xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

จากสวัสดีวันจันทร์ ถึงสวัสดีลุงตู่ ไพ่เด็ด “พี่มาร์ค” แต้มต่อ “รัฐบาลผสม” “พปชร.” ขมคอ ถ้าแพ้“ปชป.” พท.ก็เคว้งคว้าง ฝ่าย “ไข่แม้ว” ไม่เข้าเป้า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ทำเอาอุณหภูมิการเมืองร้อนฉ่า!!

ไพ่เด็ดของ “หล่อใหญ่” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่งัดออกมาในช่วงโค้งสุดท้าย กับการประกาศไม่ขอเป็นนั่งร้านให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สืบทอดอำนาจ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ

“ชัดๆ เลยนะครับ ผมจะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯต่อแน่นอน” คลิปสั้นๆ 30 วิที่ทำเอาภูมิทัศน์เลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 สะเทือนครั้งใหญ่

หลังประกาศผัวะด้วยคลิปสั้นๆ ผ่านโลกออนไลน์ ยังไปขยี้ต่อบนเวทีดีเบตที่จัดในวันเดียวกันอีก

กระแสไปหลายทิศหลายทาง โดยเฉพาะ “ฝ่ายต้านระบอบทักษิณ” รุมถล่ม “พี่มาร์ค” และพรรคประชาธิปัตย์กันยับเพียงชั่วข้ามคืน ว่าได้เปลี่ยนอุดมการณ์หันไปอยู่กับฝ่ายศัตรู เพียงเพราะอำนาจหอมหวานที่ฝั่งนั้นหยิบยื่นให้ โดยไม่สนพี่น้องที่บาดเจ็บล้มตายเพื่อร่วมกันโค่นล้มระบอบทุนสามานย์ในอดีต

มองผิวเผินกับไทม์มิ่งที่ “เดอะมาร์ค” ออกหมัดนี้ว่าไม่เอา “บิ๊กตู่” นั้น เสมือนหนึ่งเป็นการผลักตัวเองไปอยู่อีกข้างหนึ่งนั่นคือ ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” อันมีพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ และพรรคเพื่อชาติ เป็นอาทิ

ถึงขนาดแซวกันว่า “พี่มาร์ค” เจอ “พี่แม้ว” ซื้อไปแล้ว

การที่ “แนวร่วม” โยนเครื่องหมายเควสชั่นมาร์คใส่ “อดีตนายกฯ มาร์ค” ทำเอาเจ้าตัวอยู่ไม่สุขเหมือนกัน “อภิสิทธิ์” ต้องรีบตั้งโต๊ะออกมาอธิบายกันให้เข้าใจ ปฏิเสธ “บิ๊กตู่” แต่ไม่ได้ปฏิเสธพรรคพลังประชารัฐ ที่ร่วมงานกันได้ หากแต่ผู้นำต้องไม่ใช่หัวหน้า คสช.ในปัจจุบัน

ยัง “กำกวม” อยู่ในที เพราะในขณะที่บอกว่าไม่เอา “ประยุทธ์” แต่กับ “พลังประชารัฐ” ยังมีช่องคุยกันได้ ถ้ารับ “เงื่อนไข” ของ “ประชาธิปัตย์”

รวมทั้งไม่จับมือกับ “เพื่อไทย” เพราะออกตัวไปในแคมเปญก่อนหน้าแล้วว่า ไม่ร่วมงานกับ “พรรคทุจริต” พร้อมขยี้ต่อว่าคงร่วมสังฆกรรมกับพรรคเพื่อไทยภายใต้การบงการของ “คนแดนไกล” ไม่ได้แน่นอน

มองไม่ยากที่ต้องออกมาอธิบายแบบร้อนรน ก็เพื่อรักษาคะแนนเสียงที่กำลังจะกระโดดหาย เพราะเข้าใจว่าค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผมไปสมคบกับศัตรู

