"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
ด้วยความหลากหลายของพรรคการเมืองที่สมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ นโยบายจำนวนมากถูกนำเสนอต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีข้อมูลข่าวสารท่วมท้นล้นเกิน หากไม่มีการจัดระบบคิดก็จะทำให้เกิดความสับสนขึ้นมาได้ แต่ก่อนที่จะดูว่า เราควรจัดระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเลือกตั้งอย่างสร้างสรรค์อย่างไร แบบแผนการตัดสินใจของการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในอดีตและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้เป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนเสียก่อน
การตัดสินใจเลือกตั้งเป็นปฏิสัมพันธ์ในสองมิติ มิติแรกคือปฏิสัมพันธ์ภายในความคิดจิตใจของผู้เลือกตั้ง ซึ่งเป็นการปะทะประสานระหว่างห้วงเวลาในอดีต อันได้แก่ ประสบการณ์ ความเชื่อ และค่านิยมที่ดำรงอยู่ในตัวผู้เลือกตั้ง และห้วงเวลาในอนาคต อันได้แก่ความคาดหวังและความปรารถนาที่จะเห็นอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต ครอบครัว และสังคมในอนาคต และมิติที่สองเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เลือกตั้งกับสภาพแวดล้อม ณ ช่วงที่มีการเลือกตั้ง สภาพแวดล้อมสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้เลือกตั้งคือ บรรทัดฐานทางสังคม วัฒนธรรมการเมือง กระแสการเมือง และการรณรงค์หาเสียง
ในเบื้องแรก ประสบการณ์มีอิทธิพลต่อการสร้างความเชื่อและค่านิยม จากนั้นความเชื่อและค่านิยมจะตอกย้ำและกำหนดแนวทางการสร้างประสบการณ์ และส่งผลให้เกิดแบบแผนการตัดสินใจและการกระทำแบบใดแบบหนึ่งขึ้นมา ดังในอดีตผู้เลือกตั้งมีประสบการณ์ของการได้รับสิ่งตอบแทนเป็นวัตถุหรือเงินทองในระหว่างการเลือกตั้ง ประสบการณ์นั้นทำให้เกิดความเชื่อและค่านิยมว่า การเลือกตั้งคือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่สามารถกินได้ ค่านิยม “เงินไม่มา กาไม่เป็น” จึงเกิดขึ้น และเมื่อค่านิยมนี้เกิดขึ้นก็ส่งผลให้การตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อๆไปถูกครอบงำด้วยค่านิยมดังกล่าว
ประสบการณ์สำคัญในอดีตอีกอย่างที่เกิดขึ้นแก่ผู้เลือกตั้งไทยจำนวนนับสิบล้านคน จนทำให้เกิดการฝังตรึงของค่านิยม และเชื่อมโยงสู่แบบแผนการตัดสินใจคือ ประสบการณ์การสัมผัสกับผลประโยชน์เชิงรูปธรรมที่ได้รับจากนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง กรณีนี้เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ ซึ่งทำให้ประตูแห่งประสบการณ์ของผู้เลือกตั้งไทยเปิดอออกอีกบานหนึ่ง และต่อเติมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ “คลังแห่งประสบการณ์ของการเลือกตั้ง”
การทำให้นโยบายประชานิยมที่ใช้ในการหาเสียงเป็นนโยบายที่ถูกนำไปปฏิบัติจริงหลังจากการเป็นรัฐบาล ทำให้เกิดการฝังตรึงของประสบการณ์ใหม่ภายในกลุ่มผู้เลือกตั้ง เกิดการเชื่อมโยงระหว่างผลลัพธ์การเลือกตั้งกับประโยชน์ที่ได้รับในภายหลังการเลือกตั้งอย่างชัดเจน ค่านิยมแบบ “ประชาธิปไตยกินได้” จึงเกิดขึ้นและแพร่ระบาดออกไปทั่วทั้งสังคม
