาลและจะได้เก้าอี้รัฐมนตรีและสิ่งที่พวกเขายื่นเงื่อนไขตามที่ร้องขอทุกประการ

คำถามต่อมาก็คือ แล้ว “กลุ่มนิวเดม” ที่ลาออกไปจะสามารถกลับเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ได้อีกไหม

ตอบว่า “มีโอกาส” เพราะต้องไม่ลืมว่า กลุ่มนิวเดมส่วนใหญ่คือหน่อเนื้อเชื้อไขของคนพรรคประชาธิปัตย์แทบทั้งสิ้น ที่สำคัญคือ ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปในอนาคตและเห็นว่า มีอุดมการณ์ตรงกัน พวกเขาก็สามารถกลับเข้ามาสมัครสมาชิกใหม่ได้ทุกเมื่อ

น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และโฆษกกลุ่มนิวเดม เปิดเผยว่า เป็นคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกกลุ่มนิวเดม ที่ไม่เห็นด้วยกับการร่วมรัฐบาล และไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เคารพในมติของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้กรอบข้อบังคับของพรรคฯ จึงตัดสินใจทำหน้าที่ภายในพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

กล่าวสำหรับกลุ่มนิวเดมนั้น มีสมาชิกหลายคนด้วยกัน เช่น นายสุรบถ หลีกภัย นายณัฐภัทร เนียวกุล นายรัฐพงศ์ ระหงษ์ น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ นายชัยชนะ เดชเดโช นายพายุ เนื่องจำนงค์ น.ส. สุชาดา แทนทรัพย์ (ไอเดียร์) น.ส.มัฐธิณี มูลทิพย์ น.ส.พลอยนภัส โจววณิชย์ น.ส.อาภา รัชตะกุลธำรง และสมาชิกอื่นๆ อีก ร่วม 30 คน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ยังคงทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

อย่างไรก็ดี นอกจาก “กลุ่มนิวเดม” แล้ว บุคคลสำคัญที่ต้องเอ่ยถึงถัดมาต่อการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ “เดอะมาร์ค-นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตัดสินใจประกาศ “ลาออก” จากสถานภาพ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)” ในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 หรือวันที่รัฐสภามีมติให้สมาชิกโหวตเลือก “นายกรัฐมนตรี”

ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ได้เคยแสดง “ความรับผิดชอบ” ด้วยการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง “หัวหน้าพรรค” มาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากพรรคดำเนินยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ผิดพลาดจนต้องประสบกับความพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งอย่างหลุดลุ่ย กลายเป็นพรรคต่ำร้อย กลายเป็นพรรคขนาดกลาง และไม่มีเก้าอี้ ส.ส.กรุงเทพมหานคร(กทม.) แม้แต่เพียงเก้าอี้เดียว

การตัดสินใจครั้งนั้น นายอภิสิทธิ์ก็ได้รับเสียงชื่นชมเช่นกัน เนื่องเพราะถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าพรรค

ครั้งนี้จึงนับเป็นการตัดสินใจทางการเมือง “ครั้งที่สอง” ของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งก็เป็นไปตามจุดยืนที่นายอภิสิทธิ์เคยประกาศไว้ในตอนหาเสียงว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