สรุปคือ ความหมายของ “ประชาธิปัตย์” ไม่เอาทั้ง “บิ๊กตู่” และ “พรรคเพื่อไทย” แต่จะเป็น “พรรคหลัก” พร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเอง ซึ่งจำเป็นต้อง “เทลุงตู่” เพื่อเรียกคะแนนจากฝั่งที่ไม่เอาทักษิณ “เซย์โนเพื่อไทย” ก็เพื่อโกยคะแนนจากฝั่งไม่เอาทหาร
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ก้นบึ้ง “พี่มาร์ค” คิดอย่างไรยากหยั่งรู้ แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างเรตติ้ง อัพราคาทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายได้พอสมควร ด้วยสามารถยึดครองพื้นที่สื่อได้หมด ทำให้ฝั่งที่เรียกตัวเองว่า ฝ่ายประชาธิปไตยพ่ายแพ้ในเชิงพื้นที่ข่าว

ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของปรากฎการณ์ “ฟ้ารักพ่อ” อย่าง “เสี่ยเอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หรือปรากฏการณ์ “แม่ยายแห่งชาติ” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย กระทั่งปรากฏการณ์ “พ่อมาแล้ว” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่โดน “พี่มาร์ค” ขโมยซีนถ้วนหน้า ถึงกับ “จืดสนิท” ไปพักใหญ่

ดีไม่ดี “ติ่งฝ่ายประชาธิปไตย” ทั้ง “ติ่งธนาธร - ติ่งแม่น้องจินนี่ -ติ่งเสรี” ก็เปลี่ยนใจกลับมาหา “อภิสิทธิ์” ได้ไม่น้อย

บอกได้แค่ว่า “พี่มาร์ค” ไม่มีอะไรเสีย ที่นั่ง ส.ส.ไม่ถึงแชมป์แน่ จะได้ถึง 100 หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ก็ถือว่าดีต่อพรรคในเรื่องคะแนนเสียง

เพราะอย่าลืมเงื่อนไขหนุน-ไม่หนุน “ลุงตู่” ในคลิป 33 วินาทีนั้น “อภิสิทธิ์” เลือกใช้คำว่า “ผม” ที่มีบริบทแตกต่างกับคำว่า “เรา” หรือ “พวกเรา” ที่เหมารวมไปถึงต้นสังกัดได้

ถือว่าทำพรรคประชาธิปัตย์ลอยตัวจากเงื่อนไขที่เพิ่งเขี่ยออกมา

อย่างไรก็ดีสุดท้ายแล้วดู “พี่มาร์ค” จะเข้าเนื้อนิดๆ เพราะเท่ากับว่า การเปิดผนึกจดหมายรัก เป็นเพียงแค่แคมเปญที่ “เห็นแก่ได้-เล่นสองหน้า” อย่างเห็นได้ชัด

การประกาศไม่เอา “บิ๊กตู่” เพราะต้องการคะแนนจากฝ่ายประชาธิปไตย และกลุ่มคนที่ไม่นิยมชมชอบรัฐบาลปัจจุบัน ไม่เอาเผด็จการทหาร ในจังหวะที่ “ไทยรักษาชาติ” เพิ่งปิดกิจการอย่างไม่ค่อยเต็มใจไป

ขณะเดียวกันก็ประกาศไม่เอาพรรคเพื่อไทยภายใต้การชักใยของ “คนแดนไกล” ทักษิณ ชินวัตร เพื่อเอาคะแนนจากฝ่ายไม่เอาระบบทุนสามานย์-เผด็จการรัฐสภา เช่นกัน
ลุงตู่ในภาพลักษณ์ใหม่
ดูจะสับสนในตัวเองหน่อยๆ แต่ก็ถือเป็น “หมากเหนือชั้น” ใช้หลักการตลาดแบบหวือหวา พยายามถีบตัวจาก “ตัวประกอบ” ที่จัดหมวดแค่ “ตัวแปรหลัก” ให้เป็น “นักแสดงนำ” นั่นเอง

สิ่งที่ “อภิสิทธิ์” พูด แม้จะถูกมองว่า “เห็นแก่ได้” มากเกินไป ในอารมณ์ไม่มีใครดีในสายตา แต่ก็ถือว่าอยู่ในหลักการ เมื่อดูสถานะของ “ประชาธิปัตย์” ในปัจจุบัน

