ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เป็นข่าวครึกโครมกรณีมีการติดตั้งบ้านกลางทะเล “Seasteading” สิ่งปลูกสร้างกลางทะเลห่างจากเกาะราชาใหญ่ จ.ภูเก็ต 12 ไมล์ทะเล โดยมีเป้าหมายสถาปนาเป็น “รัฐอิสระ” หรือ “เขตปกครองตนเอง” ประกาศความสำเร็จยูนิตแรกเตรียมขยายเป็นเมือง สุดท้ายกองทัพไทยเข้าตรวจพบมีความผิด เตรียมรื้อถอนและดำเนินคดีตามกฎหมาย
กล่าวสำหรับสิ่งปลูกสร้างกลางทะเล Seasteading บริเวณทะเลนอกชายฝั่ง จ.ภูเก็ต ประเทศไทย ต้นเรื่องเกิดจากคู่สามีภรรยา นางสุปราณี เทพเดช หรือ Nadia Summergirl หญิงชาวไทย และ นายแชด เอลวาร์ทอฟสกี (Chad Andrew Elwartowski) ชายชาวอเมริกันวัยใกล้เกษียณ ทุ่มเงินจากการลงทุนบิตคอยน์จำนวน 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.77 ล้านบาท สร้างบ้านลอยน้ำ หรือ Seasteading
แนวทางของ Seasteading เป็นการตั้งถิ่นฐานแบบถาวรในทะเล ตั้งอยู่นอกเขตอำนาจรัฐของประเทศใดประเทศหนึ่ง กล่าวคือเป็นการสร้างบ้านที่ลอยน้ำอยู่ใน “น่านน้ำสากล” หรือ “ทะเลสากล” ไม่ได้ตั้งอยู่ในดินแดนประเทศใด ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายใดๆ ทำให้เจ้าของบ้านหรือผู้อยู่อาศัยมีอิสระเสรีทำทุกอย่างได้ตามใจต้องการ
สิ่งปลูกสร้างกลางทะเล Seasteading ใกล้กับ จ.ภูเก็ต ลักษณะเป็นบ้าน 2 ชั้นขนาดเล็ก ทรงแปดเหลี่ยม ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งด้านในมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพอสมควร นอกจากนี้ ยังมีการโฆษณาชักชวนให้ผู้ที่ชื่นชอบในแนวคิดดังกล่าวเข้ามาพักอาศัยตั้งชุมชน สถาปนาเป็นรัฐอิสระในอนาคตด้วย
โดยเรื่องราวของ Seasteading กลางทะเลห่างจากเกาะราชาใหญ่ จ.ภูเก็ต 12 ไมล์ทะเล เปิดเผยผ่านสารคดีชุด THE FIRST SEASTEADERS แชนแนล Seateading เว็บไซต์ Youtube ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ. 2562 เป็นต้นมา
กระทั่ง เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2562 กองทัพเรือ เข้าตรวจดำเนินการตรวจสอบพบสิ่งปลูกสร้างลอยน้ำ Seasteading บริเวณอาณาเขตทางทะเลของประเทศไทย เบื้องต้นพบว่าการวางตัวของสิ่งก่อสร้างดังกล่าว “ทั้งเหนือเเนวน้ำเเละใต้เเนวน้ำ” กีดขวางเส้นทางเดินเรือ จนอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการเดินเรือของเรือชนิดต่างๆ ที่ใช้เส้นทางนี้ในการเดินเรือได้ เนื่องจากสิ่งก่อสร้างนั้นไม่มีอุปกรณ์เตือนภัยใดๆ ในการเเจ้งบอกให้กับเรือที่เดินทางไปมาได้รับทราบถึงการมีอยู่ของสิ่งก่อสร้างนี้เลย
พลเรือโทสิทธิพร มาศเกษม ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เขต 3 (ศรชล.เขต 3) เปิดเผยว่า กองทัพใช้กลไกของ ศรชล.เขต 3 ในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เมื่อตรวจพบการกระทำที่มีแนวโน้มที่ทำให้อธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลมีความเสียหาย จึงได้ดำเนินการในการที่จะตรวจสอบแก้ไขตามกฎหมาย จากนั้นใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหลักสากล
พล.ร.ต.กฤษณะ กุณฑียะ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 3 ผู้แทน ผอ.ศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เขต 3 อธิบายว่าแนวความคิดของ Seasteading สิ่งปลูกสร้างกลางทะเลใกล้ จ.ภูเก็ต ดังกล่าว จะทำให้เอกราชของประเทศไทยเสื่อมเสีย เนื่องจากพื้นที่ทางอาณาเขตประเทศไทยบางส่วนจะถูกรบกวนสิทธิจากกลุ่มคนดังกล่าว อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 119 และการสร้างสิ่งปลูกสร้างของกลุ่ม Seasteading เป็นการละเมิดสิทธิอธิปไตยของประเทศไทยที่มีเหนือเขตต่อเนื่องตามข้อ 56B และข้อ 60 วรรค 7 และ วรรค 8 ของอนุสัญญากฎหมายทะเล ค.ศ.1982