ในอดีตนั้น ผู้เลือกตั้งสัมผัสกับผลประโยชน์หลังการเลือกตั้งได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ รัฐบาลไทยรักไทยหลังการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ ได้สร้างความเป็นจริงใหม่ในการเลือกตั้งไทยขึ้นมา ซึ่งทำให้ผู้เลือกตั้งจำนวนมากได้มีประสบการณ์ในการรับผลประโยชน์ทั้งก่อนการเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้ง พรรคนี้จึงหลอมรวมประสบการณ์และค่านิยมแบบ “เงินไม่มา กาไม่เป็น” และ “การเลือกตั้งที่กินได้” เข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน และกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้พรรคนี้และ “พรรคสายพันธุ์” เดียวกัน ชนะการเลือกตั้งหลายครั้งในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา
ผู้เลือกตั้งจำนวนมากมีความผูกพันแบบยึดติดกับผู้นำพรรคเพื่อไทยในยุคนั้นอย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าภายหลังผู้นำคนนั้นจะมีพฤติกรรมที่อื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตมากน้อยเพียงใด ก็มิได้ทำให้ผู้เลือกตั้งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงความเชื่อต่อผู้นำคนนั้นแต่อย่างใด ตราบใดที่บุคคลผู้นั้นยังดำรงอยู่อิทธิพลของเขายังคงส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง จวบจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นพรรคการเมือง ไม่ว่าจะมีชื่อใดก็ตามที่ผู้เลือกตั้งกลุ่มนี้รู้ว่าบุคคลผู้นั้นอยู่เบื้องหลังและให้การสนับสนุน ผู้เลือกตั้งกลุ่มนี้ก็ยังคงเลือกพรรคการเมืองนั้นต่อไป
แม้ว่าผู้เลือกตั้งจำนวนหนึ่งยึดโยงการตัดสินใจเลือกตั้งกับประสบการณ์ในอดีต แต่ก็มีผู้เลือกตั้งไม่น้อยที่ตัดสินใจโดยใช้ความคาดหวังต่ออนาคตเป็นหลัก ผู้เลือกตั้งกลุ่มนี้มักจะเป็นผู้เลือกตั้งหน้าใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พวกเขาอาจได้รับประสบการณ์ทางอ้อมจากการศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง หรือการบอกเล่าจากคนรุ่นก่อนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พวกเขาไม่มีความผูกพันกับพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ แต่พยายามมองหาพรรคการเมืองที่สามารถเชื่อมโยงความปรารถนาและความคาดหวังของพวกเขาในอนาคต ดังนั้นหากพรรคการเมืองใดที่สร้างภาพลักษณ์ของความเป็นตัวแทนทางความคิด และสร้างนโยบายที่สอดคล้องกับความปรารถนาของผู้เลือกตั้งกลุ่มนี้ได้ แนวโน้มผู้เลือกตั้งหน้าใหม่จะเลือกพรรคการเมืองเช่นนั้นก็มีสูง
แม้ว่าเจตจำนงอิสระของปัจเจกชนในการเลือกตั้งดำรงอยู่ภายในความคิดและจิตใจของผู้เลือกตั้ง แต่เจตจำนงเหล่านั้นมิอาจแยกขาดจากบรรทัดฐานของสังคมและวัฒนธรรมการเมืองอันเป็นโครงสร้างเชิงสถาบันที่มีอิทธิพลต่อแบบแผนของเหตุผลและการปฏิบัติได้ หากดูอย่างผิวเผินเราอาจคิดว่าบุคคลตัดสินใจอย่างเป็นอิสระโดยใช้เหตุผลส่วนตัวของพวกเขา แต่ในความเป็นจริง บรรทัดฐานทางสังคมและวัฒนธรรมทางการเมืองได้แทรกซึมเข้าไปในกระบวนการคิดและตัดสินใจของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว อิทธิพลของบรรทัดฐานและวัฒนธรรมทางการเมืองสำแดงออกมา เมื่อเราเกิดความคิดว่า “เราต้องเลือกผู้สมัครคนหนึ่งเพราะครอบครัวเราเลือก หรือ เพราะใครๆในชุมชนก็เลือกคนนี้ หรือ เพราะผู้นำชุมชนบอกให้เลือก” เป็นต้น
หรือในกรณีพรรคการเมือง เช่น “เราเลือกพรรคนี้เพราะว่าเป็นพรรคที่มีความเป็นสถาบันทางการเมืองมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ หรือ เพราะเป็นพรรคการเมืองของภูมิภาคหรือจังหวัดเรา หรือ เพราะเป็นพรรคของกลุ่มเรา” เป็นต้น