โดยเฉพาะกับ “คู่แข่งแย่งรองแชมป์” อย่าง พรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นการแก้แค้นที่สาสมหลังก่อนนี้ “พลังประชารัฐ” บุกทะลวงดูดกระชากอดีต ส.ส.ไปจากค่ายสะตอไม่น้อย

สถานะของ “พี่มาร์ค” อดีตนายกฯ 1 สมัย และผู้เสนอตัวเป็นนายกฯรอบนี้ด้วย ไม่สามารถพูดว่าสนับสนุน “บิ๊กตู่” ซึ่งเป็นคู่แข่งในสนามได้อยู่แล้ว กอปรกับวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังประเมินว่า ตัวเองในสนามเลือกตั้งยังคงเป็นพรรคอันดับ 2 ของประเทศต่อจากพรรคเพื่อไทย โดยมีฐานที่มั่นหลักอย่างภาคใต้ และ กทม. ที่ยังไม่มีวี่แววว่า “พลังประชารัฐ” จะพลิกมาแซงหรือเอาชนะได้

แสดงความมั่นใจในระดับเดียวกับที่ พรรคประชาธิปัตย์ จะได้ ส.ส.มากกว่า 100 ที่นั่ง หาก “ต่ำร้อย” พร้อมที่จะรับผิดชอบลาออกจากตำแหน่ง “ผู้นำฝูงสีฟ้า” เอง

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์มั่นใจว่าเป็นพรรคอันดับ 2 ซึ่งหมายถึงมีคะแนนเหนือกว่าพรรคพลังประชารัฐ การป่าวประกาศว่า สนับสนุน “บิ๊กตู่” ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคที่มีคะแนนน้อยกว่า จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล

มองเหลี่ยมนี้ต้องบอกว่า “พี่มาร์ค” ถือไพ่ในมือที่ค่อนข้างมีราคา เพราะรู้ว่า รัฐบาลชุดต่อไปย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงจากการเป็น “รัฐบาลผสม” ได้ หากพรรคพลังประชารัฐต้องการเป็นรัฐบาล ย่อมต้องมีพวกเขา ที่คงเป็น “พรรคเหนือร้อย” ไม่กี่พรรค
สติ๊กเกอร์สวัสดี 7 วัน 7 สีของ “ลุงตู่” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
หากแต่การเป็นรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นในสถานะใดระหว่าง “แกนนำจัดตั้ง” หรือ “พรรคร่วมธรรมดา” นั่นเพราะการจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ จะต้องเป็นพรรคที่มีคะแนนเหนือกว่าพรรคอื่นๆ แล้วไปรวบรวมเสียงมาเพื่อให้เพียงพอ

หมากตานี้ของนายอภิสิทธิ์จึงเสมือนหนึ่งการสลัดหลุดจากการเป็นเงาหรือลูกไล่ของพรรคพลังประชารัฐและเงาของ “บิ๊กตู่” ไปโดยปริยาย ที่สำคัญคือเป็นการเพิ่มความโดดเด่นขึ้นมาเทียบเท่าพรรคเพื่อไทยและพลังประชารัฐในฐานะผู้แข่งขันการจัดตั้งรัฐบาล และยังทำให้ประชาชนกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ ซึ่งไม่นิยมทั้งพรรคเครือข่ายของระบอบทักษิณ และพรรคเครือข่ายการสืบทอดอำนาจ ได้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น

แน่นอนพรรคเพื่อไทยไม่สามารถร่วมกับพรรคพลังประชารัฐได้ พรรคพลังประชารัฐจึงเหลือเพียงพรรคประชาธิปัตย์ ทว่า ถ้า “ประชาธิปัตย์” ได้ที่นั่ง ส.ส.มากกว่า พวกเขาย่อมมีสิทธิในการเป็น “แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” ที่เป็นคนเลือกพรรคร่วมรัฐบาล

ต้องเป็นคนร่อนเทียบเชิญ ไม่ใช่นั่งรอเทียบเชิญ “อภิสิทธิ์”กำลังส่งสัญญาณให้เห็นว่า การร่วมกันนั้นมี “เงื่อนไข”โดยเฉพาะการประกาศชัดว่าไม่เอา “บิ๊กตู่”แต่ยังร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐได้ ซึ่งหมายถึงถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ที่นั่ง ส.ส.มากกว่า คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไม่ใช่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