นายอภิสิทธิ์ร่ายยาวถึงเหตุผลในการลาออกจาก ส.ส.เอาไว้ในบางช่วงบางตอนว่า “ผมไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว แต่เมื่อพรรคมีมติสมาชิกก็ต้องปฏิบัติตามซึ่งตนเสียดายโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างพื้นที่ในการทำหน้าที่เป็นฝ่ายที่ 3 คอยตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ ไม่ปล่อยให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเอาประชาธิปไตยมาบังหน้า เสียดายโอกาสที่จะทำให้การเมืองไทยหลุดพ้นจากการถูกบีบบังคับให้เลือกด้วยอารมณ์เกลียดเผด็จการหรือกลัวทักษิณ เมื่อความพยายามของผมล้มเหลว จึงอยากขอโทษประชาชนที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์โดยหวังว่าพรรคจะรักษาจุดยืนที่ผมพูดไปในฐานะหัวหน้าพรรค ประการต่อมาในการประชุมสภาเพื่อเลือกนายกฯ ผมคงไม่สามารถเข้าไปในห้องประชุมแล้วลงคะแนนสวนกับมติพรรคได้ ตนสนับสนุนระบบพรรค นักการเมืองที่ดีต้องมีวินัย แต่จะให้เดินเข้าไปแล้วออกเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ก็คงไม่ได้ เพราะใหญ่กว่ามติพรรคคือสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ ดังนั้น ผมจึงขอลาออกจากการเป็น ส.ส.ตั้งแต่บัดนี้”

แน่นอน แม้เป็นการตัดสินใจเพื่อ “รักษาจุดยืน” ทางการเมือง “ส่วนตัว” ของตนเองด้วยนายอภิสิทธิ์ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากหนทางนี้เพื่อเยียวยาหัวใจอันบอบช้ำของตัวเองให้สามารถดำรงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีต่อไปได้ แต่ก็ต้อง “ชื่นชม” หัวจิตหัวใจอันกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวของเขา ที่สำคัญคือเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในนักการเมืองไทย

แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทำนอง “ไม่เห็นด้วย” ตามมาเป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน

คำถามก็คือการลาออกของนายอภิสิทธิ์จะมีผลอะไรกับสถานการณ์ทางการเมืองและพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

คำตอบก็คือ มีแต่ไม่มาก เพราะถึงอย่างไรพรรคประชาธิปัตย์ก็จะเข้าร่วมรัฐบาลอยู่ดี

ขณะเดียวกันการลาออกของนายอภิสิทธิ์ก็มิได้ทำให้จำนวน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์หายไป เนื่องจากจะมีการเลื่อน “นายสุทัศน์ เงินหมื่น” อดีตขุนพลภาคอีสาน ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อถัดจาก “น้องตั๊น-จิตภัสร์ กฤดากร” ขึ้นมาเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อทดแทน

และคำถามสำคัญที่ต้องแสวงหาคำตอบก็คือ พรรคประชาธิปัตย์จะ “แตก” เหมือนเมื่อครั้งที่เคยเกิดในอดีตกับ “กลุ่ม 10 มกราคม” หรือไม่

คำตอบก็คือ “ไม่แตก” เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ที่ “นายอภิสิทธิ์” จะลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้วไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ ยิ่งประเด็นที่จะไปจับมือกับ “กลุ่มนิวเดม” สร้างพรรคเพื่อทำการเมืองตามแรงยุของกองเชียร์ด้วยแล้ว ยิ่งมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก เพราะถึงอย่างไรเลือดในกายของนายอภิสิทธิ์ก็เป็น “สีฟ้าเข้มข้น”

หลายคนถึงกับมองว่าเป็น “ละครหน้าม่าน” ที่ไม่มีนัยสำคัญทางการเมือง เพียงแต่ “การกลับมา” ของนายอภิสิทธิ์อาจต้องรอจังหวะเวลาและสถานการณ์การเมืองให้คลี่คลายลงไป ก็เท่านั้น

“หลายครั้งที่ผมกับท่านมีความเห็นไม่ตรงกัน ตั้งแต่เรื่องรัฐธรรมนูญ การทำไพรมารีโหวตผู้สมัครส.ส. การเลือกหัวหน้าพรรค รวมทั้งการจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลกับพลเอกประยุทธ์ แม้พวกเราจะยืนกันคนละจุด มีความเห็นไม่ตรงกัน แต่เป็นความเห็นต่างที่บริสุทธิ์ใจว่า นี่คือผลประโยชน์ของชาติและประชาชน บนพื้นฐานความเชื่อของแต่ละฝ่าย โดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

