ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กลายเป็นปมร้อนที่ยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่สำหรับกระแสคัดค้าน ร่างพ.ร.บ.ข้าว ฉบับ “สนช. ลูกชาวนา” ซึ่งกำลังพารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ หลุดโค้งสุ่มเสี่ยงสูญเสียฐานเสียงสำคัญ หากไม่ยอมแตะเบรก แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะการันตีย้ำการออกกฎหมายนี้มีเจตนาดีช่วยเหลือชาวนาไม่ให้ถูกเอาเปรียบก็ตาม
ด้วยว่าการหมกเม็ดทำลายรากเหง้าและวิถีชาวนาที่ยึดโยงอยู่กับการเก็บเมล็ดพันธุ์ แลกเปลี่ยน และพัฒนาสายพันธุ์ข้าวนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่อาจปล่อยให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านสภาฝักถั่วไปได้แบบรวบรัดผ่านวาระ 2 และ 3 โดยไม่สนเสียงค้านที่ดังกระหึ่มรอบทิศ แม้ว่าก่อนหน้าที่จะมีการประชุม สนช.เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายข้าว สนช.จะเชิญตัวแทนเครือข่ายชาวนากว่า 70 คน นำโดย นายระวี รุ่งเรือง ประธานเครือข่ายชาวนาไทย เข้ารับฟังเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ข้าว ที่เข้าสู่การพิจารณาของ สนช. วันที่ 20 ก.พ.นี้ พร้อมชี้แจงในประเด็นที่ถูกวิจารณ์ก็ตาม
กระแสเสียงที่ค้านดังเสียจนกระทั่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องเลื่อนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ข้าวจากวันที่ 20 ก.พ. 2562 ซึ่งตามเดิมกะเอาให้จบรวดเดียว ไปเป็นวันที่ 26 ก.พ. 2562 โดย พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) พิจารณาร่างพ.ร.บ.ข้าว พ.ศ. … แถลงถึงเหตุที่เลื่อนวาระการประชุม ร่างพ.ร.บ.ข้าว ออกไป เพื่อนำข้อเรียกร้องและคัดค้านจากฝ่ายต่างๆ กลับไปทบทวนอีกครั้งให้เกิดความรอบคอบ และทำร่างกฏหมายที่เป็นประโยชน์กับชาวนาทุกกลุ่ม
ต้องไม่ลืมว่า ชาวนา กระดูกสันหลังของชาตินั้น เป็นอาชีพอยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน แม้ว่าโลกจะเจริญก้าวหน้าไปมากแล้วก็ตาม แต่ประชาชนคนไทยซึ่งเป็นฐานคะแนนเสียงสำคัญเกือบ 15 ล้านคน ยังคงรักษาผืนแผ่นดินปลูกข้าวเลี้ยงชีพและเลี้ยงชาวโลกอย่างเหนียวแน่น การทำลายอาชีพชาวนาไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม จึงถือเป็นการทำลายความมั่นคงทางอาหารอย่างร้ายแรง และนั่นย่อมส่งผลสะเทือนกลับมายังคะแนนเสียงของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ อย่างเลี่ยงไม่ได้
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งหนุน สนช. ทำคลอดกฎหมายนี้ การันตีเจตนารมณ์ของ สนช.และรัฐบาลมุ่งหวังดูแลเกษตรกรให้มากขึ้น ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ และ “....ไม่ได้มีผลกระทบต่อเกษตรกรทั้งการเก็บเมล็ดพันธุ์ การแลกเปลี่ยน และการขายเมล็ดพันธุ์ เพียงแต่ไปดูส่วนที่เป็นภาคเอกชนว่าจะทำอย่างไร โดยการขออนุญาตของบริษัทต่างๆ ต้องมีกติกามีการรับรองพันธุ์ข้าวต่างๆ และขอให้ไว้ใจกันตรงนี้...” นั้น หากท่านผู้นำมองให้ลึกลงไปจะเห็นถึงผลกระทบใหญ่หลวงที่จะตามมา และไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยให้กฎหมายนี้ผ่านไปได้ง่ายๆ
