xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ศึกใน ปชป.จบที่แตกหัก บารมี “ใบมีดชวน” เสื่อม

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค - ชวน หลีกภัย
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  แตกยับ! พรรคใหญ่ลายคราม 72 ปี ที่มีความเป็นพรรคการเมืองมากที่สุด วันนี้เดินทางมาถึงจุดที่ต้องตกต่ำที่สุด ไม่เพียงแค่ได้ ส.ส.ครึ่งร้อย แต่เพราะความขัดแย้งภายในปะทุเดือด ความสามัคคีป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี
   
             โดยเฉพาะคิวที่ “เสี่ยตุ๋ย” พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตผู้ท้าชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ที่อกหักจากสนามแข่งผู้นำ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กระบายความในใจ ฉีกหน้ากากผู้มากบารมีที่เคารพมา 30 ปี ที่แท้แค่ “จอมปลอม” เป็นภาพลวงตา
        
        แม้ไม่บอกชื่อ แต่ทุกคนรับรู้มุกตีโพยตีพายของฝ่ายแพ้ กับการพาดพิงคนเก่าแก่มากบารมี ในพรรคมีแค่ไม่กี่คน แต่ที่ชี้เป็นชี้ตายได้ ก็มีแค่คนเดียว “นายหัว” ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
           
     แม้แต่ “นายหัวชวน” ก็กินปูนร้อนท้อง รับรู้ได้ว่า ลูกพรรครายนี้พาดพิงถึงตัวเอง ออกมากรีดกลับแบบเผลเหวอะหวะ ตำหนิว่าไม่มีมารยาท เรื่องในบ้านเอามาเผาข้างนอก ถอดรหัสแต่ละคำ พูดได้เลยว่า โมโหอยู่ในระดับ “ปากสั่น”
           
     นานๆ จะเห็น “นายหัวชวน” โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ชนิดที่ว่า เกือบจะเลยคำว่า “ใบมีดโกน” เป็น “อีโต้” รับรู้ได้เลยว่า ควันออกหูแบบเก็บอาการไม่ได้
         
       ยังไม่พอ นึกว่าจะจบหลังโดน “นายหัวชวน” เอ็ดใส่ แต่ที่ไหนได้ หมูไม่กลัวปังตอ “เสี่ยตุ๋ย” พีระพันธุ์ สวนกลับไม่ได้เอ่ยชื่อใคร เหตุไฉนถึงร้อนตัว
       
         เท่านั้นไม่พอ ยังออกมาแก้กระแสข่าวที่ว่า หน้าชาโดน “นายหัวชวน” ชะยันโตใส่ระหว่างประชุมพรรคว่า “มั่ว” เพราะความจริงคือ ไม่ได้กลัว แต่ยังยืนซดแลกหมัดใส่ ให้เอาเทปบันทึกการประชุมมาดูได้ว่า จริงหรือเปล่า
        
        แรงมาก แรงกลับ มวยรุ่นเล็กท้าชนมวยรุ่นใหญ่ ที่ประสบการณ์และบารมีต่างกันเรียกว่า คนละระดับ มันก็สะท้อนให้เห็นลิ่มความขัดแย้งที่ยากจะสมาน
        
        สถานการณ์ในพรรคประชาธิปัตย์นาทีนี้ยากจะกลับมารักกันเหมือนเดิม ตามคิวที่ “เชื้อเพลิง” มันหมักหมมมานานนม ตั้งแต่ศึกยกแรกแย่งหัวหน้าพรรค ระหว่าง “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ “มือปราบข้าว” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก
        
        กติกาทุกอย่างเอื้อ “อภิสิทธิ์” แต่ก็ยังได้แค่เฉือน “หมอวรงค์” เข้าวิน กลายเป็นไฟสุมทรวงอกแก๊งใกล้ชิดสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังอยู่ในพรรค นำโดย ถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา

ชนะไปแบบค้างคาไม่ว่า ตอนตั้งกรรมการบริหารพรรค ยังไม่ให้เกียรติเอาแต่พวกสายอภิสิทธิ์ทั้งนั้น กลุ่ม “นายหัวถาวร” เหมือนชนชั้นสองในพรรค
           