แต่สิ่งหนึ่งที่ “อภิสิทธิ์” ไม่ได้ระบุไว้คือ หากพรรคพลังประชารัฐมีคะแนนเหนือกว่าพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากจะยอมเข้าร่วมรัฐบาลด้วยแล้ว จะยังยอมให้ “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศหรือไม่
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งอนาคตใหม่ที่มาแรงในโลกโซเชียล แต่ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่า จะได้ ส.ส. มากแค่ไหน
ย้อนไปดูข้างต้นที่เน้นว่า ใช้คำว่า “ผม” ในรูปประโยค หาใช้คำว่า “เรา” ที่แปลว่าทั้งพรรคประชาธิปัตย์

รวมทั้งไม่รับเดิมพันในสิ่งที่ “ธนาธร ส้มหวาน” พยายามท้าทายบนเวทีดีเบตว่า ไม่ใช่แค่ไม่เอา “ประยุทธ์” แต่ต้องไม่เอา “พลังประชารัฐ” ด้วย ถ้าไม่อยากถูกมองว่าหวังกัน “ประยุทธ์” เพื่อให้ตัวเองได้เป็นนายกฯ

ขนาดโดนแฉกลางอากาศ แต่ “อภิสิทธิ์” กลับขยี้ซ้ำอีกว่า สามารถร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐได้ โดยที่ตัวเองเป็นคนตั้งเงื่อนไข เท่ากับไม่ปฏิเสธสิ่งที่ “ธนาธร” ว่าไว้แม้แต่น้อย

ถือเป็นการ “แบไต๋” ทางการเมือง ให้รู้ๆไปเลยว่าคิดอะไรอยู่ เพื่อบีบความกดดันไปให้พรรคพลังประชารัฐต้องเป็นฝ่ายคิด หากต้องการพรรคประชาธิปัตย์ร่วมอยู่ในรัฐบาล ก็ยังพอเป็นไปได้

การระบุว่า ยอมเป็นฝ่ายค้าน เป็นเหมือนการส่งสัญญาณให้พรรคพลังประชารัฐต้องเลือกว่า จะยอมให้ “อภิสิทธิ์” เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนมากกว่าพรรคพลังประชารัฐในสภา

และการประกาศจุดยืนแบบนี้ของพรรคประชาธิปัตย์คือ ทำให้สมการทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความซับซ้อนและยากลำบากมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

และแน่นอนว่า ย่อมเป็นเรื่องที่ทำให้ “พลังประชารัฐ” ถึงกับเดือดปุดๆ เสมือนถูก “เฮียมาร์ค” ช่วงชิงความได้เปรียบไปแบบหน้าตาเฉย ถึงขนาดคนประหยัดถ้อยคำอย่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 2 พรรคพลังประชารัฐ ฉุนกึกสาปส่งให้ไปผสมพันธุ์กับพรรคเพื่อไทย เลยทีเดียว
ติ่งลุงตู่อย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ถึงกับขึ้น “มึง มัน” ทวงบุญคุณเมื่อครั้งที่อุ้มนายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกฯ ในการปราศรัยของพรรครวมพลังประชาชาติไทยกันเลยทีเดียว
ร่วมไปถึงคนนอกพรรค แต่ปวารณาตัวเป็น “โอตะลุงตู่” อย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ เจ้าของพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ขึ้น มัน มึง ด่ากราดอดีตนายกฯ ที่ตัวเองปั้นขึ้นมาไม่มีชิ้นดี