ประเด็นที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของร่าง พ.ร.บ.ข้าว ตามที่ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ/รักษาการผู้อำนวยการวิจัยนโยบายเศรษฐกิจรายสาขาด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมชนบท สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ตอกย้ำ ก็คือ มาตรา 27/1 วรรค 3 เรื่องการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวจะจำหน่ายได้เฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่กรมการข้าว รับรองแล้วเท่านั้น แม้จะมีข้อยกเว้นให้ชาวนาจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองให้แก่ผู้รวบรวมพันธุ์ข้าว แต่ผู้รวบรวมพันธุ์ข้าวไม่สามารถนำไปขายต่อได้….หากผู้รวบรวมนำไปขายต่อก็ติดคุก…..“และทันทีที่กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับ การซื้อขายเมล็ดพันธุ์และข้าวเปลือกไรซ์เบอร์รี่จะผิดกฎหมายทันที เพราะกรมการข้าวยังไม่ได้รับรองพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่”
มาตรานี้เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการค้าขายของประชาชนอย่างร้ายแรง ยิ่งกว่านั้นกรรมาธิการฯ ไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน จึงไม่มีความเข้าใจเรื่องการพัฒนาคุณภาพพันธุ์ข้าวไทย แต่กลับเข้าใจผิดว่า “พันธุ์ข้าวส่วนใหญ่ในตลาด” ไม่มีคุณภาพ และหากสามารถจำกัดการค้าขายเฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับรอง ชาวนาจะได้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพไปปลูก
นักวิชาการจากสำนักทีดีอาร์ไอ ยังวิเคราะห์ให้เห็นภาพชัดๆ ด้วยว่า มาตรา 27/1 วรรคสาม จะปิดกั้นกระบวนการพัฒนาปรับปรุงพันธ์ข้าวของตลาดข้าวไทยอย่างไร ว่าตลาดข้าวไทยมีกระบวนการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพสูง ข้าวอร่อยถูกปากทั้งคนไทยและคนเอเชียและแอฟรีกา ข้าวไทยขายได้ราคาสูงกว่าคู่แข่ง และระยะหลังเริ่มมีข้าว “สี” เพื่อสุขภาพเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว เช่น ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ทับทิมชุมแพ ฯลฯ
กระบวนการคัดสรรคุณภาพข้าวนี้ เกิดจากวีรบุรุษ/วีรสตรีนิรนาม (unsung heroes) ในวงการข้าว ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ผู้รวบรวมเมล็ดพันธุ์ข้าว โรงสี หยง ผู้ส่งออก ผู้ผลิตเครื่องจักรกลเกษตร รวมทั้งนักวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าว ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยต่างๆ บุคคลเหล่านี้ร่วมกันพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด และทำให้ได้กำไรจากการปลูก/การสี/การค้า ข้าวพันธุ์ไหนที่ปลูกแล้วได้ผลผลิตต่ำ หรือสีแล้วเต็มไปด้วยข้าวหัก ผู้บริโภคไม่ชอบ ก็จะถูกทิ้งไป (รวมทั้งพันธุ์ที่ราชการให้การรับรองแล้ว) พันธุ์ไหนที่อร่อยถูกปาก ขายได้มีกำไรดี ก็จะมีการบอกต่อๆ กัน กลายเป็นพันธุ์ยอดนิยมในตลาดก่อนที่ทางราชการจะให้การรับรองในภายหลัง เพราะกระบวนการรับรองต้องมีขั้นตอน ต้องใช้เวลาเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อนำไปปลูกทั่วประเทศจะไม่มีปัญหา
ระบบการคัดสรรพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพแบบนี้ เรียกว่า การควบคุมคุณภาพแบบกระจายอำนาจในตลาดข้าวที่เป็นการค้าเสรี
ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร. เบญจวรรณ ฤกษ์เกษม นักวิชาการด้านเกษตรที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการนับถือยกย่องในระดับนานาชาติ ให้ความเห็นว่า “มาตรา 27/1 ดูเป็นการจำกัดการพัฒนาพันธุ์ใหม่ๆ…..ในปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นปัจจัยการผลิตที่มีการซื้อขายมากขึ้น มีการผลิตเพื่อใช้เอง และแลกเปลี่ยนกันน้อยลง
ที่ผ่านมาข้าวพันธุ์ท้องถิ่นหรือพันธุ์พื้นเมือง (ที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากกรมการค้าข้าว) ที่ได้กลายเป็นพันธุ์ยอดนิยม (รวมทั้งข้าวหอมมะลิ) ได้แพร่หลายไปโดยชาวนาก่อน แล้วราชการ (ในชื่อกรมการค้าข้าว หรืออื่นๆ) จึงทำเป็นพันธุ์รับรองตามหลัง
และหาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกใช้ก่อน พ.ศ. 2500 เราคงอดมีข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ขาวตาแห้ง 17 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ฯลฯ
หลังจากการทำความเข้าใจถึงประเด็นนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จึงมีมติให้ตัดวรรคที่เป็นปัญหาดังกล่าวออกจากร่างพ.ร.บ.ที่ผ่านวาระหนึ่ง และใช้วรรคต่อไปนี้แทน “เพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้คุณภาพอันจะสร้างความเสียหายต่อชาวนาและเศรษฐกิจของประเทศ ให้อธิบดีกรมการค้าข้าว โดยความเห็นชอบคณะกรรมการ มีอำนาจประกาศห้ามมิให้มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวจากพันธุ์ที่ไม่ได้คุณภาพดังกล่าวได้”
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ เพิ่มมาตราด้านการส่งเสริมชาวนา เพราะร่างเดิมไม่มีมาตราด้านนี้เลย มาตราที่จะเพิ่มขึ้น คือ เพื่อเป็นกรมส่งเสริมให้ชาวนาใช้พันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพในการเพาะปลูก (และมีความเหมาะสมกับเขตศักยภาพการผลิตที่กระทรวงเกษตรฯ ประกาศ) ให้ชาวนาซึ่งปลูกข้าวโดยใช้พันธุ์ข้าวที่กรรมการข้าวประกาศรับรองพันธุ์และเพาะปลูกในพื้นที่มีความเหมาะสม (ตามเขตศักยภาพการผลิตข้าว) ได้รับความช่วยเหลือ ส่งเสริมหรือสนับสนุนตามมาตรการที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นธรรมของคณะรัฐมนตรี
การแก้ไขดังกล่าวน่าจะพอยอมรับได้ในระดับหนึ่ง เพราะมีการตัดมาตราที่จะก่อความเสียหายแก่วงการข้าวออก มีมาตราที่กำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนชาวนาที่ใช้พันธุ์ข้าวของรัฐ และที่สำคัญ คือ ชาวนามีตัวแทนในคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว
อย่างไรก็ดี ดร.นิพนธ์ ยังมองว่า ร่าง พ.ร.บ. ข้าว ยังมีจุดอ่อนสำคัญ 3 ประการ ดังนี้ ประการแรก มาตรา 20 กำหนดให้ผู้รับซื้อข้าวเปลือกออกใบรับซื้อข้าวเปลือกทุกครั้งและให้ส่งสำเนาใบรับซื้อข้าวเปลือกให้กรมการข้าว โดยให้มุ่งเน้นการใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรานี้เป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน เพราะแม้จะมีผู้รับซื้อข้าวเปลือกที่ตัดราคาชาวนา แต่ก็ใบรับซื้อข้าวเปลือกไม่สามารถพิสูจน์ความผิดได้ เพราะทันทีที่ซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ผู้รับซื้อก็นำข้าวเปลือกที่ซื้อมาเทกองรวมกับข้าวเปลือกของชาวนารายอื่นๆ ยิ่งกว่านั้นปัจจุบันโรงสีก็ต้องเก็บหลักฐานใบรับซื้อให้กรมสรรพากรตรวจ และรวบรวมทำรายงานการค้าข้าวส่งให้กระทรวงพาณิชย์ อยู่แล้ว