     แสบสันต์สุด ก็ตอนจัดลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่สาย “พ่อมาร์ค” ที่มีทั้งรุ่นใหญ่และฟันน้ำนมได้ดิบได้ดี ในขณะที่พวกอาวุโสที่ทำงานให้พรรค ถูกปัดที่อยู่ลำดับหมดลุ้น เพราะว่าอยู่ในกลุ่มกบฏ
             
   ฟางเส้นสุดท้ายก็ตรง “เดอะมาร์ค” ประกาศไม่สนับสนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สืบทอดอำนาจ ที่สร้างความไม่พอใจให้กับ ส.ส.อีกขั้ว ที่อยากจะร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ยึดตำราออกซ์ฟอร์ด ทำอะไรโดยพลการ จนเป็นเหตุให้พรรคแพ้เลือกตั้งย่อยยับ
       
         แต่ผู้มากบารมีในพรรคก็ยังถือหางไม่เลิก โดยเฉพาะแมตซ์ล่าสุดที่ควรจะเปิดโอกาสให้อีกขั้วได้เปลี่ยนแปลงพรรค ก็ยังส่ง “อู้ดด้า” จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มาขวางทางแก๊งนายสุเทพ ที่ส่ง “เสี่ยตุ๋ย” ชิงชัย
         
       ว่ากันตามเนื้อผ้า ถ้าไม่ใช้บารมี “นายหัวชวน” ทางด้าน “จุรินทร์” น่าจะลำบาก เพราะในพรรคอยากจะเปลี่ยนแปลง หลังจากแพ้ซ้ำซากจำเจ จึงต้องการปฏิรูปพรรคเพื่อกอบกู้ขึ้นมาใหม่
         
       แต่ที่ไหนได้ “นายหัวชวน” ก็แสดงตัวชัดว่า ถือหางใคร ทำให้หลายคนไม่กล้าจะลูบคม ยอมสยบยอมทำตามผู้อาวุโส มุกนี้แหละที่ “เสี่ยตุ๋ย” ฟิวส์ขาด เพราะเหมือนพ่อรักลูกไม่เท่ากัน แถมยังมารังแก
         
       งานนี้ “นายหัวชวน” ไม่เลิก “เสี่ยตุ๋ย” ก็ไม่จบ

ถ้าจะรบกันต่อก็ไม่หนี แลกซดให้รู้ดำรู้แดงไปเลย แม้ใครจะมองขี้แพ้ชวนตี หรือแพ้แล้วพาลก็ตาม เพราะมันอัดอั้นเต็มกลืน
      
          อาการปีนเกลียว เล่นไม่ดูรุ่น ทั้งๆ ที่รู้ว่า การแตะ “นายหัวชวน” ผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของพรรคประชาธิปัตย์จะต้องเจออะไร บางทีจะอยู่พรรคไม่ได้เอา มันเป็นสัญญาณที่แจ่มชัดแบบชนิดที่ว่า เชื่อขนมกินได้ ไม่ใช่แค่ “เสี่ยตุ๋ย” ในพรรคคนเดียวที่คิดแบบนี้
        
        แต่มันต้องมีคนที่อยู่ในสภาพแบบนี้อีกหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มที่แพ้มาแล้ว 2 หน นำโดย “ถาวร” กับพวก ส.ส.ที่ต้องการเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ
         
       ขนาดเพื่อนซี้ “เดอะมาร์ค” อย่าง “หล่อโย่ง” กรณ์ จาติกวณิช อีกหนึ่งผู้ท้าชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไปจับมือกับกลุ่มของ “เสี่ยตุ๋ย” เพื่อรวมพลังแสดงให้เห็น
          
      เยอะกว่าสาย “นายหัวชวน” เปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เยอะพอที่ถ้ากอดคอกันออกมา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หายไปครึ่งหนึ่งจากจำนวนที่มี
      
          จับตาดูได้เลย มติพรรคประชาธิปัตย์นี่แหละจะเป็นตัวตัดสิน ที่ว่า มติพรรคเป็นดังประกาศิตคราวนี้อาจจะไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ได้
           