เพราะอย่างที่บอก “หมากของมาร์ค” ทำเอาภูมิทัศน์เลือกตั้ง 2562 เปลี่ยนไป

มาไล่ดูแนวโน้มหลัง 24 มีนาคม ในภาวะการเมือง 3 พรรคใหญ่ เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ - พลังประชารัฐ ในมุมที่ไม่มีใครเอากันเลย ก็เกือบจะเป็น “เดดล็อก” เพราะพรรคเพื่อไทยไม่มีโอกาสได้เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเหมือนอดีต ด้วยโดนสูตร “จัดสรรปันส่วนผสม” ของ “รัฐธรรมนูญมีชัย” ล็อกไว้ แถมแนวรบด้าน “ไทยรักษาชาติ” ก็พังพาบไปต่อหน้าต่อตา แล้วยังจับมือกับอีก 2 พรรคไม่ได้

ขณะที่ ประชาธิปัตย์-พลังประชารัฐ ก็ไม่มีศักยภาพพอที่จะได้ที่นั่งเกินกึ่งหนึ่ง ว่าก็ว่าเถอะรวมกันยังได้ไม่ถึงครึ่งสภา แล้วยังมาปั้นปึ่งไม่ร่วมหอกันอีก

หากออกมาแบบนี้ เพราะในทางปฏิบัติพรรคประชาธิปัตย์ไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทยแน่ และต่อให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยสามารถตกลงปลงใจกับฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย แต่ถึงกระนั้นจำนวนเสียงก็ไม่เพียงพอต่อการเป็นรัฐบาลอยู่ดี

หรือจะมีความคิดไปดึงพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา ที่มักจะพร้อมเป็นรัฐบาลอยู่แล้วนั้น ครั้งนี้คงไม่ใช่ “ของตาย” อีกต่อไป

พรรคภูมิใจไทย แม้ระยะหลังจะออกโทนวิพากษ์วิจารณ์ คสช.อย่างดุ เด็ด เผ็ด มัน ถึงขั้น “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ประกาศว่า จะสนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.เท่านั้น แต่นั่นเป็นเพียงกลยุทธ์ในการหาเสียงเท่านั้น

อย่างที่รู้กัน “ภูมิใจไทย” แม้จะมี “เสี่ยหนู” เป็นหัวหน้าพรรค แต่ผู้มีบารมีคนสำคัญยังคงชื่อ “เสี่ยเป็ด” เนวิน ชิดชอบ เจ้าของอาณาจักรเซราะกราว ที่หลบอยู่หลังฉาก

“เนวิน” ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า ควรจะอยู่ฝั่งไหนถึงจะอยู่รอดปลอดภัย ต่อให้พรรคพลังประชารัฐจะต้องตกอยู่ในสภาพเพลี่ยงพล้ำ แต่ด้วยกลไกที่ คสช.วางเอาไว้ แผงอำนาจตามองค์กรต่างๆ ย่อมไม่ยอมย้ายขั้วเปลี่ยนข้าง แม้จะเป็นรัฐบาลเพียงแค่ “อึดใจเดียว” ก็ตาม

ทั้งนี้ “ภูมิใจไทย” ยังถือเป็นกองกำลังหลักทางการเมืองแบบลับๆ กลุ่มแรกๆ ด้วยซ้ำที่ร่วมวงไพบูลย์ในการจะสืบทอดอำนาจของ “บิ๊กตู่” โดยเฉพาะคอนเนกชั่นกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา แม้จะไหลไปได้ทุกฝ่าย แต่ในยุคนี้พวกเขาคงยากถ้าจะทำแบบเดิม ในเมื่อมีปัจจัยหลายอย่างค้ำคอ โดยเฉพาะการรู้ว่า ฝ่ายอำนาจมีสิทธิทำให้พวกเขาปลิวได้อีกครั้ง

ส่วน พรรคชาติพัฒนา แม้จะไร้ปัญหาตามสโลแกน แต่สำหรับสนามเลือกตั้งหนนี้พวกเขาถูก “ดีล” เอาไว้เรียบร้อย มีเครือข่ายท็อปบูตอยู่ในพรรค ที่สำคัญ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” เก๋าเกมมากพอที่จะไม่เลือกความสุขแค่เพียงชั่วคราว