หากกรมการค้าข้าว อ้างว่า จะนำหลักฐานใบรับซื้อไปข้าวเปลือก ไปจัดทำบิ๊กดาต้า (big data) ก็กรุณาเขียนกฎหมายบังคับว่ากรมฯ จะนำข้อมูลไปทำประโยชน์อะไรบ้างให้ชาวนาหรือวงการข้าว เพื่อให้คุ้มกับเงินภาษีของประชาชน และถ้าเป็นเรื่องบิ๊กดาต้า ก็ไม่ต้องมีบทลงโทษ ไม่ต้องให้อำนาจเจ้าพนักงาน เพราะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาการทุจริต
จุดอ่อนประการที่สอง คือ ร่างกฎหมายยังไม่มีมาตราที่จะพัฒนาส่งเสริมอาชีพชาวนาให้มั่นคงยั่งยืน หรือสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่มาประกอบอาชีพทำนาตามเหตุผลที่ระบุไว้ในร่าง
จุดอ่อนข้อสามของร่างพ.ร.บ.ข้าว (มาตรา 27/3) คือ การโอนอำนาจการควบคุมเมล็ดพันธุ์ข้าวในพ.ร.บ.พันธุ์พืช 2518 และอำนาจการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ตามพ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 จากกรมวิชาการเกษตร มายังกรมการข้าว ในปัจจุบันกรมวิชาการเกษตร ก็สามารถทำหน้าที่กำกับควบคุมได้เป็นอย่างดี แม้จะล่าช้าตามระบบราชการบ้างก็ตาม
การโอนอำนาจหน้าที่นี้ไปกรมการข้าว จะเกิดผลเสีย 2 ประการ คือ หนึ่ง สร้างปัญหาความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ของกรมการข้าวในฐานะผู้วิจัยและให้ทุนวิจัยด้านข้าว กับอำนาจการกำกับควบคุมโดยการออกใบอนุญาต และ สอง การทำหน้าที่ตามกฎหมายสองฉบับข้างต้น ต้องอาศัยทีมงานนักวิชาการสาขาต่างๆ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอก เรียกว่าเกิดประโยชน์จากการมีความรู้หลากหลายสาขา และความชำนาญเฉพาะด้าน (economies of scale and specialization) การแยกงานด้านกำกับควบคุมข้าวออกไป นอกจากจะลดทอนประสิทธิภาพของการกำกับดูแลด้านข้าวแล้ว รัฐยังต้องสูญเสียงบประมาณเพิ่มขึ้นทั้งด้านลงทุนในอุปกรณ์-เครื่องมือ และเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ในกรมการข้าว โดยไม่ทราบว่าจะได้ประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่
นอกจากนั้น ก็มีจุดอ่อนอื่นๆ เช่น การขาดระบบการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ การที่คณะกรรมการด้านผลิตและด้านการตลาดส่วนใหญ่ยังประกอบด้วยปลัดกระทรวง และอธิบดี รวม 14 คน และผู้แทนภาคเอกชนและเกษตรกร รวม 7 คน แทนที่จะเป็นกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากวงราชการ และไม่มีนักวิชาการจากสถาบันการศึกษา
ขณะเดียวกัน มูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย ได้แสดงข้อมูลให้เห็นถึงความสำคัญของการเก็บรักษาพันธุ์ข้าวไปปลูกต่อและการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวของท้องถิ่น ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 70% เป็นของวิถีชาวนาไทย และยังตั้งข้อสังเกตว่า เวอร์ชั่นแรกๆ ของร่าง พ.ร.บ.นี้ ใน มาตรา 26 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวซึ่งไม่ได้รับการรับรองพันธุ์ เป็นการส่อเจตนาของผู้ร่างบางกลุ่มที่ต้องการควบคุมพันธุ์ข้าวให้อยู่ในมือราชการ และเอกชนรายใหญ่ที่มีศักยภาพเท่านั้น เจตนาเช่นนี้จะเป็นตัวทำลายการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงทางอาหารอย่างร้ายแรง