     อย่าลืมว่า หากออกมาว่าไม่ร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ส.ส.ทุกคนย่อมต้องบอกเคารพ แต่ถึงเวลาโหวตสายนายสุเทพ ก็ยกมือให้ “บิ๊กตู่” อยู่ดี เพราะกฎหมายใหม่ ส.ส.ทุกคนไม่จำเป็นต้องยึดโยงมติพรรค
        
        หากพรรคมีมติว่าไม่สนับสนุน “บิ๊กตู่” นั่นคือ มติ แต่ ส.ส.โหวตให้ “บิ๊กตู่” มันก็เป็นเอกสิทธิ์ที่พรรคมายุ่มย่ามไม่ได้ ตามมุกเคารพมติพรรค แต่ไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งมันเป็นสิทธิ์
       
         หากโมโหโกรธา ถึงขั้นจะมาไล่ออก ฝั่งนี้ก็ไม่ง้อเหมือนกัน แน่จริงไล่มา ก็แค่หาพรรคใหม่ให้ได้ภายใน 30 วัน แต่หากไม่ไล่ก็อยู่กันไปแบบนี้ แบบแบ่งขั้วแบ่งก๊ก ไม่มีเสถียรภาพ
          
      ยิ่งสถานการณ์แบบนี้ ขนาด “นายหัวชวน” ยังโดน “เสี่ยตุ๋ย” ถอนหงอก บอกเลย ฝั่งใครฝั่งมัน อยู่กันแค่มีชื่อพรรคตามหลังเท่านั้น
            
    หรือหากมีมติว่าจะเข้าร่วม อาจจะไม่บอกตรงๆ ส่อจะเปิด “ฟรีโหวต” ให้ตามอิสระ ตามคิวที่อย่างไร “นายหัวชวน” และ “เดอะมาร์ค” ก็ต้องอีโก้ ไม่ยอมมือให้ “บิ๊กตู่” เป็นแน่ จึงต้องเปิดทางออกให้
             
   แล้วตามคิวล่าสุด ที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศชิงการเป็นผู้นำในฝ่ายนิติบัญญัติ มันยิ่งตอกย้ำให้ชัดว่า “แตกยับ” ไม่มีชิ้นดี เพราะช่วงเช้าวันเดียวกันก่อนที่ค่ายสีฟ้าจะมาท้าชิง พรรคพลังประชารัฐก็ชิงเปิดชื่อ “พ่อมดดำ” สุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา ลงแข่งในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร
        
        สะท้อนให้เห็นความไม่ลงตัว ตามรายงานที่ว่า พรรคพลังประชารัฐก็จับตำแหน่งนี้แน่น ส่วนประชาธิปัตย์ก็แถลงเปิดศึกจะเอา ซึ่งหากเสียงประชาธิปัตย์เอกฉันท์จริง คงไม่ต้องเปิดเกมว่าพร้อมจะทำหน้าที่นี้ แต่สุ่มเงียบรอประชุมสภาฯทีเดียวเลยดีกว่า
           
     การที่พรรคพลังประชารัฐพร้อมแข่งกับประชาธิปัตย์ ทั้งที่เสียงอาจสู้ไม่ได้ นั่นก็สะท้อนให้เห็นว่า ในค่ายสีฟ้าเองก็ไม่ได้เห็นด้วยตามคำแถลงทั้งหมด แต่ต้องมีส่วนหนึ่งที่พร้อมมายกมือหนุนให้ “สุชาติ” จากพรรคพลังประชารัฐ

                ประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน อีกอย่างพรรคพลังประชารัฐก็ประกาศกร้าว อยากได้ก็มา “สู้กัน” แสดงว่า ก็มั่นว่ามีสิทธิ์ชนะ

                มติประชาธิปัตย์เริ่มไม่เข้มขลัง เพราะวันนี้คุม ส.ส.กันไม่อยู่ เหมือนผูกขาดการตัดสินใจจากอีกฝั่ง ในเมื่อเป็นแบบนี้อีกฝั่งก็ไม่ต้องสนใจได้เหมือนกัน!!!.