ดังนั้น จากที่พรรคเหล่านี้เคยร่วมงานกับทุกฝ่ายง่ายๆ แต่หนนี้จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะที่พูดๆ ว่า “ปืนจ่อหัว” ยังไม่น่ากลัวเท่ากับ “คดีขึงพืด” ที่บรรดาดาวฤกษ์และเครือญาติทั้งหลายมีกันอยู่เป็นหางว่าว โดยเฉพาะคดีทุจริตคอร์รัปชันที่พร้อมปัดฝุ่นขึ้นมาได้ตลอด

ใครที่กะเก็งว่าหลังเลือกตั้ง “ปลาไหล-งูเห่า” เลื้อยกันสนุก ลืมไปได้เลย
เวลานี้บรรดา “แกนนำ” พลังประชารัฐคงกลุ้มไม่น้อยว่าจะได้ ส.ส.ในมือสักกี่มากน้อย
โจทย์ของพรรคพลังประชารัฐในการสยบ “เงื่อนไข” ของพรรคประชาธิปัตย์จึงมีทางเดียว ณ ตอนนี้ นั่นคือ เป็นพรรคที่มีจำนวน ส.ส.ในสภามากเป็นอันดับ 2ให้ได้ เพื่อถือแต้มต่อมากกว่าพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้น

อย่างที่ สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำคนสำคัญของพรรคพลังประชารัฐออกมาแบไต๋แบบไม่กลัวเสียรูปมวยว่า หากพรรคพลังประชารัฐได้ไม่ถึง 120 ที่นั่ง คงเจ๊งกะบ้องแน่นอน เพราะไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้

เงื่อนไขสำคัญ พรรคพลังประชารัฐ จึงต้องมี ส.ส.มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ การจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาลจะง่ายขึ้น เพราะพรรคประชาธิปัตย์เองคงไม่ไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยแน่นอนอยู่แล้ว

สูตรพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย เกาะกลุ่มกันตั้งรัฐบาลจะฉลุนั่นคือ พรรคพลังประชารัฐเข้ามาเป็นอันดับ 2 ในสภาให้ได้ก่อน

สูตรที่ว่า “ภูมิใจไทย” จะไปแตะมือกับ “พรรคเพื่อไทย” ที่มีแนวร่วมอย่างพรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อชาติ ที่มีการพูดกัน แม้มีข่าวว่า “เสี่ยหนู” จะยังต่อติดกับ “ทักษิณ” แต่ “เสี่ยเน” ที่ยังทรงอิทธิพล เห็นได้จากการส่งน้องชายอย่าง “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” มาเป็นเลขาธิการพรรค คงไม่ยอม และในทางปฏิบัติก็เป็นไปได้ยาก

เช่นเดียวกับสูตรพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ จะไปเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งสองพรรครวมกันคะแนนน่าจะ 200 กว่าที่นั่ง อันจะมากกว่ารัฐบาลเสียอีก ยังไม่นับรวมพรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อชาติอีก ซึ่งถ้ารวมกันจะตลกร้ายมากที่ ส.ส.ฝ่ายค้านเยอะกว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล

สูตรวันนี้มีสูตรเดียวที่พรรคพลังประชารัฐจะไม่ได้เป็นรัฐบาลคือ “เพื่อไทย” กับ “ประชาธิปัตย์” จับมือกันตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคฟากฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า เป็นประชาธิปไตยเป็นพรรคร่วม อันจะทำให้พรรคพลังประชารัฐถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้าน

ซึ่งการที่ “เพื่อไทย” กับ “ประชาธิปัตย์” จะจับมือกันก็ไม่ต่างจากรอพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก

สูตรเดิมยังคงเป็นเช่นนั้น คือ พรรคพลังประชารัฐ ผสมกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือพรรคเล็กพรรคน้อยที่อาจฟลุ๊คได้มา 1-2 ที่นั่ง ก็ดึงเข้ามาร่วมรัฐนาวาด้วย
คนที่ฝันดีที่สุดในเวลานี้เห็นทีจะหนีไม่พ้น “อนุทิน ชาญวีรกูล” แห่งพรรคภูมิใจไทย
เพียงแต่ว่า มันจะ “ติดคอ” ตรงที่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนเหนือกว่าพรรคพลังประชารัฐ มันก็จะดีลกันยากขึ้น ข้อต่อรองและเงื่อนไขมากมาย กว่าจะได้รัฐบาลเลือดตาแทบกระเด็น