มาตราดังกล่าว แม้จะถูกตัดออกไปแล้ว แต่เจตนาดังกล่าวยังซ่อนอยู่ในมาตรา 27/2 ซึ่งบัญญัติว่า “เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ชาวนาใช้พันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพในการเพาะปลูก และมีความเหมาะสมกับเขตศักยภาพการผลิตข้าวที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศ ให้ชาวนาซึ่งปลูกข้าวโดยใช้พันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวประกาศรับรองพันธุ์ และเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมตามเขตศักยภาพการผลิตข้าวได้รับความช่วยเหลือ ส่งเสริม หรือสนับสนุนตามมาตรการที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี”
คำถามก็คือว่า แล้วสายพันธุ์ข้าวที่ชาวนารายย่อยคัดเลือก และพัฒนาขึ้นโดยเกษตรกรรายย่อย และวิถีเกษตรกรรมแบบพื้นบ้าน จากการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เก็บพันธุ์ไว้ปลูกเอง ที่เกิดจากการซื้อขายกันระหว่างเพื่อนบ้าน ทำไมถึงไม่มีกระบวนการส่งเสริมและสนับสนุน ในเมื่อวิถีดังกล่าวคือที่มาของสายพันธุ์ข้าวดีๆ ที่สังคมไทยได้บริโภค ได้ค้าขาย ได้ส่งออก อยู่ในทุกวันนี้
ที่จริงแล้ว ปัญหาที่เป็นอุปสรรคขัดขวางกระบวนการพัฒนาพันธุ์พืชที่มาจากเกษตรกรรายย่อยและวิถีเกษตรกรรมพื้นบ้าน แบบแผนเกษตรกรรมเชิงนิเวศ ถูกขัดขวางมาก่อนหน้านี้แล้ว ใน พ.ร.บ.พันธุ์พืช 2518 ที่บัญญัติให้การขายเมล็ดพันธุ์ข้าวและพันธุ์พืชอื่นตามประกาศรวมสามสิบกว่าชนิดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ถ้าไม่ขออนุญาต
ในด้านหนึ่งเจตนาที่เป็นการปกป้องผู้บริโภค(เกษตรกร)ได้รับสายพันธุ์ที่ดี ไม่ปลอมปน และมีคุณภาพนั้น ในอีกด้านหนึ่ง ได้ทำลายกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์โดยชาวนาและเกษตรกรมาชั้นหนึ่งแล้ว หากเราต้องการสายพันธุ์ข้าวที่ดี และดีกว่าสายพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าว หรือบริษัทเอกชนรายใหญ่ส่งเสริม ผู้ยกร่าง พ.ร.บ.ข้าว สมควรกำหนดให้สิทธิในการแลกเปลี่ยนสายพันธุ์ และการค้าขายพันธุ์ข้าวในท้องถิ่นให้เป็นเรื่องสำคัญ และต้องยกเว้นสิ่งนี้จากการเข้ามาพยายามควบคุมของหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะมาจากกฎหมายที่เสนอโดยกรมการข้าว หรือกรมวิชาการเกษตร เองก็ตาม
นอกจากนั้น เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก โดย นายมงคล ด้วงเขียว ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ และน.ส.ทัศนีย์ วีระกันต์ สมาชิกเครือข่ายฯ ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่าน พล.อ.ศุภวุฒิ อุตมะ สมาชิกสนช. ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้าว พ.ศ… เพื่อคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว และขอให้ สนช.ชะลอการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ข้าว ด้วยเหตุผลที่น่ากังวล คือ