ทั้งนี้ จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างกลางทะเลดังกล่าว โดยมีการแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันกระทำผิดเรื่องความมั่นคง รวมทั้ง ระงับการใช้วีซ่าและแบล็กลิสต์ ในส่วนของการตรวจสอบดำเนินการแยกเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ทางทะเล เป็นอำนาจหน้าที่ของศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เขต 3 (ศรชล. เขต 3 ) และทัพเรือภาคที่ 3 กับ ความรับผิดชอบของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่บนฝั่ง เช่น การว่าจ้างให้ประกอบหรือสร้างวัตถุลอยน้ำ สถานที่ในการก่อสร้าง มีการดำเนินการขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ พ.ร.บ.โรงงาน หรือไม่อย่างไร
แม้คู่สามีภรรยาชาวอเมริกัน-ไทย กล่าวอ้างเรื่องการสร้างบ้านลอยน้ำเหนือน่านน้ำสากล ซึ่งอยู่นอกเขตของอำนาจรัฐของประเทศใดๆ ก็ตาม แต่กรณีที่เกิดขึ้นให้อำนาจรัฐไทยภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS 1982
อีกทั้งหลังจากทางการไทยเข้าตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งคู่กลับร้องเรียนขอความช่วยเหลือไปยังสื่อต่างประเทศ ขอให้ช่วยเหลือเป็นผู้ลี้ภัย อ้างถูกทหารไทยตามล่าเอาชีวิต ปมสร้างบ้านลอยน้ำกลางทะเล จ.ภูเก็ต
เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 62 นายแชด เอลวาร์ตอฟสกี และนางสุปราณี เทพเดช ได้ส่งอีเมล์ถึงสำนักข่าว ดับเบิลยูเอ็กซ์วายซี ในเมืองดีทรอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีใจความสำคัญอ้างว่าทหารไทยว่าต้องการเอาชีวิตพวกเขา หลังจากถูกรัฐบาลกล่าวหาว่า ได้พยายามสร้างบ้านลอยน้ำในทะเล (seastead) ซึ่งเป็นน่านน้ำของไทย หรือที่พักอาศัยซึ่งตั้งอยู่ในทะเลนอกเขตอำนาจของประเทศใดๆ นอกชายฝั่งเกาะภูเก็ต พร้อมกับยืนยันว่าพวกเขากำลังหลบหนีและซ่อนตัวอยู่เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย ความว่า
“ทหารไทยต้องการให้เราตาย วิธีที่พวกเขาใช้ที่นี่คือ สร้างเรื่องราวขึ้นมาในสื่อของพวกเขา และก็เอามันมาใช้ เรื่องราวที่ว่าคือ เราเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และเราอาจเผชิญโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหาร พวกเขาไม่ต้องการให้เรารอดเพื่อเล่าเรื่องฝั่งเรา” นายแชด เอลวาร์ตอฟสกี กล่าวอ้างรวมทั้งขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อที่จะขอลี้ภัยอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทั้งคู่อาศัยในSeastead หลังนี้เป็นครั้งคราวเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน และต้องการใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระจากกฎหมายของรัฐบาลประเทศใดๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า “อิสรนิยม” โดยผู้ที่มีแนวคิดแบบเดียวกันนี้ริเริ่มการสร้างกันมาตั้งแต่ปี 2511 แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ
ฉะนั้น การที่กองทัพเรือของไทยเข้าตรวจสอบดำเนินการตามกฎหมายและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามอนุสัญญา UNCLOS 1982 ซึ่งกำหนดนิยามอาณาเขตทางทะเลดังนี้ โดยนับจากเส้นฐาน (Baseline) เลยออกไป 12 ไมล์ทะเล ถือเป็นอาณาเขตของรัฐชายฝั่ง สภาพจะเหมือนเขตแดนไทยบนบกทั้งหมด นับออกไป 24 ไมล์ทะเล เป็นเขตต่อเนื่องซึ่งแม้ไม่ใช่เขตของประเทศไทย แต่ไทยมีสิทธิในการบังคับใช้กฎหมาย อาทิ ตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร สุขาภิบาล และนับออกไป 200 ไมล์ทะเล ถือเป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะ แม้ไม่ใช่อาณาเขตของไทยแต่เราสามารถแสวงประโยชน์ แต่ต้องไม่กระทบกับสิทธิ์ของคนทั้งโลกที่จะเดินเรือผ่านน่านน้ำนั้นอย่างเสรี Freedom of Navigation
สถาบันกฎหมายขนส่งและพาณิชยนาวี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เผยแพร่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่มีการติดตั้งสิ่งปลูกสร้างกลางทะเล Seasteading ห่างจากเกาะภูเก็ตไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากเกาะราชาใหญ่กว่า 12 ไมล์ ที่อ้างอิงแนวทางการตั้งถิ่นฐานแบบถาวรในทะเลบริเวณน่านน้ำสากล ความว่า
“ข้อ 2 และ 3 แห่ง อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล กำหนดว่าในบริเวณ 12 ไมล์ทะเลนับจากเส้นฐานออกไป คือพื้นที่ที่เรียกว่าทะเลอาณาเขต ซึ่งรัฐชายฝั่งมีอำนาจอธิปไตยในการใช้ประโยชน์และหวงกันพื้นที่ดังกล่าว เพื่อใช้ประโยชน์ให้เป็นไปตามนโยบายแห่งรัฐนั้น ซึ่งรวมถึงสิทธิและอำนาจในการอนุญาตให้มีการสร้างเกาะเทียมหรือสิ่งติดตั้งอื่นใดในบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ภายใต้บังคับของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 และกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
และข้อ 56 แห่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล กำหนดให้บริเวณ 200 ไมล์ทะเลนับจากเส้นฐานที่ใช้วัดทะเลอาณาเขต รัฐชายฝั่งมีสิทธิอธิปไตยใน (1) การสำรวจและใช้ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตที่อยู่ในน้ำ บนพื้นทะเล และในดินใต้พื้นทะเล รวมไปถึงการผลิตพลังงานจากน้ำทะเล ลม และคลื่นด้วย (2) รัฐชายฝั่งยังมีเขตอำนาจในการสร้างและใช้ประโยชน์จากเกาะเทียม สิ่งติดตั้ง และโครงสร้างอื่น ทำการวิจัยทางทะเล และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในทะเลด้วย ทั้งนี้ การใช้สิทธิอธิปไตยดังกล่าวต้องไม่เป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิของรัฐอื่นเกินสมควร และเป็นไปตามอนุสัญญาฯนี้และตามกฎหมายระหว่างประเทศด้วย
การมีการสร้างสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตามที่ปรากฏในข่าว จึงไม่ใช่การสร้างสิ่งปลูกสร้างใน “น่านน้ำสากล” (ซึ่งไม่ใช่คำที่ปรากฏในกฎหมาย) แต่อย่างใด แต่เป็นการสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ ที่ประเทศไทยมีอำนาจอธิปไตยหรือสิทธิอธิปไตย (กรณีขึ้นอยู่กับว่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวอยู่เกินกว่า 12 ไมล์ทะเลนับจากเส้นฐานหรือไม่) โดยไม่ได้รับอนุญาต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ตามกฎหมายของราชอาณาจักรไทย”
ทั้งนี้ การสร้าง Seasteading เหนือน่านน้ำสากลให้เป็นรัฐอิสระเหนือกฎหมาย มีความกังวลว่าจะเป็นช่องทางในการเลี่ยงภาษีของคนร่ำรวย เป็นแหล่งอาชญากรรมต่างๆ ซึ่งปัจจุบัน Seasteading ไม่ถูกยอมรับว่าเป็นรัฐที่มีอธิปไตยโดยสมบูรณ์