“อย่างไรก็ตามผมขอชื่นชมการตัดสินใจลาออกจากส.ส.ของท่าน ต่อมติพรรคที่เกิดขึ้น ผมถือว่าท่านคือต้นแบบที่นักการเมืองทุกฝ่ายต้องเอามาเป็นแบบอย่าง รวมทั้งฝ่ายที่อ้างตนเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย การแสดงความรับผิดชอบของท่านถือว่าเป็นการแสดงออกอย่างสุดยอดของนักประชาธิปไตย และจะถูกจารึกเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศและของพรรคประชาธิปัตย์ ที่หาได้น้อยคนมากที่จะมีความกล้าหาญแบบท่าน”นั่นคือความเห็นของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ซึ่งสะท้อนความนัยระหว่างบรรทัดได้เป็นอย่างดีว่าไอ้เรื่องความขัดแย้งที่ผ่านมามันเป็นเรื่อง “จิ๊บๆ”

ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยยังมองว่าการลาออกของนายอภิสิทธิ์คือ “หอก” ที่ย้อนกลับไปทิ่มใส่ “นายชวน หลีกภัย” ที่ก้าวขึ้นไปนั่งเก้าอี้ประธานรัฐสภาอย่างเจ็บแสบ เป็นการโยนระเบิดใส่พรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นฝ่ายสืบทอดอำนาจเผด็จการ เป็นการตำหนิการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคภายใต้การนำของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์นั้น “ผิด” ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมือง

ทว่า....นั่นน่าจะเป็นความเห็นของฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการเหยียบย่ำซ้ำเติมในทางการเมืองเสียมากกว่า ด้วยเหตุไปคิดว่า ในเมื่อกลุ่มนายอภิสิทธิ์ กลุ่มนายชวน ซึ่งมีจุดยืนไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ หนุนให้นายจุรินทร์เป็นหัวหน้าพรรค ดังนั้น นายจุรินทร์ก็ควรมีจุดยืนเดียวกัน เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คิดแบบนั้น ไม่เช่นนั้น มติพรรคคงไม่ออกมาว่า “เข้าร่วมรัฐบาล” อย่างแน่นอน

นอกจากนายอภิสิทธิ์แล้ว ก็ยังมีคนดังอย่าง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และอดีตผู้สมัครส.ส.พรรค ประชาธิปัตย์ ก็ได้ตัดสินใจลาออกด้วยเหตุผลในทำนองเดียวกัน ส่วนบรรดา “กองเชียร์” ที่ไม่หนุนให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล ก็ไม่เห็นมีใครลาออกจาก ส.ส.หรือสมาชิกพรรคตามนายอภิสิทธิ์แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็น เทพไท เสนพงศ์ สาธิต ปิตุเตชะ หรือวัชระ เพชรทอง
อย่างไรก็ดี คงต้องจับตามองกันต่อไปว่า การตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์จะส่งผลต่อทิศทางและคะแนนนิยมของพรรคในอนาคตหรือไม่อย่างไร เพราะต้องไม่ลืมว่า คะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์นั้นทับซ้อนอยู่กับพรรคพลังประชารัฐโดยตรง

พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถสร้างผลงาน จะผลักดันนโยบายของพรรคให้เป็นที่ประจักษ์ภายใต้การนำของรัฐบาลลุงตู่ เฟส 2 ได้มากน้อยแค่ไหนในทางปฏิบัติ หรือจะเป็นเพียงแค่ “นั่งร้าน” ในการก้าวเข้าสู่อำนาจเท่านั้น

นี่ต่างหากคือสิ่งที่ยากยิ่งและไม่มีใครคาดเดาได้ว่า สถานการณ์จะลงเอยอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาได้รับคะแนนนิยมเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิม หรือจะเดินทางไปสู่ความล่มสลาย

ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนป็อบปูลาร์โหวต 11.4 ล้านเสียง