1)ในมาตรา 6 สัดส่วนของกรรมการผู้แทนองค์กรเกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีเพียง 4 คน เป็นจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับ กรรมการโดยตำแหน่งที่เป็นข้าราชการ และนักการเมือง ซึ่งมีจำนวน 14 คน ซึ่งมีอำนาจกำหนดนโยบาย และแผนพัฒนาข้าวทั้งหมด 2)มาตรา 20 ระบบข้อมูลที่ตัวกฎหมายเขียนให้มีระบบส่งใบรับรองข้าวทางอิเลคทรอนิกส์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดของเกษตรกร 3)มาตรา 21 การจัดให้มีการทำเขตศักยภาพการผลิตข้าวของประเทศ เป็นลักษณะโซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าว ซึ่งไม่ควรพิจารณาเพียงแค่กายภาพของพื้นที่หรือวัตถุประสงค์เพื่อการค้าเท่านั้น เพราะการผลิตข้าวเป็นความมั่นคงทางอาหารของคนในประเทศ
4)มาตรา 27/2 เป็นการบัญญัติให้มีการส่งเสริม และสนับสนุน เฉพาะพันธุ์ข้าวที่กรมการนข้าวประกาศรับรองพันธุ์ และเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมตามเขตศักยภาพการผลิตข้าว ที่กำหนดโดยกรมการข้าวเท่านั้น ทั้งๆ ที่สายพันธุ์ข้าวที่เกิดขึ้นโดยชาวนารายย่อย และชุมชนตามวิถีวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งควรได้รับการสนับสนุน ส่งเสริม แต่ไม่ถูกกำหนดไว้เลย
“เครือข่ายฯ เห็นว่าไม่ควรรีบเร่งในการออกกฎหมายที่กระทบสังคมในวงกว้าง และควรรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน จึงขอเรียกร้องให้สนช,ชะลอการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ข้าว โดยให้เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง”
แรงกดดัน สนช. ในการพิจารณาร่างกฎหมายข้าว ยังมาจากสภาองค์กรชุมชนตำบลในระดับชาติและองค์กรภาคี คัดค้าน พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ. ... ซึ่งนัดแถลงข่าวพร้อมกันทั่วประเทศเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2562 โดยสภาองค์กรชุมชนฯ ตั้งฉายาให้กับ ร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า...ฉบับ “พราง ลับ ลวงชาวนา ขังคอก” ชำแหละร่างกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นหายนะของชาวนาไทย ทั้งมาตรา 12 ที่ว่าด้วยกรรมการข้าวและอำนาจหน้าที่, มาตรา 21 ว่าด้วยการกำกับดูแลการผลิตข้าว ในวรรคสอง ที่ให้อำนาจรัฐมนตรีกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการจัดทำโซนนิ่งปลูกข้าว นำไปสู่การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการผลิตข้าวของชาวนา, มาตรา 22 ว่าด้วยเมล็ดพันธุ์เข้าควบคุมจนชาวนาสูญเสียอำนาจทางการผลิตข้าว
มาตรา 22 “การควบคุมและกำกับพันธุ์ข้าวและการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว การได้มาซึ่งใบอนุญาตของผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือกให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด” และ มาตรา 26 “ห้ามมิให้ผู้ใดผลิตพันธุ์ข้าว ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 22 และไม่ได้รับการรับรองพันธุ์ตาม พ.ร.บ.นี้” ในมาตรานี้ได้เปิดช่องไว้ “มิให้บังคับแก่บุคคลอื่นใดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด” จะเป็นการเปิดช่องให้นายทุนที่มีเทคโนโลยีมีทุนผูกขาดการผลิตเมล็ดพันธุ์เพียงไม่กี่ราย และประเทศไทยจะสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรม
ถึงขั้นนี้แล้ว การถอยมารับฟังความรอบด้านของ สนช. ย่อมดีกว่าการดันทุรังต่อเพราะถึงที่สุดแล้ว ร่าง พ.ร.บ.ข้าว ต้องคำนึงถึงชาวนาผู้ซึ่งควรได้รับประโยชน์สูงสุดจากการตรากฎหมายนี้เป็นที่ตั้ง