เป็นโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งที่ดูคึกคักมีสีสัน เหล่า “นักการเมืองอาชีพ” ต่างออกอาวุธกันไม่หยุด มีอิสระในการประโคมนโยบายกันอย่างเมามัน ไม่ว่าจะเป็นประชานิยมจำแลงในรูปแบบต่างๆ หรือนโยบายกัญชาเสรีของ “พรรคเสี่ยหนู” กระทั่งตัวเลือกใหม่ๆ สไตล์ไม่ซ้ำ ทั้ง “ธนาธร - เสรีพิศุทธิ์” ที่อวดลีลากันแบบสุดโต่ง ขนาดยุค ทักษิณ ชินวัตร เรืองอำนาจ ยังไม่ขนาดนี้

จนต้องถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีสีสันที่สุดครั้งหนึ่ง ใครบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย คงต้องคิดใหม่

กลับกัน “นักการเมือง วอนนาบี” อย่าง “ลุงตู่” ดูเหมือนจะติดกับดักตัวเอง ตั้งกฎระเบียบหยุมหยิมที่ทำให้ไปหาเสียงเต็มตัวไม่ได้ แล้วยังออกแคมเปญที่ดูจะ “ไม่เข้าท่า” กับการเซตฉากถ่ายรูปลุคคูลๆ สบายๆ ที่วางแผนใช้โหมแคมเปญให้พรรคพลังประชารัฐช่วงโค้งสุดท้าย แต่ผิดแผนซะก่อน

ก็เลยปล่อยออกมา กะสร้างกระแสให้ฮือฮา ไม่เท่านั้นยังนึกสนุก ทำกราฟิกเป็นสติกเกอร์สวัสดีวันต่างๆ ส่งผ่านกันทางไลน์ หวังประกาศแบรนด์ดิ้งความขี้เล่นของ “ลุงตู่” ให้โลกรู้ แต่ทำไปทำมากลายเป็น “ตัวตลก” ถูกล้อเลียนในโลกออนไลน์หนักกว่าเก่า

มุกฝืดๆ วืดเป้าไม่เท่าไร ยังทำแต้มหล่นน้ำไปอีกโข ที่ดันไปรบในสมรภูมิที่ไม่ถนัด

ทั้งที่มีของดีในมือ โดยเฉพาะอำนาจรัฐ ที่ปล่อยของอีกสักทีก่อนเลือกตั้งก็ยังทัน ไม่ว่าจะเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีช่องให้เล่นอย่างหลากหลาย เติมเงินให้คู่แข่งตาเขียวอีกซักรอบก็ยังได้ ประกาศสวนเปรี้ยงให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลยว่า “สืบทอดอำนาจ เท่ากับสืบทอดบัตรคนจน” ทิ้งท้าย

ยอมโดนด่าในภาพกว้าง แต่ได้ใจ “ฐานราก” ที่ต้องหวั่นไหวกันบ้าง ก็คุ้มเสี่ยง

งานนี้ ถามกันให้วุ่นว่า “ใคร” เป็นกุนซือในการปรับภาพลักษณ์ของ “ลุงตู่” ในครั้งนี้ และบรรดา F Cมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า สมควรอย่างยิ่งที่จะต้อง “งดใช้งานเป็นการถาวร” เพราะทำงานไม่สมราคาที่ต้องควักจ่ายไปเพื่อการนี้

อย่างไรก็ดี สีสันที่ทุกฝ่ายโหมประโคมกันไม่ยั้ง ก็ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้คาดเดาผลได้ยาก ด้วยต่างก็พยายามเล่นกับกระแส จนทั้งบทวิเคราะห์หรือผลสำรวจไปคนละทิศละทาง เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

เอาแค่หลังปิดหีบ 24 มีนาคม ใครแพ้ใครชนะ ใครจะจับกับใครตั้งรัฐบาล ยังออกได้หลายหน้า จะตั้งรัฐบาลได้หรือเปล่าก็ไม่รู้เลย.


กำลังโหลดความคิดเห็น...