ในการเลือกตั้งปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนป็อบปูลาร์โหวตเหลือ 3.9 ล้านเสียง

ในการเลือกตั้ง “ครั้งหน้า” ที่หลายคนคาดว่าจะมาเร็ว พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำทัพของ “หัวหน้าคนปัจจุบัน” คือ “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” จะได้ ส.ส.เพิ่มขึ้นหรือลดลง

โดยเฉพาะบรรดา FC ของนายอภิสิทธิ์เมื่อครั้งที่เขาเป็นหัวหน้าพรรคและประกาศไม่เอา “ลุงตู่” เป็นนายกฯ เพราะไม่ต้องการเห็นการสืบทอดอำนาจ จำนวน 3.9 ล้านเสียงจะยังมี “ใจ” ให้พรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่มีนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าหรือไม่อย่างไร

ส่วนตัว “นายอภิสิทธิ์” นั้น ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่า เส้นทางการเมืองของเขาจะไปในทิศทางใด เพราะต้องยอมรับว่า เป็นความเจ็บปวดที่ยากแท้หยั่งถึงหัวจิตหัวใจของเขาว่าจะบอบช้ำมากน้อยขนาดไหน และต้องถือเป็น “การเดินทางไกล” บนเส้นทางอันขรุขระซึ่งยังมองไม่เห็นจุดหมายปลายทางว่าจะจบลงในลักษณะใด

จะถึง “จุดอิ่มตัว” หรือเป็นแค่ “การเว้นวรรคทางการเมือง” ก่อนที่จะกลับมาใหม่เมื่อสถานการณ์เหมาะสม โดยเฉพาะในยามที่คะแนนนิยมในตัว “ลุงตู่” ลดน้อยถอยลง จนทำให้กลุ่มคนที่ไม่เอาทหารและไม่อยากได้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เข้ามาบริหารประเทศหันกลับมามองนายอภิสิทธิ์อีกครั้ง

อย่างน้อยการตัดสินใจในครั้งนี้ ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์ดีขึ้นมาทันตาเห็น

อย่างน้อยก็ดีกว่าทนอยู่แบบเดิมที่มองไม่เห็นหนทางว่า นายอภิสิทธิ์จะได้ผุดได้เกิดในทางการเมืองได้อย่างไรกับพรรคประชาธิปัตย์

ทำเป็นเล่นไปในอนาคตอันใกล้ ถ้าหากนายอภิสิทธิ์จะกลับมาใหม่ในเก้าอี้ตัวเล็กกว่าเดิมคือ “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)” ในแบบ “อิสระ” โดยไม่สังกัด “พรรคประชาธิปัตย์” คะแนนสงสารของนายอภิสิทธิ์ก็จะตีตื้นกลับขึ้นมาทันตาเห็นก็เป็นได้ เพราะเมื่อวิเคราะห์ผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.กรุงเทพมหานครที่ผ่านมา จะเห็นว่า คนที่เลือกพรรคพลังประชารัฐจำนวนไม่น้อยก็คือฐานคะแนนเสียงเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ

“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ของพรรคเพื่อไทยที่เป็นเต็งหนึ่งในสนามนี้ที่ว่าแน่ก็อาจจะต้องมีหนาวกันบ้างไม่มากก็น้อย

ยิ่งถ้าไปผนึกกับ “ไอติม” กับ “กลุ่มนิวเดม” ทำการเมืองเพื่อคนรุ่นใหม่ด้วยแล้ว ก็แลดูจะมีอนาคตกว่าจมอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังมองไม่เห็นทางเลยว่า จะสามารถกลับมาแจ้งเกิดในทางการเมืองเหนือ “พรรคเพื่อไทย” หรือ “พรรคอนาคตใหม่” ด้วยวิธีใด

พรรคประชาธิปัตย์น่าจะไม่ใช่คำตอบสำหรับคนรุ่นใหม่อีกต่อไปแล้ว.