เป็นความจริงที่ว่า แบบแผนการตัดสินใจเลือกตั้งใดเมื่อฝังตรึงในจิตใจของบุคคลแล้ว แบบแผนนั้นยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ หลายคนไม่ตระหนักด้วยซ้ำว่าตนเองมีแบบแผนการตัดสินใจอย่างไรดำรงอยู่ในวิธีคิดของตนเอง หรือบางคน แม้ตระหนักและรู้ในภายหลังว่า แบบแผนที่ใช้ไม่มีประสิทธิผลอีกต่อไป หรือรู้ว่าแบบแผนเช่นนั้นสร้างความเสียหายแก่สังคม แต่ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเคยชินกับวิธีคิดและการปฏิบัติแบบนั้นสียแล้ว
การตัดสินใจเลือกตั้งจึงถูกครอบงำด้วยความเชื่อ ความรู้สึก และบรรทัดฐานของสังคมมากกว่าเหตุผลที่เกิดจากปัญญาเชิงปฏิบัติ ผลลัพธ์คือ นักการเมืองและพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งมักเป็นกลุ่มหรือพรรคที่มีความสามารถในการสร้างภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อ สร้างกระแสอารมณ์ และความเพ้อฝัน และใช้บรรทัดฐานหรือจารีตของสังคมอย่างมีประสิทธิภาพในการชี้นำการเลือกตั้ง
สำหรับรูปธรรมของวิธีคิดและแบบแผนในการเลือกตั้งที่มีแนวโน้มในการทำให้เกิดความยุ่งยาก ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองตามมาคือ
๑.การเลือกเพราะยึดติดกับความเชื่อที่มีต่อผู้นำพรรคและการทำงานของพรรค โดยปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลและข้อเท็จจริงใหม่ๆเกี่ยวกับบทบาทและพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศและสังคมโดยรวมของผู้นำและพรรคการเมืองที่เคยเลือก
๒. การเลือกเพราะความรู้สึกกลัวว่า บุคคลหรือพรรคการเมืองที่ไม่ชอบจะได้รับชัยชนะ ซึ่งเป็นการใช้อารมณ์ความรู้สึกกดทับความคิด และทางเลือกเชิงเหตุผลของตนเอง เป็นการละทิ้งเหตุผลและหันไปใช้อารมณ์แทน
๓.การเลือกเพราะตกอยู่ในกระแสความคิดแบบเฟ้อฝันต่ออนาคต ซึ่งเกิดเมื่อมีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองหน้าใหม่ ที่มีความสามารถสูงในการสร้างภาพลักษณ์และวาทกรรมเชิงโน้มน้าวจูงใจแก่ผู้เลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้เลือกตั้งหน้าใหม่ให้เลือกพรรคตนเอง จนกลายเป็นกระแสอารมณ์ที่พัดพาเอาเหตุผลหายวับไปกับตา
๔. การเลือกเพราะชมชอบและหลงใหลในรูปร่าง หน้าตา และบุคลิกของผู้สมัคร บางคนก็ชมชอบผู้สมัครที่หน้าตาหล่อเหลา สวยงาม บุคลิกและพูดจาสุภาพ บางคนก็ชอบคนที่พูดจาแข็งกร้าว ดูตรงไปตรงมา ซึ่งทำให้เสมือนมีความจริงใจ บางคนก็ชอบบุคลิกแบบกล้าได้กล้าเสีย ชอบคนที่ท้าทายอำนาจรัฐ บางคนก็ชอบคนที่แสดงบทบาทความมีน้ำใจและเป็นกันเอง ความชอบแบบนี้ย่อมบดบังปัญญาในการมองเพื่อให้ทะลุถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้สมัครได้ และบดบังเหตุผลในการวิเคราะห์บทบาทและความเป็นไปได้ในการทำงานของคนเหล่านั้นในฐานะที่เป็นส.ส. หรือผู้บริหารประเทศ
๕.การเลือกเพราะหวังผลประโยชน์เฉพาะหน้าในช่วงก่อนการเลือกตั้งในหลากหลายรูปแบบ และผลประโยชน์จากนโยบายประชานิยมที่ล้นเกินหลังการเลือกตั้งโดยไม่ตระหนักถึงความเสียหายของประเทศที่ตามมา
๖.การเลือกเพราะเกรงใจผู้นำชุมชน และหัวคะแนน หรือเพราะผู้สมัครเป็นคนบ้านเดียวกัน โดยไม่พิจารณาถึงบทบาททางการเมืองและนโยบายของพรรคการเมืองที่เขาสังกัด
๗.การเลือกเพราะพรรคการเมืองนั้นมีความเป็นสถาบันการเมือง หรือเพราะคิดว่าเป็นพรรคของจังหวัดหรือภาคที่เราสังกัด โดยไม่ได้ศึกษานโยบายที่พรรคนั้นนำเสนอว่ามีเนื้อหาอย่างไรและมีความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติหรือไม่
หากเรามองว่า การเมืองเป็นเรื่องการใช้พลังอำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดำรงอยู่ และสร้างสรรค์อนาคตที่พึงปรารถนาขึ้นมา การเมืองแบบประชาธิปไตยนั้นเป็นการที่ประชาชนแสดงเจตจำนงร่วมอย่างมีปัญญาและเหตุผลในการมองว่า ปัญหาใดที่ควรแก้ไขก่อนหรือหลัง และจะสร้างสรรค์อนาคตอย่างไรผ่านการเลือกตัวแทนอันเป็น ส.ส.และพรรคการเมือง เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการตัดสินใจเลือกตั้งเสียใหม่ดังนี้
๑. ขั้นแรกใช้ความคิดและไตร่ตรองให้ถ่องแท้ว่าเราสนใจประเด็นอะไรบ้างของบ้านเมือง เช่น บางคนอาจสนใจประเด็นทางเศรษฐกิจ บางคนอาจสนใจประเด็นการศึกษา บางคนอาจสนใจประเด็นสุขภาพ เป็นต้น พิจารณาให้ตกผลึกทางความคิดว่า เราสนใจประเด็นอะไรมากที่สุด และเลือกประเด็นนั้นมาเป็นหลักในการพิจารณาและแสวงหาข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ
๒. แสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายพรรคการเมืองต่างๆที่นำเสนอเกี่ยวกับประเด็นนั้นๆมาเปรียบเทียบกัน หากมีเวลาก็หามาให้ครบทุกพรรค แต่หากมีเวลาจำกัดก็อาจหามาให้ได้สักสี่หรือห้าพรรคที่เป็นพรรคหลักๆในสนามการแข่งขัน
๓. นำข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกัน โดยพิจารณาว่านโยบายเรื่องนั้นสามารถแก้ปัญหาที่เราสนใจได้มากน้อยเพียงใด หากมีการนำนโยบายนั้นไปปฏิบัติสามารถสร้างประโยชน์แก่ตัวบุคคล และสังคมโดยรวมมากน้อยเพียงใด คุ้มค่าหรือไม่ นโยบายของพรรคนั้นเสนอแบบเกินความเป็นจริงหรือเพ้อฝันเกินไป จนไม่อาจนำไปปฏิบัติได้หรือไม่ นโยบายนั้นสร้างความเสี่ยงหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบมากน้อยเพียงใด เมื่อพิจารณาและประเมินอย่างรอบด้านแล้ว จึงตัดสินใจเลือกว่า ควรจะลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด
๔. หากพิจารณานโยบายใดนโยบายหนึ่งแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ ก็อาจขยายขอบเขตประเด็นนโยบายเพิ่มเติม โดยอาจนำนโยบายอื่นๆของพรรคเหล่านั้นมาพิจารณาร่วมด้วยอย่างรอบด้าน จากนั้นจึงค่อยตัดสินใจในขั้นสุดท้ายว่าควรลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด
กระบวนการนี้เป็นความพยายามในการใช้เหตุผลประเมินวิเคราะห์ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาและการมีข้อมูลข่าวสารที่ล้นเกิน อย่างน้อยก็เป็นวิธีคิดและวิธีการที่ดีกว่าการเลือกตั้งที่ตั้งอยู่บนฐานของความเชื่อผู้นำพรรคแบบงมงาย หรือการถูกลากจูงด้วยกระแสอารมณ์ของความเพ้อฝันที่เลื่อนลอย หรืออยู่ภายใต้การควบคุมของบรรทัดฐานและวัฒนธรรมการเมืองของสังคม
สิ่งสำคัญของการพัฒนาความเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ในระบอบประชาธิปไตยคือ การที่ผู้เลือกตั้งสามารถพัฒนาความสามารถและทักษะในการคิดและวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูล ความจริง และเหตุผลเป็นรากฐานเป็นการตัดสินใจเลือกตั้ง และสามารถตระหนักรู้อย่างมีสติเท่าทันต่อกระแสและอารมณ์ความรู้สึกที่ถูกสร้างหรือถูกกระตุ้นขึ้นมาในช่วงที่มีการรณรงค์หาเสียง ระวังอย่าให้กระแสความรู้สึก ไม่ว่าความชอบแบบคลั่งไคล้ หรือความกลัวแบบเกลียดชังมาบดบังสติ ปัญญา และเหตุผลของเราได้ และหากทำได้เราก็สามารถเลือกตั้งได้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพต่อไป


